หน้าแรก การเมือง ปชน. กาง 4 ข้...

ปชน. กาง 4 ข้อสงสัย ป.ป.ช.บกพร่อง-วินิจฉัยผิดพลาด หลังยกคำร้องสอบ ศักดิ์สยาม

7.06.26 | 12:11 น.

ปชน. กาง 4 ข้อสงสัย ป.ป.ช.บกพร่อง-วินิจฉัยผิดพลาด หลังยกคำร้องสอบ ศักดิ์สยาม

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 7 มิถุนายน ที่อาคารอนาคตใหม่ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) พร้อมด้วย นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงรายละเอียดกรณีพรรคฝ่ายค้านและ ส.ว. ยื่นเรื่องต่อประธานรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 เกี่ยวกับข้อกล่าวหาว่าสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบกรณีการยกคำร้องคดีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

นายปกรณ์วุฒิกล่าวว่า ตนเคยอภิปรายไม่ไว้วางใจนายศักดิ์สยามในคดีซุกหุ้น หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่นในปี 2565 ที่ผ่านมา โดยขณะนั้นตนได้ชี้ให้เห็นว่าบริษัทดังกล่าวมีความสัมพันธ์กับนายศักดิ์สยามอย่างไรบ้าง แม้จะมีการขายหุ้นออกไปในช่วงปี 2561 แต่ก็ยังพบข้อพิรุธหลายอย่างอยู่ เช่น มีการบริจาคเงินให้กับพรรคภูมิใจไทย การประกวดชนะโครงการจัดซื้อจัดสร้างกระทรวงคมนาคมในยุคที่นายศักดิ์สยามเป็นรัฐมนตรี มีการให้นาย ศ. ยืมเงินจำนวนมาก และเงินที่นาย ศ. นำมาซื้อหุ้นของ หจก.บุรีเจริญฯ ก็มีต้นทางเงินมาจากนายศักดิ์สยาม จึงเป็นที่มาที่พรรคร่วมฝ่ายค้านในขณะนั้นได้เข้าชื่อต่อศาลรัฐธรรมนูญและ ป.ป.ช.วินิจฉัย

นายปกรณ์วุฒิกล่าวต่อว่า เมื่อ ป.ป.ช.มีมติยกคำร้อง ตนมี 3 ข้อสงสัยที่ตนพบว่าเป็นพฤติการณ์ที่น่าสงสัยของ ป.ป.ช. ได้แก่ 1.นอกจากการยุติเรื่องการยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จ แต่เอกสารการแถลงของ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 23 เมษายนที่ผ่านมามีการกล่าวถึงการยุติเรื่องการปกปิดบัญชีทรัพย์สิน โดยกล่าวอ้างถึงเพียงแค่กรณีการถือหุ้นห้างหุ้นส่วนเพียงเท่านั้น ซึ่งประเด็นที่ ป.ป.ช.ไม่ได้กล่าวถึงคือ เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2566 ตนได้ไปยื่นเอกสารเพิ่มเติมต่อ ป.ป.ช. คือเรื่องเกี่ยวกับเงินให้กรรมการกู้ยืม โดยกรรมการที่กู้ยืมไปคือ นายศักดิ์สยาม และมีการปรากฏอยู่จนถึงเดือนธันวาคม 2562 จำนวน 28 ล้านบาท

นายปกรณ์วุฒิกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ตนพบว่าเอกสารที่ หจก.ฯ ยื่นชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญปรากฏว่าเงินส่วนนี้ผู้สอบบัญชีเคยทวงถามไปและได้รับคำตอบกลับมาว่า ให้ขอคงไว้และจะดำเนินการปรับปรุงในภายหลัง คำถามคือในเมื่อเอกสารของ ป.ป.ช. กล่าวถึงเพียงการถือหุ้นแล้วคำร้องของตนที่ให้ตรวจสอบเรื่องหนี้สินของนายศักดิ์สยามที่มีต่อ หจก.ฯ แห่งนี้ ป.ป.ช.ได้ตรวจสอบหรือไม่แล้วผลการพิจารณาเป็นอย่างไร

