อ่านเกม ‘ภูมิใจไทย’ เปลี่ยน ปรับ รับ รุก จากบัตรคนจน ถึง AI Passport
สำหรับนักวิเคราะห์การเมืองแล้ว น่าจะเริ่มจับทางในกระบวนท่าของพรรคภูมิใจไทยได้ชัดเจนมากขึ้น ว่านี่คือพรรคการเมืองที่ยืดหยุ่น เลื่อนไหล พร้อมที่จะรุกรบ รวดเร็วในจังหวะที่ได้เปรียบ
ขณะเดียวกันก็พร้อมที่หยุด ถอย เปลี่ยนท่าที เมื่อต้องเผชิญอุปสรรคและแรงต้านรออยู่เบื้องหน้า
เสมือนเป็นกระบวนท่าที่ไร้กระบวนท่า ที่จะไม่ยอมพาตัวเองและรัฐบาลเข้าสู่มุมอับง่ายๆ
ภาพสะท้อนที่ชัดเจนคือวิธีการจัดการและรับมือกับกรณีการเปลี่ยนเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่กระทรวงการคลังนำเสนอและผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
เช่นเดียวกับกรณีข้อถกเถียงในโครงการ AI Passport ที่มีกระแสคัดค้านวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักอยู่ในขณะนี้
8 มิถุนายน 2569 ก่อนนำคณะเดินทางไปเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ใช้อำนาจสั่งการให้กระทรวงการคลังทบทวนหลักเกณฑ์สิทธิสวัสดิการแห่งรัฐที่มีเงื่อนไขหากพ่อแม่ที่ลูกนำไปลดหย่อนภาษีจะไม่ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีสั่งให้กระทรวงการคลังยกเลิกการใช้มาตรการภาษี ลดหย่อนค่าอุปการะพ่อแม่ เป็นเกณฑ์การกลั่นกรองสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐว่า
ในเรื่องของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ได้หารือกับนายกฯ ในประเด็นที่สังคมและประชาชนเป็นห่วงเรื่องเกณฑ์ผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่บุตรได้นำไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษี ในช่วงที่ผ่านมา และถูกตัดสิทธิ
“ซึ่งวันนี้ได้เปิดให้กระทรวงมหาดไทยไปช่วยดูแลหาคนที่เดือดร้อนจริง และอาจจะตกหล่นคนที่จนไม่มีใครดูแล โดยเปิดตั้งแต่วันที่ 4-21 มิ.ย.2569 และคนที่อยู่ในสิทธิปัจจุบันก็มาทบทวนคนที่ไม่เดือดร้อนจริงมีใครบ้าง และคนที่ไม่มีคนดูแลมีใครบ้าง ซึ่งเกณฑ์ที่บอกว่าคนที่ลูกดูแลแล้ว แต่มีเรื่องเกณฑ์ใช้สิทธิลดหย่อนภาษี ซึ่งคนที่มีสิทธิคือพ่อแม่ ก็ถือว่ามีลูกดูแลแล้ว แต่ความเป็นจริงไทยปัจจุบันในสังคมไทยปัจจุบันจากข้อมูลที่ฟังมาทั้งหมดจะมีลูกบางคนที่ใช้สิทธิลดหย่อน แต่ไม่ได้ดูแลพ่อแม่จริง ตรงนี้เราก็เป็นห่วง การที่ไปตัดสิทธิพ่อแม่อาจจะถูกกระทบ นายกฯจึงสั่งให้ไปทบทวน”
ถือเป็นการ “เหยียบเบรก” อย่างรวดเร็วหลังจากกระแสการวิพากษ์วิจารณ์ดำเนินต่อเนื่องมาประมาณ 2 สัปดาห์ และยังไม่มีท่าทีว่าจะลดดีกรีความร้อนแรงลงแต่อย่างใด
