นักวิชาการชี้ปม AI คนไทยถามได้ทุกเรื่อง แต่ถ้าหยุดทุกเรื่อง ประชาชนอาจแพ้ จี้รัฐบาลหากอยากเดินหน้า TH-AI Passport ต้องชี้แจงให้ชัดทุกเรื่อง ไม่เช่นนั้นจะสูญเสียโอกาส เพราะโลกไม่ได้รอไทย
เมื่อวันที 7 มิถุนายน นายนพดล กรรณิกา อาจารย์วิชานวัตกรรมกระบวนการสันติภาพ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ และที่ปรึกษาคณะดิจิทัล วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม และผู้แทนเครือข่ายวิชาการเพื่อขับเคลื่อน AI เชิงสร้างสรรค์ สถาบันวิจัยความสุขชุมชน ที่ตั้งสำนักงาน ณ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงกรณีที่สังคมถกเถียงเกี่ยวกับโครงการ TH-AI Passport ว่า สถานการณ์ขณะนี้ โลกไม่รอไทย AI ไม่รอประชาชน ถ้ามัวแต่เถียงกัน ระวังคนไทยจะตกยุค AI หากอีก 5 ปีข้างหน้าประเทศเพื่อนบ้านของไทยมีประชาชนที่ใช้ AI เป็นจำนวนมาก แต่คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่าจะใช้ AI อย่างไรในการเรียน ทำงาน ทำธุรกิจ หรือเพิ่มรายได้ เราจะเสียอะไรบ้างในวันนั้น และเมื่อไม่นานมานี้ IMF เปิดเผยออกมาว่าประเทศไทยมีการเติบโตต่ำสุดในอาเซียน คนไทยรู้สึกอย่างไรบ้าง ตนเชื่อว่า ทั้งฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน นักวิชาการ ภาคธุรกิจ และประชาชน ต่างมีจุดร่วมสำคัญคือ ไม่ต้องการให้ประเทศไทยตกขบวนโลกยุค AI สิ่งที่แตกต่างกันไม่ใช่เป้าหมาย แต่เป็นเรื่องวิธีการ ความคุ้มค่า ความโปร่งใส และผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นจริงกับประชาชน และเมื่อมีคำถามเกิดขึ้น รัฐบาลจึงมีหน้าที่ตอบคำถามให้สังคมคลายความสงสัยและเดินหน้าต่อแทนที่จะถกเถียงกันว่าใครถูกใครผิด ด้อยค่า เสียดสีกันและกัน เราอาจต้องช่วยกันตอบคำถามของสังคม ทำให้โครงการนี้เป็นของประชาชน โดยประชาชนและเพื่อประชาชน
“ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา สังคมไทยมีการถกเถียงอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับโครงการ TH-AI Passport มีทั้งผู้สนับสนุน ผู้ตั้งคำถาม และผู้คัดค้าน ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติของนโยบายสาธารณะขนาดใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณ เทคโนโลยี และอนาคตของประเทศ แต่เมื่อผมติดตามการอภิปรายที่เกิดขึ้นในสังคม พบว่า เราอาจกำลังเถียงกันในเรื่องที่เล็กกว่าผลประโยชน์ต่อชาติและประชาชนแท้จริง เพราะสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ไม่ใช่เพียงเรื่องของ AI แต่คือเรื่องของคนไทย และความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในอนาคต“นายนพดล กล่าว
นายนพดล กล่าวด้วยว่า หากประเทศคู่แข่งของไทยกำลังเร่งพัฒนาทักษะ AI ให้ประชาชนของเขา แต่กลุ่มผู้นำทางความคิดของประเทศไทยมุ่งใช้สื่อโซเชียลฯบิดเบือนความจริง ด้อยค่าผู้อื่น ปลุกปั่นให้เกิดความเกลียดชัง และถกเถียงกันเพียงเรื่องตัวระบบ รายละเอียดทางเทคนิค และงบประมาณ อาจส่งผลให้ประชาชนคนไทยและประเทศชาติของเรากำลังสูญเสียโอกาสเชิงยุทธศาสตร์โดยไม่รู้ตัว ตนในฐานะที่เป็นคนไทยไม่ทำตัวเป็นฝรั่งได้มีโอกาสเรียนรู้จากฝรั่งผู้เชี่ยวชาญระดับโลก คือ ประเทศที่ได้เปรียบในระยะยาวไม่ใช่ประเทศที่มีเทคโนโลยีดีที่สุด แต่คือประเทศที่สามารถพัฒนาคนของตนเองให้ใช้เทคโนโลยีได้ทันยุคล้ำสมัยรู้จักต่อยอดเพื่อปกป้องรักษาผลประโยชน์ชาติและประชาชนได้
