หน้าแรก การเมือง อนุดิษฐ์ จี้ร...

อนุดิษฐ์ จี้รัฐทบทวนเกณฑ์ตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ชี้มาตรการตึงเกินจริง ขาดมิติความเป็นมนุษย์

6.06.26 | 19:06 น.

อนุดิษฐ์ จี้รัฐทบทวนเกณฑ์ตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ชี้มาตรการตึงเกินจริง ขาดมิติความเป็นมนุษย์

เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รองหัวหน้าพรรคกล้าธรรม กล่าวว่า ตนขอเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนมาตรการตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกรณีที่บุตรนำชื่อบิดามารดาไปใช้ลดหย่อนภาษี โดยระบุว่า แม้จะเห็นด้วยกับการจัดระเบียบสวัสดิการของรัฐเพื่อให้งบประมาณภาษีของประชาชนตกถึงมือผู้ที่เดือดร้อนอย่างแท้จริง แต่เงื่อนไขล่าสุดที่กำหนดให้ผู้สูงอายุถูกตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐทันที หากบุตรนำชื่อไปลดหย่อนภาษี พร้อมทั้งมีการตรวจสอบภาษีย้อนหลังและให้ผู้ได้รับผลกระทบไปยื่นอุทธรณ์ด้วยตนเองนั้น เป็นมาตรการที่เข้มงวดเกินไป ขาดความยืดหยุ่น และไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของสังคมไทย

น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวต่อว่า การใช้เงื่อนไขแบบเหมารวมว่า เมื่อมีการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีแสดงว่าบิดามารดาได้รับการดูแลอย่างเพียงพอแล้ว เป็นการมองปัญหาจากตัวเลขบนกระดาษ โดยไม่เข้าใจโครงสร้างความยากจนที่เกิดขึ้นจริงในสังคม เนื่องจากสิทธิลดหย่อนภาษีจากการอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา จำนวน 30,000 บาทต่อปี คิดเป็นมูลค่าเฉลี่ยเพียงเดือนละ 2,500 บาท หรือวันละไม่ถึง 100 บาท ซึ่งไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพและค่ารักษาพยาบาลของผู้สูงอายุในปัจจุบัน

“หากรัฐบาลใช้เกณฑ์นี้มาตัดสินว่าพ่อแม่ไม่ควรได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีกต่อไป เท่ากับกำลังบีบให้ครอบครัวผู้มีรายได้น้อยต้องเลือกระหว่างสิทธิลดหย่อนภาษีของลูก กับเงินช่วยเหลือที่พ่อแม่จำเป็นต้องใช้ประทังชีวิต” รองหัวหน้าพรรคกล้าธรรม กล่าว

นอกจากนี้ น.อ.อนุดิษฐ์ ยังตั้งข้อสังเกตถึงแนวทางการดำเนินการของภาครัฐที่เน้นการตรวจสอบย้อนหลังและผลักภาระให้ประชาชนเป็นผู้พิสูจน์ตนเอง โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่อาจต้องเดินทางไปยื่นอุทธรณ์ หรือในบางกรณีอาจต้องไปแจ้งความยืนยันว่าบุตรไม่ได้ให้การเลี้ยงดูจริง เพื่อรักษาสิทธิที่ควรได้รับ

“การผลักให้พ่อแม่วัยชราต้องดิ้นรนพิสูจน์ความเดือดร้อนของตนเอง ไม่ใช่วิธีการบริหารจัดการสวัสดิการที่มีประสิทธิภาพ แต่กลับเป็นการสร้างภาระ สร้างความรู้สึกไม่เป็นธรรม และอาจก่อให้เกิดรอยร้าวภายในครอบครัวโดยไม่จำเป็น” น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าว

Advertisement

รองหัวหน้าพรรคกล้าธรรม เสนอให้รัฐบาลนำระบบฐานข้อมูลดิจิทัลที่มีอยู่มาบูรณาการร่วมกับข้อมูลระดับพื้นที่ ผ่านกลไกชุมชน ฝ่ายปกครอง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เพื่อประเมินสถานะความเดือดร้อนของแต่ละครอบครัวอย่างรอบด้านและตรงกับข้อเท็จจริง มากกว่าการใช้เกณฑ์เดียวตัดสินสิทธิของประชาชนทั้งประเทศ

น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวย้ำว่า การบริหารนโยบายสาธารณะที่ดีควรตั้งอยู่บนความสมดุลระหว่างหลักเกณฑ์ทางกฎหมายกับความเข้าใจในชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนมาตรการดังกล่าวอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้ผู้สูงอายุกลายเป็นผู้รับผลกระทบจากนโยบายที่เข้มงวดจนขาดมิติความเป็นมนุษย์