หน้าแรก การเมือง ทวิดา แจงยิบท...

ทวิดา แจงยิบทุกปมร้อน เคลียร์ขั้นตอนคัด ‘ผอ.เขต’ ตอบข้อสงสัย ‘ป้ายหาเสียง’ เขียนจม.ถามกกต.แล้ว

8.06.26 | 18:18 น.

เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน เวลา 10.00 น. นางสาวทวิดา กมลเวชช อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้สัมภาษณ์รายการ ‘กรรมกรข่าว คุยนอกจอ’ ดำเนินรายการโดย นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา กรณีการแต่งตั้งผู้อำนวยการเขต และตำแหน่งอื่นๆ รวม 17 ตำแหน่งที่ถูกตั้งคำถาม

นางสาวทวิดา กล่าวว่า กรณีดังกล่าวประกอบด้วยผู้อำนวยการเขตและผู้ตรวจราชการ ข้อเท็จจริงคือเป็นการแต่งตั้ง 14 ตำแหน่งผู้อำนวยการเขต และ 3 ตำแหน่งผู้ตรวจราชการ รวมทั้งสิ้น 17 คน โดยการแต่งตั้งดังกล่าวมีขึ้นเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568 เพื่อให้ดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ต่อมามีผู้เข้ารับการคัดเลือกซึ่งไม่ได้รับการแต่งตั้งยื่นร้องเรียนต่อคณะกรรมการพิทักษ์คุณธรรม (ก.พ.ค.) กรุงเทพมหานคร โดย ก.พ.ค. ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง เรียกผู้เกี่ยวข้องเข้าชี้แจง และพิจารณาหลักฐานต่างๆ ก่อนมีคำสั่งเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 ให้ยกเลิกคำสั่งแต่งตั้งทั้ง 17 ตำแหน่ง

ทั้งนี้ ผู้ร้องเรียนเห็นว่าในการคัดเลือก กรรมการแต่ละคนอาจใช้เกณฑ์พิจารณาแตกต่างกันจนทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ ขณะที่ ก.พ.ค. พิจารณาแล้วเห็นว่าเกณฑ์การคัดเลือกไม่ได้มีปัญหา แต่การใช้เกณฑ์ของกรรมการแต่ละคนอาจมีความลักลั่นกันอยู่บ้าง จึงมีคำสั่งให้ยกเลิกคำสั่งแต่งตั้งเดิมและดำเนินกระบวนการใหม่

นางสาวทวิดา อธิบายว่า การคัดเลือกดังกล่าวมีคะแนนเต็ม 100 คะแนน โดยแบ่งเป็นคะแนนผลงาน 30 คะแนน ผู้สมัครสามารถส่งผลงานได้ตั้งแต่ 1-3 ชิ้นตามความสมัครใจ ไม่ใช่ตามที่กรรมการกำหนด เนื่องจากผู้สมัครแต่ละคนมีแนวทางนำเสนอผลงานแตกต่างกัน บางคนอาจมั่นใจในผลงานเพียงชิ้นเดียว ขณะที่บางคนอาจเลือกส่ง 3 ชิ้นเพื่อแสดงศักยภาพและความหลากหลายของผลงาน ส่วนอีก 50 คะแนนต่อมา เรียกว่าคะแนนหมวดศักยภาพ จะพิจารณาในเรื่องของประสบการณ์

Advertisement

 

“ประสบการณ์มี 2 แบบ ประสบการณ์แบบปี กับประสบการณ์แบบดูว่าเขาทำงานเป็นอย่างไรบ้าง มากน้อยแค่ไหน น้ำหนักงานเป็นอย่างไร ประสบการณ์ 10 คะแนนจาก 50 คะแนน และมีคะแนนเรื่องของความรู้ ทักษะความสามารถ 10 คะแนน จาก 50 คะแนน และคะแนนการดูข้อคิดข้อเสนอการที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการเขต ต้องเสนอว่าจะทำโครงการอะไรที่เป็นประโยชน์กับประชาชน
อีก 20 คะแนน เป็นคะแนนของ 10 ที่หนึ่งก็คือว่า คนนี้ต้องดำรงอยู่ในตำแหน่งปฏิบัติตนตามระเบียบวินัยของราชการ ปฏบัติตนให้ได้ผลงานโดยไม่มีความผิดพลาดเกิดขึ้น ดำรงตนอยู่ในระเบียบ เข้าใจระเบียบ ใช้ระเบียบเป็น
อีก 10 คะแนนเป็นคะแนนจริยธรรม วัดกันตรงที่ว่าต้องไม่มีข้อร้องเรียน ต้องไม่มีความประพฤติที่มิชอบในอดีตมาก่อน ต้องเป็นคนที่ดำรงอยู่ในหลักของการบริหารงานที่ดีเสมอมา” นางสาวทวิดากล่าว