นายปกรณ์วุฒิกล่าวด้วยว่า 2.ในเอกสารชี้แจงของ ป.ป.ช.ได้กล่าวถึงความผิดในลักษณะการขัดกันแห่งผลประโยชน์ โดยให้เหตุผลแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ 1.ป.ป.ช.บอกว่าการที่ นาย ศ. เป็นผู้ครอบครองหุ้นและดูแลบริหารกิจการ หจก.ดังกล่าว จึงไม่ปรากฏว่านายศักดิ์สยามใช้อำนาจหน้าที่โดยตรง หรือสามารถใช้อำนาจใดๆ ที่เกี่ยวข้อง หจก.ในการดำเนินกิจการที่เป็นคู่สัญญา แต่ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ป.ป.ช. มาตรา 126 (2) เรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ระบุไว้ว่า เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนที่เข้าเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐที่เจ้าพนักงานรัฐนั้นเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ ในฐานะที่เป็นเจ้าพนักงานของรัฐ ซึ่งมีอำนาจไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมในการกำกับไม่เกินตามที่ ป.ป.ช.กำหนด

Advertisement

นายปกรณ์วุฒิกล่าวอีกว่า หากตีความตามกฎหมายข้อนี้คือแค่ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทที่เข้าเข้ารับคู่สัญญารัฐในหน่วยงานที่กำกับดูแลเกินที่กำหนดหรือเกิน 5% ก็ผิดแล้ว แต่ประเด็นคือ ป.ป.ช.ไปวินิจฉัยกรณีที่นายศักดิ์สยามไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับห้างได้อย่างไร ในเมื่อไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับข้อกฎหมาย ไม่สำคัญเลยว่านายศักดิ์สยามได้เข้าไปเกี่ยวข้องหรือเข้าไปสั่งการห้างหุ้นส่วนหรือไม่ เพราะตามกฎหมายดังกล่าวแค่ถือหุ้นก็ผิดแล้ว 2.ป.ป.ช.ระบุว่าไม่ปรากฏว่านายศักดิ์สยาม ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเข้าไปแทรกแซงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานในกระทรวงคมนาคมแต่อย่างใด วงเงินอนุมัติการจัดซื้อจัดจ้างเป็นอำนาจของหัวหน้าส่วนราชการไม่อยู่ในอำนาจของรัฐมนตรี

นายปกรณ์วุฒิกล่าวอีกว่า ตนมองว่าการตีความของ ป.ป.ช. ในลักษณะนี้มีปัญหาแน่นอน ซึ่งตนเจอเอกสารฉบับหนึ่งที่ ป.ป.ช.เคยทำอินโฟกราฟิกอธิบายเกี่ยวกับมาตรา 126(2) พบว่ามีความแตกต่างจากกรณีของนายศักดิ์สยามคือการถือหุ้น เป็นไปได้ว่า ป.ป.ช.ไม่ได้ไปวินิจฉัยเลยว่าตกลงแล้วนายศักดิ์สยามยังถือหุ้นอยู่ ณ วันที่เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีหรือไม่ แต่กลับไปไต่สวนว่านายศักดิ์สยามได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนหรือไม่ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับข้อกฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 126(2) แม้แต่นิดเดียว

“ป.ป.ช.บอกว่าการเป็นรัฐมนตรีไม่ได้มีอำนาจเข้าไปแทรกแซงหรือเข้าไปเกี่ยวข้องกับงบประมาณ เพราะการตั้งงบประมาณของส่วนราชการ แต่ในเอกสารฉบับดังกล่าว ป.ป.ช.บอกว่าคนที่ในเอกสารยกตัวอย่างคือนายกรัฐมนตรีเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐมีอำนาจกำกับดูแลสั่งการเกี่ยวกับการบริหารกระทรวงคมนาคม ผ่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ถือว่ามีความผิด ขณะที่นายศักดิ์สยามเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในขณะนั้น และอาจถือหุ้นในบริษัทที่เป็นคู่สัญญากับกระทรวงคมนาคมเอง ป.ป.ช. กลับตีความว่านายศักดิ์สยามไม่ได้มีอำนาจในการเข้าไปแทรกแซงและเข้าไปเป็นคู่สัญญาของรัฐกับห้างแห่งนี้ นี่จึงเป็นปัญหาที่ผมอยากตั้งคำถามว่า ป.ป.ช.ใช้มาตรฐานไหนในการวินิจฉัยกรณีดังกล่าว” นายปกรณ์วุฒิกล่าว

