รองปลัด มท.ฝ่ายความมั่นคง นำทีมตรวจ ‘พื้นที่พักพิงชั่วคราวฯ บ้านถ้ำหิน’ จ.ราชบุรี ขับเคลื่อนนโยบายความมั่นคง มุ่งพัฒนาศักยภาพผู้หนีภัยจากการสู้รบ ปลดล็อคสู่ตลาดแรงงานถูกกฎหมาย พร้อมดูแลสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน และกำชับเตรียมรับมือฤดูมรสุมในพื้นที่
เวลา 16.00 น. วันที่ 8 มิถุนายน นายภาสกร บุญญลักษม์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านกิจการความมั่นคงภายใน ในฐานะหัวหน้าสำนักงานศูนย์ดำเนินการเกี่ยวกับผู้อพยพกระทรวงมหาดไทย นำคณะเดินทางไปยังพื้นที่พักพิงชั่วคราวสำหรับผู้หนีภัยการสู้รบบ้านถ้ำหิน อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี โดยมี นางสาวฐิติลักษณ์ คำพา ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี นายสุทธิพงษ์ พุทธจันทรา ปลัดจังหวัดราชบุรี น.ส.อรอุมา วรแสน ผู้อำนวยการกองการต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย นายหฤฑีฐ์ ศรีเอียด นายอำเภอสวนผึ้ง พร้อมด้วยข้าราชการ เจ้าหน้าที่ UNHCR และผู้ที่เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่
นายภาสกร เผยว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้ขับเคลื่อนการให้ความช่วยเหลือผู้หนีภัยจากการสู้รบได้มีการประสานงานกับ UNHCR และสถาบันวิชาการต่าง ๆ เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้หนีภัยจากการสู้รบ ในพื้นที่พักพิงชั่วคราวฯ ที่อยู่ภายใต้การดูแล ทั้ง 9 แห่ง 4 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ตาก กาญจนบุรี และจังหวัดราชบุรี มาอย่างต่อเนื่อง

นายภาสกร กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญในการขับเคลื่อนภารกิจของศูนย์ดำเนินการเกี่ยวกับผู้อพยพ กระทรวงมหาดไทย คือการมุ่งมั่นยกระดับคุณภาพชีวิต เสริมสร้างศักยภาพ และเปิดประตูแห่งโอกาสให้แก่ผู้หนีภัยจากการสู้รบสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน โดยวางรากฐานสำคัญผ่านการหยิบยื่นโอกาสทางการศึกษาอย่างทั่วถึง ควบคู่ไปกับการฝึกอบรมทักษะวิชาชีพเพื่อบ่มเพาะฝีมือแรงงาน ซึ่งในปัจจุบันมีกลุ่มผู้หนีภัยที่มีศักยภาพและพร้อมก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานกว่า 40,000 คนทั่วประเทศ การผนึกกำลังเพื่อพัฒนาทักษะความรู้ควบคู่กับการอำนวยความสะดวกด้านกฎหมายในการกำหนดสถานะทางทะเบียนที่ถูกต้อง จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะปลดล็อคให้พวกเขาสามารถประกอบอาชีพได้อย่างมีศักดิ์ศรี พึ่งพาตนเองในการสร้างรายได้กลับมาจุนเจือครอบครัวในพื้นที่พักพิง พัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นอย่างมั่นคง พร้อมทั้งช่วยแบ่งเบาภาระงบประมาณแผ่นดินของภาครัฐในการดูแลได้อย่างเป็นรูปธรรม

“การลงพื้นที่ตรวจราชการในวันนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายด้านความมั่นคงของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทย เพื่อติดตามความคืบหน้าและร่วมรับฟังปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงานของพื้นที่พักพิงฯ บ้านถ้ำหินอย่างใกล้ชิด ซึ่งจากการรายงานของท่านผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้แทนส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง สะท้อนให้เห็นว่าพื้นที่พักพิงแห่งนี้มีศักยภาพและความพร้อมในทุกมิติที่จะรองรับผู้หนีภัยจากการสู้รบเพิ่มเติม ตามแนวทางการบริหารจัดการของภาครัฐที่มุ่งเน้นการกระชับพื้นที่และรวมศูนย์ปฏิบัติการ โดยจะดำเนินการควบรวมพื้นที่พักพิงชั่วคราวฯ จากจังหวัดกาญจนบุรีมาไว้ ณ พื้นที่พักพิงชั่วคราวบ้านถ้ำหิน จังหวัดราชบุรี เพียงแห่งเดียว ซึ่งด้วยที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่เอื้ออำนวยและอยู่ไม่ไกลจากตัวเมือง ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มความสะดวกรวดเร็วในการเดินทางไปประกอบอาชีพของผู้หนีภัยเพื่อการพึ่งพาตนเองเท่านั้น แต่ยังช่วยยกระดับประสิทธิภาพในการกำกับดูแลและอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนได้อย่างบูรณาการและเป็นเอกภาพยิ่งขึ้น“ นายภาสกร กล่าว

นายภาสกร กล่าวอีกว่า กระทรวงมหาดไทย ได้มอบหมายให้กองการต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ประสานงานร่วมกับกรมการปกครองและจังหวัดที่มีพื้นที่พักพิงชั่วคราวทั้ง 4 จังหวัด (รวม 9 พื้นที่) เพื่อเร่งรัดดำเนินการสำรวจและปรับปรุงฐานข้อมูลจำนวนประชากรผู้หนีภัยจากการสู้รบให้เป็นปัจจุบันมากที่สุด โดยมุ่งเน้นการจัดทำระบบฐานทะเบียนบุคคลที่ครอบคลุมทุกกลุ่มอายุและทุกเพศอย่างเป็นระบบ เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลหลัก (Baseline Data) ในการวางแผนดูแลและให้ความช่วยเหลือเยียวยาได้อย่างตรงจุดและรวดเร็ว พร้อมกันนี้ ตนได้สั่งการให้โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดราชบุรี เร่งสำรวจและวางผังพื้นที่รองรับการขยายตัว เพื่อเตรียมความพร้อมในการเคลื่อนย้ายผู้หนีภัยจำนวนกว่า 300 ครัวเรือนจากจังหวัดกาญจนบุรี โดยขอเน้นย้ำให้บูรณาการระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานอย่างครบถ้วนถูกต้องตามหลักมนุษยธรรม
“สิ่งที่ขอฝากทุกท่านในวันนี้ได้ให้ความสำคัญอีกประการ เนื่องจากปัจจุบันได้เข้าสู่ช่วงฤดูมรสุม จึงขอฝากท่านให้นายอำเภอในฐานะผู้บัญชาการเหตุการณ์ในระดับพื้นที่ เฝ้าระวังและเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์สาธารณภัย อุทกภัย และดินโคลนถล่มอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ ต้องขอชื่นชมและขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมมือกันบริหารจัดการพื้นที่พักพิงชั่วคราวได้อย่างมีประสิทธิภาพ และขอให้ทุกหน่วยงานยังคงรักษามาตรฐานการปฏิบัติงานและตระหนักถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้อยู่อาศัยเพื่อสร้างสังคม พัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ที่อยู่ในพื้นที่พักพิงให้เกิดความยั่งยืนมากที่สุด “ นายภาสกร กล่าวทิ้งท้าย