นายนพดล กล่าวว่า คำถามคือ ทำไมต้อง 5 ล้านคนที่จะได้เข้าร่วมโครงการ TH-AI Passport คำตอบที่ค้นคว้ามาได้ในทางหลักการเชิงนโยบายสาธารณะเพื่อพัฒนาประเทศคือ คนไทยจำนวนเท่าใดจึงจะมากพอที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงระดับประเทศ ในทางนโยบายสาธารณะ การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากคนเพียงหลักหมื่นหรือหลักแสนคน และหากประเทศไทยมีประชาชนอายุ 15 ปีขึ้นไปประมาณ 55-60 ล้านกว่าคนนั้น ถ้าการเข้าถึงเพียง 5 หมื่นคน หรือ 1 แสนคน ไม่ถึง 0.2% ของประชากรผลลัพธ์ และผลกระทบ จะยังจำกัดอยู่ในวงแคบ ขาดพลังเปลี่ยนแปลงที่มากพอ แต่เมื่อจำนวนเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 5 ล้านคน หรือประมาณ 8-10% ของประชากรวัยใช้งาน จะเริ่มเข้าสู่สิ่งที่นักสังคมศาสตร์และนักนโยบายเรียกว่า Critical Mass หรือ มวลวิกฤตแห่งการเปลี่ยนแปลง
นายนพดล กล่าวว่า ดังนั้น จำนวน 5 ล้านคน ที่ประกอบไปด้วยกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย เช่น เกษตรกร ผู้ค้าออนไลน์ ครู นักเรียน ผู้ประกอบการรายย่อย ผู้ใช้แรงงาน ผู้สูงอายุ และผู้พิการ จึงเป็นทั้งความหลากหลายและจำนวนที่มากพอให้เกิดผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา และตลาดแรงงานในภาพรวม และลงตัวเหมาะสมกับงบประมาณที่มีอยู่ในการขับเคลื่อน TH-AI Passport ได้ หลักคิดนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นหลักคิดที่ทำให้เกิดผลจริงรับรู้กันทั่วไปเป็นสากลแล้ว เช่น การใช้อินเทอร์เน็ต การใช้สมาร์ตโฟน การชำระเงินผ่าน QR Code การทำ Mobile Banking หรือพร้อมเพย์ ล้วนไม่ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงประเทศตั้งแต่คนแรกหรือคนที่ 1 หมื่นคน แต่เกิดจากมีผู้ใช้จำนวนมากพอจนกลายเป็นพฤติกรรมของสังคม AI ก็เช่นเดียวกัน หากมีคนไทยเพียงไม่กี่หมื่นคนใช้ AI เป็น ประเทศจะยังไม่เปลี่ยน แต่ถ้ามีคนไทยหลายล้านคนเริ่มใช้ AI ในการเรียน การทำงาน การทำธุรกิจ และการแก้ปัญหาชีวิตประจำวัน ประเทศจะเริ่มมีผลิตภาพสูงขึ้นทั้งระบบ
“เหตุใดรัฐบาลจึงไม่ดำเนินการเจรจาและจัดหาบริการจากบริษัท AI ต่างประเทศโดยตรง จากการศึกษาข้อมูลด้านกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เพราะโดยหลักแล้ว หน่วยงานของรัฐต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ซึ่งยึดหลักความคุ้มค่า ความโปร่งใส การแข่งขันอย่างเป็นธรรม และการตรวจสอบได้ ดังนั้น ในกรณีโครงการขนาดใหญ่ที่ใช้งบประมาณของรัฐ การเลือกผู้ให้บริการไม่สามารถดำเนินการได้ตามดุลพินิจเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องเป็นไปตามกระบวนการและวิธีการที่กฎหมายกำหนด เว้นแต่จะมีเหตุยกเว้นเฉพาะตามที่กฎหมายรองรับ เช่น มีผู้ให้บริการรายเดียวในโลก มีเหตุผลด้านเทคนิคเฉพาะ มีความจำเป็นเร่งด่วน และเข้าหลักเกณฑ์วิธีเฉพาะเจาะจง ด้วยเหตุนี้คำชี้แจงของรมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมที่ว่า ภาครัฐไม่สามารถเดินไปเลือกซื้อบริการจากบริษัท AI ต่างประเทศรายใดรายหนึ่งได้ตามอำเภอใจ จึงถือว่ามีหลักกฎหมายรองรับในภาพรวม”นายนพดล กล่าว