นายประกอบวุฒิกล่าวต่อว่า 3.นับตั้งแต่ที่ตนไปยื่นคำร้องครั้งแรกกับพรรคร่วมฝ่ายค้านในขณะนั้น ตนไม่เคยได้รับจดหมายเรียกให้ไปให้ถ้อยคำหรือข้อมูลใดๆ กับ ป.ป.ช.เลยแม้แต่ครั้งเดียว รวมถึงไม่เคยได้รับการแจ้งความคืบหน้าคำร้องและไม่มีการยุติเรื่องหรือคำร้องใดๆ ตนก็ไม่เคยได้รับการแจ้งให้ทราบเลย นี่จึงเป็นปัญหาในการเลือกปฏิบัติของ ป.ป.ช.ว่าจะรับฟังข้อมูลจากฝ่ายใด หรือจะไต่สวนไปในทิศทางใด และเป็นปัญหาความโปร่งใสของ ป.ป.ช.ที่ไม่มีการเปิดเผยให้สาธารณะทราบในระหว่างกระบวนการและจบกระบวนการ แม้กระทั่งตัวผู้ร้องเองก็ไม่เคยได้รับแจ้งใดๆ เลยทั้งสิ้น

ด้านนายพริษฐ์กล่าวว่า สำหรับข้อพิรุธที่เราสังเกตเห็นว่า ป.ป.ช. ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในกรณีของนายศักดิ์สยามแบ่งเป็น 4 ข้อได้แก่ 1.ป.ป.ช. ดำเนินการตรวจสอบด้วยกระบวนการที่บกพร่อง โดย ป.ป.ช. แบ่งการตรวจสอบออกเป็น 2 เส้นทางหลักคือ เส้นทางที่หนึ่งตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินโดยใช้เวลาประมาณ 3 ปีก่อนที่จะมีการยุติการตรวจสอบในเดือนกันยายน 2568 ส่วนเส้นทางที่สองคือการตรวจสอบข้อกล่าวหาเกี่ยวกับความผิดทางอาญา โดยใช้เวลาประมาณ 3 ปี 5 เดือน และยุติการตรวจสอบในเดือนกุมภาพันธ์ 2569

นายพริษฐ์กล่าวต่อว่า เมื่อเราเข้าไปตรวจสอบพบว่า การตรวจบัญชีทรัพย์สินตามกฎหมายของ ป.ป.ช. นั้นจะแบ่งเป็น 3 ระดับ คือการตรวจสอบแบบปกติ การตรวจสอบแบบยืนยัน และการตรวจสอบตรวจสอบเชิงลึก ซึ่ง ระเบียบระบุไว้ชัดว่า ป.ป.ช.จะตรวจสอบหากมีข้อสงสัยว่าอาจจะมีการซุกซ่อนหุ้น หรือมีการถือครองทรัพย์สินแทนกัน หากมีการนิยามเช่นนี้และนำมาใช้กับกรณีของนายศักดิ์สยาม ตนเชื่อว่าสังคมมองว่าในกรณีนี้ ป.ป.ช.ควรต้องตรวจสอบเชิงลึก เพราะพฤติการณ์ที่ปรากฏในกระบวนการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญนั้นมีความชัดเจนว่ามีพฤติกรรมที่น่าสงสัยในการซุกหุ้น หรือการถือครองทรัพย์สินแทนกัน แต่สิ่งที่เราค้นพบคือ ป.ป.ช.ไม่ได้มีการดำเนินการตรวจสอบเชิงลึก ป.ป.ช.ตรวจสอบเพียงแค่ระดับหนึ่งและระดับสอง พวกตนจึงเกิดข้อสงสัยว่าทำไม ป.ป.ช.จึงไม่ตรวจสอบเชิงลึก เป็นเพราะใครไม่อนุมัติให้ตรวจสอบ

นายพริษฐ์กล่าวต่อว่า ขณะที่เส้นทางที่สอง ก็แบ่งออกเป็นสองส่วน คือ ป.ป.ช.ต้องดำเนินการตรวจสอบเบื้องต้นตาม พ.ร.บ.ป.ป.ช.มาตรา 49 ซึ่งหากตรวจสอบเบื้องต้นแล้วไม่มีข้อมูลหรือรายละเอียดที่ไม่เพียงพอ ป.ป.ช.สามารถมีมติไม่รับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณาได้ แต่หาก ป.ป.ช.ตรวจสอบเบื้องต้นแล้วค้นพบว่ามีพยานหลักฐาน หรือข้อเท็จจริงที่เพียงพอ ป.ป.ช.ต้องดำเนินการไต่สวนต่อไป แต่เมื่อนำระเบียบนี้มาใช้กับกรณีของนายศักดิ์สยาม ตนคิดว่าสังคมคงมองเห็นไม่ต่างกันว่ากรณีนี้มีข้อเท็จจริงที่เพียงพอ

