การแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 กลับมาเดินหน้าพิจารณากันอีกครั้ง ตามผลประชามติที่ประชาชน 21.6 ล้านคน เห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สาระสำคัญการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องนับหนึ่งจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 256 ว่าด้วยหมวดการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เพื่อเปิดทางให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ จะด้วยกลไกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) หรือจะเป็นรูปแบบคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ขึ้นอยู่กับร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่แต่ละพรรคจะเสนอต่อที่ประชุมรัฐสภา
โดยพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ชิงการนำเป็นพรรคแรก ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 โดยไม่แก้ไขหมวดที่ 1 บททั่วไป และหมวดที่ 2 พระมหากษัตริย์ ลบข้อครหาเตะถ่วงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผ่านเหตุผลของแกนนำรัฐบาลว่า จะขอแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องก่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
การที่พรรค ภท.ชิงการนำแก้ไขรัฐธรรมนูญ นับเป็นสัญญาณที่ดีให้ทุกฝ่ายต้องขยับวาระการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามไปด้วย ตั้งแต่ “โสภณ ซารัมย์” ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานรัฐสภา ออกมาขานรับวาระการแก้ไขรัฐธรรมนูญของทุกพรรคและทุกกลุ่มการเมือง โดยวางไทม์ไลน์การพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทุกร่าง ในการพิจารณาวาระรับหลักการของที่ประชุมรัฐสภา ระหว่างวันที่ 7-8 กรกฎาคม ก่อนปิดสมัยประชุมรัฐสภาสามัญประจำปีครั้งที่ 1 วันที่ 11 กรกฎาคมนี้
ทิศทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญดูเหมือนจะราบรื่น เมื่อพรรคการเมืองทั้ง พรรคประชาชน (ปชน.) ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2 ร่าง พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2 ร่าง และพรรคเพื่อไทย (พท.) ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ สาระสำคัญของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแต่ละพรรค จะอยู่ที่การได้มาซึ่งองค์กรที่จะมายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งมีทั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) และคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ตามสัดส่วนที่แต่ละพรรคกำหนด
แต่กลับมีสัญญาณที่ส่อเค้าทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญมีความขัดแย้งอีกครั้ง เมื่อที่ประชุม ส.ส.พรรคภูมิใจไทย (ภท.) วันที่ 3 มิถุนายนที่ผ่านมา มีมติถอนชื่อ ส.ส. 30 คน ที่ลงชื่อสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรค พท. รวมทั้ง ส.ส.พรรคกล้าธรรม (กธ.) ร่วมถอนชื่อด้วย
โดยยกเหตุผลมีความกังวลว่าที่มาของ ส.ส.ร. ของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญพรรค พท. สุ่มเสี่ยงจะขัดต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ซึ่งวินิจฉัยว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งรัฐสภามีอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมได้แต่รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง
ในประเด็นที่ว่า การเลือกตั้ง ส.ส.ร. 300 คน เป็นการเลือกโดยตรง เพราะมีคูหา แต่จะมาเลือกให้เหลือ 100 คน ซึ่งต้นทางมาจากการเลือกตั้งโดยตรง และยังมีประเด็นอีกว่าหากมีการเลือกกันมาลำดับที่จะได้เสียงที่ชนะ อันดับ 1 อันดับ 2 อันดับ 3 หากรัฐสภาเลือกลำดับ 3 จะไปแย้งกับเจตนารมณ์ของประชาชนที่เลือกมาหรือไม่
ส่งผลให้แกนนำพรรค พท. ขอนำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวไปปรับแก้ไข แล้วจะยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อประธานสภาอีกครั้งในสัปดาห์หน้า ซึ่งมีคำถามกลับจาก “ชูศักดิ์ ศิรินิล” ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรค พท. ในฐานะผู้นำเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขด้วยว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรค พท. ได้ส่งเนื้อหาให้กับ ส.ส.ก่อนร่วมลงชื่อ อีกทั้งสาระสำคัญของที่มา ส.ส.ร. พรรค ภท.ก็เคยให้ความเห็นชอบมาเมื่อปี 2568
ประเด็นที่มาของ ส.ส.ร.ในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของแต่ละพรรคที่มีข้อกังวลว่าจะสุ่มเสี่ยงขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 18/2568 หรือไม่นั้น เริ่มจากพรรค ภท.กำหนดให้มี ส.ส.ร.จำนวน 100 คน มาจากจังหวัดต่างๆ 77 คน และผู้เชี่ยวชาญ 23 คน โดยรัฐสภาเป็นผู้คัดเลือก ภายใต้ ส.ส.ร.จะมีคณะกรรมาธิการ (กมธ.) 2 ชุด ชุดละ 45 คน แบ่งเป็น 1.กมธ.ยกร่างฯ และ 2.กมธ.รับฟังความเห็น พร้อมปรับลดอำนาจของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ร่วมพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญจากจำนวน 1 ใน 3 เป็นจำนวน 1 ใน 4 ของ ส.ว.
