รมช.มหาดไทย “เจเศรษฐ์” นำแถลงปฏิบัติการ “ย้อนเกล็ดมังกร EP.3” จับกุมอดีตปลัดอำเภอ-ผู้ใหญ่บ้าน-นายหน้า ทุจริตแจ้งเกิดทิพย์ ดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด ไม่มีละเว้น
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 5 มิถุนายน นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานแถลงผลปฏิบัติการ “ย้อนเกล็ดมังกร EP.3” โดยมี นางสาววริษฐา สงวนเสริมศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี นายวิฑูรย์ สิรินุกุล รองอธิบดีกรมการปกครอง นายสุภาพ ศิริ ผู้อำนวยการกองปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ 1 พ.ต.อ.นิยม นิยา ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรหนองปรือ ร่วมแถลงฯ ณ ที่ว่าการอำเภอหนองปรือ จังหวัดกาญจนบุรี
นายเจเศรษฐ์กล่าวว่า รัฐบาลและกระทรวงมหาดไทย ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบหมายให้คณะทำงานต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน กรมการปกครอง (DOPA N.I.C.E.) ร่วมกับฝ่ายปกครองจังหวัดกาญจนบุรี ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี และสำนักงาน ป.ป.ท. เข้าทลายเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติทุจริตทางทะเบียนราษฎรและสัญชาติไทย สั่งดำเนินคดีทั้งเจ้าหน้าที่รัฐและนายหน้ากว่า 15 ราย หลังพบพฤติการณ์แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ อนุมัติรับแจ้งเกิดเกินกำหนดเป็นเท็จให้กับบุตรของบุคคลต่างด้าว
นายเจเศรษฐ์ยังกล่าวว่า การเข้าจับกุมในครั้งนี้ สามารถจับกุมขบวนการนายหน้าและเจ้าหน้าที่รัฐร่วมกันทุจริตแจ้งเกิดเท็จให้ลูกคนจีนและเมียนมาได้รับสัญชาติไทยโดยมิชอบ อย่างน้อย 10 คน เหตุเกิด ณ สำนักทะเบียนท้องที่ อ.หนองปรือ จ.กาญจนบุรี ในห้วงระหว่างเดือน เม.ย.68-ก.พ.69 โดยพบมีผู้ร่วมกระทำความผิดอย่างน้อย 15 คน ในฐานความผิด “ร่วมกันทำให้ผู้อื่นมีชื่อในทะเบียนบ้านหรือเอกสารทะเบียนราษฎรอื่นโดยมิชอบ และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ”
โดยศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 7 ได้อนุมัติหมายจับและสามารถจับกุมผู้ต้องหาสำคัญได้แล้ว 3 ราย ได้แก่ 1.อดีตปลัดอำเภอ ในฐานะนายทะเบียนผู้รับแจ้งการเกิดและอนุมัติ 2.ผู้ใหญ่บ้าน ในฐานะผู้รับแจ้งย้ายเข้า และ 3.ชายไทย ซึ่งทำหน้าที่เป็นขบวนการนายหน้า”
นายเจเศรษฐ์เน้นย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญขั้นสูงสุดกับการปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ กลุ่มค้ายาเสพติด สแกมเมอร์ และธุรกิจทุนสีเทา เพราะการมีพฤติกรรมเข้ามาทุจริตหรือแอบอ้างใช้สัญชาติไทย เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติอย่างร้ายแรง “กระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานภาคีเครือข่าย ได้ยึดมั่นในข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ให้ ‘ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม’ และไม่สนใจว่า ผู้กระทำผิดจะเป็นใคร มีตำแหน่งหรืออิทธิพลระดับใด โดยมุ่ดำเนินการตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมาตามหลักฐานที่ปรากฏ และจะขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องและเข้มข้นจนกว่าปัญหานี้จะหมดสิ้นไปจากผืนแผ่นดินไทย

ด้านนางสาววริษฐา ได้สั่งการด่วนที่สุดถึงสำนักทะเบียนอำเภอและท้องถิ่นทุกแห่ง ยกระดับการทำงานมาตรการ “Check and Balance” และนำแอพพลิเคชั่น ThaiD มาใช้ช่วยตรวจสอบ พร้อมสั่งเอกซเรย์พื้นที่เป็นพิเศษ โดยในกรณีที่มีการย้ายปลายทางเพื่อทำบัตรประชาชนครั้งแรกของบุคคลอายุเกิน 15 ปี และกรณีแจ้งเกิดเกินกำหนด ให้ “ผู้ปกครองท้องที่” ต้องลงพื้นที่ตรวจสอบ “บ้านว่าง” หรือ “บ้านที่ไม่มีตัวบ้านจริง” ทันที เพื่อป้องกันไม่ให้มีการย้ายชื่อทิพย์เข้ามาสวมสิทธิในทะเบียนบ้านโดยเด็ดขาด หากพบการกระทำความผิดหรือพบว่ามีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานใดต้องได้รับโทษทั้งทางอาญาและทางวินัยไม่มีละเว้น

สำหรับปฏิบัติการครั้งนี้ มีจุดเริ่มต้นจากการจับกุมขบวนการแจ้งเกิดทิพย์และสร้างบ้านทิพย์ที่ อ.ห้วยแถลง จ.นครราชสีมา ก่อนจะขยายผลพบเส้นทางทุจริตโยงมาที่ อ.หนองปรือ โดยพบพฤติการณ์ทำกันเป็นขบวนการ 5 ขั้นตอน คือ 1.ใช้สิทธิสัญชาติกึ่งหนึ่ง โดยขบวนการนี้จะกำหนดให้บิดาหรือมารดาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นบุคคลสัญชาติไทย เพื่อให้เด็กได้รับการซึมซับสัญชาติไทยตามสายโลหิตทันทีหลังอนุมัติ
2.อ้างหมอตำแย-คลอดที่พักคนงาน โดยทุกรายไม่มีหนังสือรับรองการเกิดจากโรงพยาบาล แต่จะใช้มุขเดียวกันหมด คือ อ้างว่าคลอดกับหมอตำแยที่บ้านพักคนงาน ไม่กล้าไปโรงพยาบาลเพราะอีกฝ่ายเป็นชาวเมียนมาที่ไม่มีสัญชาติ
3.สวมสิทธิข้ามถิ่น โดยเด็กที่นำมาแจ้งเกิด แท้จริงแล้วเกิดในท้องที่อื่น เช่น อ.ทองผาภูมิ, อ.ไทรโยค และ อ.สังขละบุรี แต่กลับเดินทางมาขอแจ้งเกิดเกินกำหนดที่ อ.หนองปรือ 4.แจ้งเสร็จแล้วหย่า โดยจากการตรวจสอบเอกสาร ป.ค.14 พบว่าหลังจากออกสูติบัตรเรียบร้อยแล้ว เกือบทุกคู่บิดา-มารดาจะทำทีเป็นเลิกรากัน โดยทิ้งเด็กไว้ให้อยู่กับฝ่ายที่มีสัญชาติไทย
และ 5.หลีกเลี่ยงการตรวจ DNA ซึ่งแม้กรมการปกครองจะมีโครงการตรวจ DNA เพื่อพิสูจน์ความสัมพันธ์ทางสายโลหิตให้ฟรี แต่อดีตปลัดอำเภอรายนี้กลับเลือกเชื่อพยานบุคคลเพียงอย่างเดียว และไม่อนุมัติให้มีการตรวจ DNA