นางสาวทวิดา กล่าวว่า ประเด็นเรื่องคะแนนผลงาน 30 คะแนน เป็นหนึ่งในข้อร้องเรียน โดยผู้ร้องเห็นว่าการส่งผลงานจำนวนแตกต่างกันอาจส่งผลต่อคะแนนที่ได้รับ อย่างไรก็ตาม หลักเกณฑ์ดังกล่าวไม่ใช่หลักเกณฑ์ใหม่ แต่ถูกใช้มาเป็นเวลานานในการคัดเลือกตำแหน่งบริหารของกรุงเทพมหานคร และเปิดโอกาสให้ผู้สมัครทุกคนเลือกส่งผลงานได้ไม่เกิน 3 ชิ้นเท่าเทียมกัน

“เราต้องให้ความเป็นธรรมกับกรรมการด้วย เพราะหลักเกณฑ์นี้ไม่ได้เพิ่งประกาศใช้ แต่ใช้มานานแล้ว ทุกคนรับทราบเงื่อนไขเดียวกัน คณะกรรมการคัดเลือกประกอบด้วยกรรมการ 5 คน มีทั้งบุคคลภายในและบุคคลภายนอก โดยผู้บริหารทางการเมืองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการให้คะแนนหรือการตัดสินผลการคัดเลือก ผู้สมัครทุกคนจะต้องนำเสนอแนวคิดหรือโครงการที่ต้องการผลักดันหากได้รับตำแหน่ง เพื่อให้กรรมการใช้ประกอบการพิจารณา
สำหรับสาเหตุสำคัญที่ทำให้ ก.พ.ค. มีคำสั่งให้ยกเลิกการแต่งตั้งนั้น เกิดขึ้นในขั้นตอนที่ ก.พ.ค. เรียกคณะกรรมการคัดเลือกเข้าไปชี้แจงวิธีการให้คะแนน วิธีการรวมคะแนน และการประเมินผลงานของผู้สมัคร โดยคำอธิบายของกรรมการแต่ละคนมีรายละเอียดแตกต่างกัน ทำให้ ก.พ.ค. เกิดข้อสงสัยว่ากระบวนการอาจไม่มีความสอดคล้องกันเพียงพอ” นางสาวทวิดา กล่าว

นางสาวทวิดา กล่าวต่อไปว่า การที่กรรมการแต่ละคนมีคำอธิบายหรือมุมมองไม่เหมือนกันไม่ใช่เรื่องผิดปกติ เนื่องจากมีการแต่งตั้งกรรมการหลายคนก็เพื่อให้เกิดความหลากหลายทางความคิดและความเชี่ยวชาญ รวมถึงมีบุคคลภายนอกเข้าร่วมเป็นกรรมการด้วย จึงไม่จำเป็นที่ทุกคนจะต้องมีความเห็นตรงกันทุกประเด็น

“จริงๆ ที่เรามีกรรมการสอบหลายคน ก็เพราะไม่ต้องการให้ทุกคนคิดเหมือนกันทั้งหมด เราต้องการความหลากหลายและความเชี่ยวชาญของกรรมการผู้สอบ เมื่อ ก.พ.ค. เห็นว่าคำอธิบายยังไม่ชัดเจนและไม่สอดคล้องกัน จึงมีความเห็นให้ดำเนินกระบวนการคัดเลือกใหม่เพื่อความโปร่งใสและความเป็นธรรม เมื่อมีการดำเนินกระบวนการคัดเลือกใหม่โดยใช้หลักเกณฑ์เดิม ผลการคัดเลือกก็ยังคงเป็นบุคคลเดิมทั้ง 17 คน เนื่องจากหลักเกณฑ์ยังคงเดิมและผลงานของผู้ได้รับการคัดเลือกก็ยังเป็นผลงานชุดเดิม ในเมื่อหลักเกณฑ์ยังแน่นหนาอยู่ สอบกี่ครั้งก็เหมือนเดิม เพราะฉะนั้นจึงได้ 17 คนเดิมกลับมา เมื่อวัดจากผลงานและคุณสมบัติตามเกณฑ์ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะได้ผลออกมาเช่นเดิม
ก.พ.ค. เป็นกลไกสำคัญในการคุ้มครองสิทธิของข้าราชการ หากเห็นว่าตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรมก็สามารถร้องเรียนได้ และฝ่ายบริหารก็มีหน้าที่ต้องชี้แจงและตรวจสอบตามกระบวนการเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย” นางสาวทวิดา กล่าวทิ้งท้าย

เมื่อนายสรยุทธ์ ถามต่อไปว่า มั่นใจใช่หรือไหมว่าไม่มีการเรียกเงินทุจริตแต่งตั้งตำแหน่ง’?

นางสาวทวิดา ตอบว่า ตนเชื่อมั่น มั่นใจในตัวนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯกทม. และนายจักกพันธุ์ ผิวงาม อดีตรองผู้ว่าฯ กทม.อันดับ

เมื่อนายสรยุทธ์ถามถึง ‘ระบอบอากง’ว่ามีจริงหรือไม่ ?

นางสาวทวิดา กล่าวว่า “มันคืออะไร ระบอบอากง?”