ส่วนพรรค ปชน.กำหนดให้ร่างที่ 1 กำหนดให้ประชาชนเลือกตั้ง ส.ส.ร. 150 คน และให้รัฐสภารับรองทั้ง 150 คน แบ่งเป็น ส.ส.ร.มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต 100 คน ใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้งกับ ส.ส.ร.จากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ 50 คน ใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง หากรัฐสภาไม่รับรอง จะต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่
ร่างที่ 2 ของพรรค ปชน. กำหนดให้ประชาชนเลือกตั้ง ส.ส.ร. 300 คน และให้รัฐสภาคัดเลือกเหลือ 150 คน แบ่งเป็น ส.ส.ร.จากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต 200 คน ใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง ให้รัฐสภา เลือกเหลือ 100 คน ส.ส.ร.จากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ 100 คน ใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง ให้รัฐสภาเลือกเหลือ 50 คน หลักการการคัดเลือกจะกำหนดให้เป็นการลงมติลับและป้องกันการผูกขาด เพื่อความเป็นอิสระของ ส.ส.ร.
ทั้ง 2 ร่าง กำหนดว่าหลังจากได้ ส.ส.ร.แล้ว จะมีการตั้งคณะ กมธ.ไม่เกิน 45 คน ประกอบด้วย ส.ส.ร.ไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่ง และอีกครึ่งอาจเป็นคนนอกที่ ส.ส.ร.คัดเลือกเข้ามา เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญ ผู้มีประสบการณ์ หรือภาคประชาชนที่ไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้ง มาช่วยงาน กมธ.ยกร่างฯ ได้
ขณะที่พรรค พท.กำหนดให้มี ส.ส.ร.จำนวน 152 คน แบ่งเป็น ส.ส.ร.ที่มาจากจังหวัดจากการเลือกตั้ง 300 คน ให้รัฐสภาเลือกเหลือ 100 คน กับ ส.ส.ร.จากการเสนอชื่อของ ส.ส. ส.ว. คณะรัฐมนตรี และองค์กรต่างๆ 52 คน เมื่อได้ ส.ส.ร.แล้ว ต้องตั้งคณะ กมธ.อีก 2 ชุด แบ่งเป็น กมธ.ยกร่างฯ
35 คน แต่งตั้งจาก ส.ส.ร. 25 คน และอีก 10 คน เป็นผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ กับ กมธ.รับฟังความคิดเห็น 35 คน แต่งตั้งจาก ส.ส.ร. 25 คน และอีก 10 คน มาจากการแต่งตั้งของ ส.ส.ร.
ส่วนพรรค ปชป. กำหนดให้มี ส.ส.ร. 100 คน แบ่งเป็น 80 คน มาจากการหยั่งเสียงของประชาชนผ่านอิเล็กทรอนิกส์ ในแต่ละจังหวัด แต่ละจังหวัดก็จะส่งมา 3 ชื่อ ส่งเข้ามาให้สภาเป็นผู้คัดเลือกเลือก โดยหลักการ 1 คนออกเสียงได้ 1 เสียง ป้องกันกลุ่มการเมือง พรรคการเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งผูกขาด
อีก 20 คน เป็นผู้เชี่ยวชาญ ตุลาการศาลฎีกาคัดเลือกกันเอง 5 คน ตุลาการศาลปกครอง 5 คน และอีก 10 คนจะแบ่งเป็น 5 คน คือ ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติศาสตร์ กฎหมายมหาชน อีก 5 คน มาจากนักวิชาการสาขารัฐศาสตร์ หรือรัฐประศาสนศาสตร์ ให้ที่ประชุมอธิการบดีเป็นผู้ออกแบบในการคัดเลือกเข้ามา
ทิศทางการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อให้เกิดการยอมรับจากประชาชน ณ วันนี้ ถือเป็นเรื่องยาก เพราะที่มาของ ส.ส.ร. ที่จะมาทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญ ยังไม่ยึดโยงกับประชาชนเหมือน ส.ส.ร.ที่มายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540
อย่างไรก็ตามด้วยกลไกและเงื่อนไขตามที่รัฐธรรมนูญ 2560 ล็อกไว้ ส.ส.ร.ที่จะเข้ามายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้มีความยึดโยงกับประชาชนย่อมจะเกิดขึ้นได้ยาก โอกาสที่จะได้กติกาสูงสุดของประเทศก็ยังคงห่างไกลกับหลักการประชาธิปไตย