จริงอยู่ที่กระทรวงการคลังและรัฐบาลของภูมิใจไทย เพิ่งจะได้แต้มไปเต็มๆ จากโครงการไทยช่วยไทยพลัส ที่มีผู้ใช้สิทธิเป็นจำนวนมาก สามารถทำยอดในการใช้จ่าย จนทั้งผู้ใช้สิทธิและร้านค้า ธุรกิจขนาดย่อม ได้รับประโยชน์ในวงกว้าง
แต่เมื่อความพยายามที่กระทรวงการคลังจะจัดระเบียบ และหาทางคัดกรองเพื่อลดจำนวนผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อลดภาระการใช้งบประมาณอุดหนุนในส่วนดังกล่าว กลับมีปฏิกิริยาที่คัดค้าน และชี้ประเด็นที่ขั้นตอน กระบวนการตัดสิทธิ ยังมีปัญหาสร้างความไม่พอใจกับกลุ่มผู้ได้สิทธิสวัสดิการแห่งรัฐและกลุ่มผู้เสียภาษี เป็นจำนวนไม่น้อย
ปฏิบัติการ “ตัดไฟแต่ต้นลม” ผ่านคำสั่งของนายกรัฐมนตรี ให้กระทรวงการคลังทบทวน จึงสะท้อนให้เห็นความรวดเร็วในการที่จะ รุกหรือถอย ของรัฐบาลภูมิใจไทยได้เป็นอย่างดี
ขณะที่กรณีของ โครงการ TH-AI Passport ภายใต้ความรับผิดชอบของ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ที่ใช้งบประมาณถึง 1,621 ล้านบาท ก็ถือเป็น “ตำบลกระสุนตก” ที่ถูกตั้งคำถาม ตรวจสอบจากสังคมอย่างเข้มข้น
ไม่ว่าจะเป็นประเด็นการเขียนทีโออาร์และเสร็จสิ้นการประมูลอย่างรวดเร็วภายใน 34 วัน, คำถามที่ว่าจะแจกประชาชน 5 ล้านบัญชี ทำไมต้อง 5 ล้านบัญชี กระทรวงดีอีเอาฐานคิดมาจากไหน และจะใช้เกณฑ์การแจกจ่ายอย่างไร, การแจก AI โปร 1 ปี คนไทยและประเทศไทยจะได้อะไร จะเป็นการสูญเปล่าหรือไม่ หรือจะกลายเป็นการปิดโอกาศของนักพัฒนาภายในประเทศด้วยหรือเปล่า ฯลฯ
หากติดตามข่าวอย่างต่อเนื่อง นับจากประเด็นดังกล่าวถูก ส.ส.พรรคประชาชน นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ อภิปรายซักถาม และนายไชยชนก รัฐมนตรีดีอี ลุกขึ้นตอบในสภา จะเห็นแนวโน้มข่าวที่กระแสต่างๆ ไม่เข้าทางหรือเป็นบวกกับรัฐบาลเลยแม้แต่น้อย
รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงเองต้องปรับท่าทีในการให้สัมภาษณ์ และถอยไปตั้งหลัก รวมถึงมีกระบวนการต่างๆ เข้ามาสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นผลการสำรวจความคิดเห็นจาก “ซุปเปอร์โพล” (เสียงส่วนใหญ่เห็นชอบโครงการนี้) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปิดเวทีสาธารณะในวันที่ 11 มิถุนายน 2569 นี้
ตีความตามสายตานักวิเคราะห์การเมือง ย่อมมองเห็นการ “ฟุตเวิร์ก” อย่างมีชั้นเชิง พร้อมกับสัญญาณที่พร้อมจะ “ถอย” ในทางใดทางหนึ่งเรียบร้อยแล้ว
และนี่เป็นที่ครั้งหนึ่งในกลยุทธ์การเดินเกมทางการเมืองแบบ “ปลอดภัยไว้ก่อน” ไม่พยายามสร้างเงื่อนไขที่จะสะสมความไม่พอใจ โดยพร้อมที่จะ “ถอย” ในบางประเด็นเพื่อรักษาโมเมนตัม และความนิยมของรัฐบาลเอาไว้เป็นความสำคัญลำดับแรกๆ
ภายใต้เป้าหมายการประคับประคองตัวเพื่อ “อยู่ยาว” ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักนั่นเอง