นายพริษฐ์กล่าวต่อว่า สิ่งที่เราค้นพบคือหลังจากที่ ป.ป.ช.ตรวจสอบเบื้องต้นแล้วกลับมีข้อสรุปว่าคดีดังกล่าวนั้น มีข้อมูลหรือรายละเอียดไม่เพียงพอ จึงได้ยุติการตรวจสอบยกคำร้อง และไม่ดำเนินการในการไต่สวน รวมถึงนายปกรณ์วุฒิในฐานะผู้ร้องก็ไม่เคยถูกเรียกเข้าไปให้ข้อมูลเพิ่มเติม อีกทั้ง ในแถลงการณ์ของ ป.ป.ช.ก็ไม่ปรากฏว่าเคยมีการตรวจสอบเรื่องของนิติกรรมอำพรางถึงข้อมูลที่เราตั้งข้อสงสัย

นายพริษฐ์กล่าวต่อว่า ฉะนั้น ตนจึงมีคำถามว่าทำไม ป.ป.ช.จึงยุติการตรวจสอบหลังการตรวจสอบเบื้องต้นเพียงเท่านั้น ทำไมจึงไม่มีการดำเนินการไต่สวน เป็นเพราะใครเป็นเพราะเจ้าหน้าที่ไม่ได้เสนอให้มีการดำเนินการไต่สวน หรือส่งเรื่องไปแล้วแต่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ไม่ตัดสินใจให้อนุมัติการไต่สวน สำหรับข้อสงสัยที่หนึ่งนั้น พวกตนถือว่า ป.ป.ช.ไปไม่สุดซอย

นายพริษฐ์กล่าวอีกว่า 2.ใช้ดุลพินิจวินิจฉัยผิดพลาดอย่างชัดแจ้ง ซึ่งข้อเท็จจริงที่ ป.ป.ช.ควรใช้ในการพิจารณาคดีนี้ควรเป็นข้อเท็จจริงเดียวกับที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้ในการพิจารณาและวินิจฉัย เพราะมีข้อเท็จจริงที่หนักแน่น เช่น การโอนหุ้น เส้นทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นใบเสร็จที่มีข้อสงสัยหรือใบวางบิลที่มีข้อสงสัยเรื่องที่อยู่ของบริษัท ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ ป.ป.ช.จะปฏิเสธไม่ได้ และเรามองว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวนั้นมีความหนักแน่นเพียงพอที่ ป.ป.ช.ควรจะใช้ในการวินิจฉัยโดยสรุปว่ามีพฤติการณ์ในการซุกหุ้น และไม่ควรที่จะมีการยกคำร้อง

นายพริษฐ์กล่าวอีกว่า 3.มีพฤติกรรมที่ปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับการตรวจสอบ เช่น ไม่แจ้งให้ผู้ร้องทราบในการยุติเรื่องต่างๆ หรือการเปิดเผยต่อสาธารณะ เราก็ไม่เคยเห็น และ 4.ป.ป.ช.ละเว้นการตรวจสอบในข้อหาอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยเรายังไม่เห็น ป.ป.ช.วินิจฉัยความผิดเรื่องการขัดการแห่งผลประโยชน์หรือไม่ แม้ว่าเราจะไม่เห็นด้วยกับการวินิจฉัยเรื่องความผิดการจูงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินที่ ป.ป.ช.วินิจฉัยว่าไม่ผิด หรือความผิดเรื่องการใช้อำนาจแทรกแซงเพื่อเอื้อผลประโยชน์ที่ ป.ป.ช.ก็วินิจฉัยว่าไม่ผิด เพราะหากนายศักดิ์สยามยังถือหุ้นในบริษัทดังกล่าวอยู่ก็ถือว่านายศักดิ์สยามมีความผิดเรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์ โดยไม่ไม่จำเป็นต้องไปพิสูจน์ว่ามีเจตนายื่นบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จหรือไม่ และใช้อำนาจในการแทรกแซงเพื่อให้บริษัทดังกล่าวได้งานหรือไม่