นายสรยุทธ์ กล่าวถึง อดีตประธานที่ปรึกษาฯ

นางสาวทวิดากล่าวว่า โดยปกติตนไม่ได้เรียก นายต่อศักดิ์ โชติมงคล ว่า ‘อากง’ แต่ทีม ‘กรุงเทพฯ ทำงาน’ มักเรียก นายต่อศักด์ว่า ‘อากง’ ส่วนข้าราชการในกทม.จะเรียกนายต่อศักด์ว่า ประธานที่ปรึกษา
“ท่านแก่สุด ท่านมีลักษณะใจดี ซื้อขนมให้เรากิน ชวนเราไปกินข้าว” นางสาวทวิดากล่าว

นายสรยุทธ์ ถามต่อไปว่า ไม่เชื่อเด็ดขาดเลยใช่ไหมว่า ผู้มีอำนาจตัวจริงอยู่เหนือนายชัชชาติอีกทีหนึ่ง โดยนายชัชชาติมีหน้าที่เซ็นเท่านั้น’?

นางสาวทวิดา ตอบว่า ไม่จริง และตนรู้สึกแย่ เพราะ ตนคุมสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สำนักการแพทย์ สำนักอนามัย สำนักข้าราชการ และการแต่งตั้งในแต่ละครั้งเป็นที่รู้กันเลยว่า ถ้าผลงานไม่ดี ไม่ทำงาน ตนทำงานเองทั้งหมด ตนเห็นหมด ไม่จำเป็นต้องเอาชื่อมาให้ ไม่ต้องมาบอกว่าชื่อนี้เป็นของคนนี้ ตนเชื่อมั่นในระบบที่ทำมา

“เรามีการแต่งตั้งใหม่ทุกปี แต่เราไม่ได้ต้องตอบคำถามแค่สาธารณชน ประชาชน สภากทม.เองก็เคยตั้งคำถามเราเหมือนกันว่า คนเหล่านี้มาได้อย่างไร เราก็ต้องชี้แจง การตรวจสอบมีได้ตลอดเวลา ท่านสมาชิกกรุงเทพมหานครเองก็ตรวจสอบเราอยู่ตลอดเวลา” นางสาวทวิดา กล่าว

นางสาวทวิดา กล่าวว่า หากอากง หมายถึง ผู้หลักผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ที่เป็นประธานที่ปรึกษา ที่คอยให้คำแนะนำในการทำงาน คอยบอกว่าต้องทำอย่างไร นายต่อศักดิ์เป็น ‘มนุษย์เอไอ’ เราเรียกท่านด้วยความที่เป็นผู้ใหญ่ใจดี ‘ยิ้มเหมือนแป๊ะยิ้มนิดหนึ่ง’

“ระบอบอากงคืออะไรไม่รู้ แต่ถ้าอากง ที่เรียกกันเพราะท่านเหมือนอากงจริงๆ เหมือนคุณปู่ เป็นคำที่เราใช้เรียกกันเอง” นางสาวทวิดา กล่าว

ในตอนท้าย นางสาวทวิดา กล่าวถึงประเด็นการติดป้ายหาเสียง โดยยืนยันว่าทุกกิจกรรมที่ดำเนินการในการเลือกตั้งจะมีการสอบถามไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก่อนเสมอ ว่าสามารถดำเนินการได้หรือไม่

“ทุกเรื่องที่เราจะทำ เราจะเขียนจดหมายไปถาม กกต. ทันที ว่าทำได้หรือไม่ได้ การติดป้ายบนยานพาหนะไม่ได้กำหนดขนาด กกต. ไม่ได้จำกัดเรื่องขนาด ท่านผู้ว่าฯ เป็นคนที่ไม่ยอมให้ตนเองทำอะไรที่ผิดเลยในการเลือกตั้งแม้แต่เรื่องเดียว” นางสาวทวิดา กล่าว

ส่วนกรณีที่มีข้อกล่าวอ้างว่ามีการติดต่อขอใช้พื้นที่โฆษณาและมีการปฏิเสธผู้สมัครรายอื่นเพื่อให้ใช้พื้นที่เพียงรายเดียวนั้น นางสาวทวิดา กล่าวว่า ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนว่ามีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริงหรือไม่

“ต้องถามก่อนว่าจริงหรือไม่ที่มีข้อกล่าวอ้างว่ามีคนติดต่อไปแล้วไม่ให้เขา แต่ให้เราเพียงคนเดียว จริงหรือเปล่าก่อน เพราะจริงๆ แล้วเขาเปิดกว้าง ไม่มีใครมาติดต่อ ไม่มีใครมายืนยันเรื่องนี้ และเราก็บังเอิญได้เป็นเจ้าแรก หากภายหลังพบข้อเท็จจริงว่ามีการอนุญาตให้ใช้พื้นที่เฉพาะฝ่ายตน และปฏิเสธผู้สมัครรายอื่นจริง ก็พร้อมดำเนินการแก้ไขทันที ถ้ารู้ว่าให้เราคนเดียวจริง และปฏิเสธคนอื่น ให้เอาออกทันที” นางสาวทวิดา กล่าว