‘เท้ง’ แนะ ‘รัฐบาล’ แก้วิกฤตสารพิษในแม่น้ำกก-สาย-รวก-โขง-สาละวิน-กระบุรี ซัด ‘อนุทิน-สุชาติ’ จะอยู่ข้างประชาชน หรือเจ้าของเหมือง ย้ำมาตรการเร่งด่วนแก้ปัญหาต้องใช้คน-กฎ-งบ
เมื่อเวลา 14.30 น.วันที่ 8 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เงาครั้งที่ 5 ถึงข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลในการแก้ไขวิกฤตสารพิษในแม่น้ำกก-สาย-รวก-โขง-สาละวิน และกระบุรี ที่ส่งผลต่อประชาชนในจ.เชียงใหม่ เชียงราย และระนอง ว่า ตนขอส่งคำถามตรงไปยังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ว่าตกลงแล้ววันนี้ เลือกที่จะอยู่ข้างประชาชนคนไทยหรือเลือกข้างอยู่กับคนที่เป็นเจ้าของเหมืองที่สร้างมลพิษ สร้างผลกระทบต่อประชาชนคนไทยจำนวนมาก เพราะเห็นว่าการกระทำที่ผ่านมา รัฐบาลไม่ได้ให้ความสำคัญกับข้อเรียกร้องของประชาชน รัฐบาลไม่ได้ใช้อำนาจที่มีอยู่ในการออกกฎหมายลำดับรองที่จำเป็น และยังไม่เห็นรัฐบาลใช้อำนาจจัดสรรงบประมาณในการแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด
นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ตนยกตัวอย่างว่าเมื่อวันที่ 5 มิถุนายนที่ผ่านมา เป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก มีเครือข่ายภาคประชาสังคมเดินขบวน 6 วันเต็ม ออกจากจ.เชียงใหม่ไปยังศาลากลางจ.เชียงราย คือขบวนธรรมยาตรา โดยวันสุดท้ายต้องการส่งหนังสือตรงไปยังรัฐบาล แต่ไม่มีตัวแทนจากครม.มารับหนังสือแม้แต่คนเดียว มีแค่ผู้ช่วยรัฐมนตรีเท่านั้น จึงเห็นว่ารัฐบาลเพิกเฉยต่อปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งพรรคประชาชนเองพยายามผลักดันแก้ไขปัญหานี้มา 3 รัฐบาลแล้ว แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไขแต่อย่างใด
นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า รัฐบาลยังไม่ได้ใช้อำนาจที่มีอยู่แก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด โดยเรามองว่ามาตรการเร่งด่วนที่ควรดำเนินการมีอยู่ 3 อย่างคือ การใช้คน ใช้กฎและใช้งบ โดยการใช้คนสิ่งที่รัฐบาลควรทำทันทีคือการส่งคนไปเจรจาในเวทีพหุภาคีระหว่างไทย จีน เมียนมาและลาว เพื่อออกแอคชั่นแพลน (Action Plan) ที่ชัดเจนว่าตกลงแล้วคุณภาพดิน น้ำ สินค้าเกษตรและสุขภาพประชาชน ต้องถูกตรวจอย่างสม่ำเสมอและมีมาตรฐาน รวมไปถึงการตรวจผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมทั้งซัพพลายเชน ตั้งแต่เหมือง การขนส่ง การนำเข้าและการส่งออก
นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า รัฐบาลยังไม่ใช้อำนาจออกกฎหมายรองตามพ.ร.บ.แร่มาตรา 104 เพื่อป้องกันไม่ให้ไทยถูกใช้เป็นทางผ่านในการขนแร่พิษ โดยกฎหมายฉบับดังกล่าวให้อำนาจรัฐบาล สามารถออกกฎหมายลำดับรอง ในการประกาศว่าการนำเข้าแร่แรร์เอิร์ธ พวงดีบุก จะต้องมีการขออนุญาตก่อน เพื่อตรวจสอบว่าแร่เหล่านี้มีต้นตอมาจากเหมืองที่ไม่ได้การจัดการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างดีเพียงพอหรือไม่ หากไม่มีหลักฐานมายืนยันว่าแร่ที่นำเข้าเหล่านี้มาจากแหล่งที่ถูกต้อง ก็ต้องห้ามนำเข้าโดยเด็ดขาด
นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า เรื่องการจัดสรรงบประมาณ ประชาชนได้รับผลกระทบมาเป็นเวลานาน สารพิษที่ตกค้างในน้ำดิน ส่งผลไปยังสินค้าเกษตร โดยมีผู้ประกอบการจำนวนมากอาจต้องปิดกิจการไปหรือได้รับผลกระทบจากสารพิษที่เกิดขึ้น โดยรัฐบาลต้องใส่งบประมาณต้องจัดสรรงบงบประมาณเพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดในทันที สิ่งที่พวกเราอยากเห็นคือในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 70 ที่จะเข้าสภาในช่วงปลายเดือนนี้นั้น อย่างน้อยต้องมีโครงการที่ตรวจสอบคุณภาพและปรับปรุงน้ำประปา ปรับเปลี่ยนการเพาะปลูกพืชที่ได้รับผลกระทบ การเพิ่มห้องแล็บเพื่อมาตรวจคุณภาพน้ำ คุณภาพดินให้ทันต่อความต้องการ และงบประมาณที่ใช้เยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบที่ต้องปิดกิจการลงไป