“จึงอดสงสัยไม่ได้ว่าเหตุผล ป.ป.ช.ไม่วินิจฉัยเรื่องฐานความผิดการขัดการแห่งผลประโยชน์ หรือไม่วินิจฉัยว่านายศักดิ์สยามยังคงครอบครองหุ้นในบริษัทดังกล่าวอยู่หรือไม่ เป็นความพยายามในการปกป้องนายศักดิ์สยามหรือช่วยน้ำเงินหรือไม่ เพราะ ป.ป.ช.คงทราบดีว่าหากต้องวินิจฉัยในประเด็นความผิดนี้หรือการครอบครองหุ้น ด้วยหลักฐานทั้งหมดนั้น ป.ป.ช.คงไม่สามารถวินิจฉัยเป็นอย่างอื่นได้นอกจากการวินิจฉัยว่านายศักดิ์สยามยังคงครอบครองหุ้นในบริษัทดังกล่าวและกระทำความผิดตาม พ.ร.ป.ป.ป.ช. มาตรา 126″ นายพริษฐ์กล่าว

นายพริษฐ์กล่าวต่อว่า หลังจากนี้จะเป็นหน้าที่ของประธานรัฐสภาในการวินิจฉัยว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวมีเหตุอันควรสงสัยเพียงพอให้ส่งเรื่องต่อไปยังประธานศาลฎีกาหรือไม่ แต่ขณะนี้สิ่งที่ประธานรัฐสภาสามารถทำได้เลยคือให้ความชัดเจนในสองเรื่องได้แก่ ความชัดเจนเรื่องหลักหลักเกณฑ์ที่ใช้ในการพิจารณาและความชัดเจนเรื่องกรอบเวลาที่จะใช้ในการพิจารณา เชื่อว่าหากประธานรัฐสภาพิจารณาด้วยเหตุผลจากข้อเท็จจริงและหลักฐานที่ปรากฏรวมถึงความสงสัยที่ประชาชนมีต่อกรณีดังกล่าว ประธานรัฐสภาควรจะสรุปได้เร็ว แต่หากประธานรัฐสภาปัดตกคำร้องดังกล่าว ตนคิดว่าประธานรัฐสภาจะตอบสังคมยากว่า ทำไมไม่สงสัยในประเด็นที่สังคมวงกว้างเขาสงสัยกัน ทั้งนี้ เรื่องกรอบเวลาเป็นช่องโหว่อย่างหนึ่งที่ปัจจุบันไม่ได้มีระเบียบหรือประกาศของสภาที่กำหนดกรอบเวลาชัดเจน

นายพริษฐ์กล่าวต่อว่า ฉะนั้น จึงขอถามประธานรัฐสภาว่าจะใช้เวลาเท่าไหร่ แต่ฝ่ายค้านก็จะติดตามเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง ย้ำว่า หวังว่าหากประธานรัฐสภาพิจารณาจากข้อเท็จจริงจะไม่ปัดตกคำร้อง เพราะไม่ควรมีเหตุผลอะไรที่จะไม่ส่งเรื่องต่อไปยังประธานศาลฎีกา แต่หากเป็นเช่นนั้นจริงแล้วเราเห็นว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของประธานรัฐสภา เราก็สามารถที่จะยื่นร้องประธานรัฐสภาว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา 157 ได้

นายปกรณ์วุฒิกล่าวเสริมว่า ฝ่ายค้านเคยเชิญ ป.ป.ช.มาชี้แจงในการประชุมคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่าย (วิปฝ่ายค้าน) ได้รับแจ้งว่าฝ่ายกฎหมายของ ป.ป.ช.กำลังตรวจสอบข้อกฎหมายอยู่ว่าเอกสารใดบ้างที่สามารถเปิดเผยได้ ซึ่งตนคงจะมีการเข้าไปทวงทวงถามอีกครั้งว่าตกลงแล้วการตีความกฎหมายของฝ่ายกฎหมายของ ป.ป.ช. มีอะไรที่สามารถเปิดเผยได้หรือไม่ได้บ้าง และตนจะได้รับเอกสารเมื่อไหร่ ซึ่งเมื่อครบกำหนด 30 วันหลังจากที่ตนไปยื่นร้องขอเอกสารแล้ว ตนมีสิทธิในทางกฎหมายที่จะไปดำเนินการต่อโดยยื่นต่อคณะกรรมการข้อมูลข่าวสาร เพื่อให้ ป.ป.ช.เปิดเผยข้อมูลต่อไป หวังว่าจะได้รับข้อมูลโดยเร็ว และ ป.ป.ช.จะไม่ถ่วงเวลา ตนคิดว่า ป.ป.ช.คงเห็นแล้วว่าที่ผ่านมาการพยายามปกปิดเอกสารต่างๆ จุดจบเป็นอย่างไร