นายนพดล กล่าวต่อว่า สิ่งที่สังคมยังมีสิทธิสอบถามต่อได้ คือ รูปแบบการดำเนินการที่เลือกใช้ในโครงการนี้ เป็นแนวทางที่เหมาะสม คุ้มค่า และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศหรือไม่ ซึ่งเป็นคำถามเชิงนโยบายที่ควรได้รับคำอธิบายอย่างชัดเจนจากภาครัฐ ส่วนบางกระแสถามว่า ทำไมไม่ทำแบบสิงคโปร์ที่ติดต่อตรงกับบริษัท AI คำตอบที่น่าพิจารณาคือ สิงคโปร์มีบริบทของสิงคโปร์ ไทยมีบริบทของไทย แต่สิ่งที่ประชาชนทุกประเทศต้องการเหมือนกัน คือ ความคุ้มค่า ความโปร่งใส และการใช้เงินภาษีอย่างถูกต้องตรวจสอบได้ และโจทย์สำคัญไม่ใช่ว่าจะทำเหมือนประเทศใด แต่ทำอย่างไรให้คนไทยได้ประโยชน์สูงสุด ภายใต้กฎหมายของประเทศไทยที่โปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้
นายนพดล กล่าวว่า โครงการลักษณะนี้อยู่ในภารกิจของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมหรือไม่ จากการศึกษาบทบาทและภารกิจของกระทรวงฯ พบว่า มีภารกิจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล พัฒนาทักษะดิจิทัลของประชาชน ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และเสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ดังนั้น หากโครงการ TH-AI Passport มีเป้าหมายเพื่อยกระดับทักษะ AI ของประชาชน เพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุนในการทำงาน เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ และเตรียมคนไทยให้พร้อมสำหรับโลกยุคใหม่ ก็ถือว่าอยู่ในกรอบภารกิจหลักของกระทรวง แต่จากการศึกษาทั้ง TOR และข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้น พบว่า การถกเถียงจำนวนมากยังคงมุ่งไปที่เรื่องงบประมาณ ระบบเทคโนโลยี ผู้ได้รับงาน หรือรายละเอียดเชิงเทคนิค ซึ่งล้วนเป็นประเด็นสำคัญและต้องได้รับการตรวจสอบอย่างโปร่งใส ตนเห็นว่า หากการอภิปรายทั้งหมดหยุดอยู่เพียงคำถามว่า “ซื้ออะไร ราคาเท่าไร และใครได้งาน” สังคมอาจกำลังพลาดคำถามที่สำคัญยิ่งกว่า “ประเทศไทยกำลังเตรียมคนไทยให้พร้อมสำหรับโลกยุค AI หรือไม่”
”สิ่งที่สังคมไทยควรช่วยกันคิดต่อ ไม่ใช่เพียงว่าเราจะเข้าถึง AI ได้ฟรีหรือไม่ แต่คือประเทศไทยจะมีความสามารถในการคุ้มครองข้อมูลของประชาชน กำกับดูแลการใช้เทคโนโลยี และรักษาผลประโยชน์ของประเทศในยุค AI ได้มากน้อยเพียงใด เพราะในโลกดิจิทัล ไม่มีสิ่งใดฟรีอย่างแท้จริง การใช้บริการต่างๆ มักมีการแลกเปลี่ยนบางอย่างเสมอ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูล พฤติกรรมการใช้งาน หรือรูปแบบความสนใจของผู้ใช้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรถูกพิจารณาควบคู่ไปกับการเข้าถึงเทคโนโลยี ดังนั้น หาก TH-AI Passport จะเดินหน้าต่อไป ผมเห็นว่า รัฐบาลควรสื่อสารให้ชัดเจนมากขึ้น เพื่อผลประโยชน์ระยะยาวของประเทศ เพราะท้ายที่สุดแล้ว เป้าหมายของโครงการที่ดี ไม่ใช่เพียงทำให้คนไทยใช้ AI เป็น แต่ต้องทำให้คนไทยใช้ AI ได้อย่างปลอดภัย มีศักยภาพ ไม่สูญเสียโอกาสในการกำหนดอนาคตของตนเองและประเทศชาติ“นายนพดล กล่าว

