ฮุนเซน ชี้ 2 ทางทวงดินแดน เจรจาหรือใช้กำลังทหาร รับผิดแทน ‘ฮุนมาเนต’ ไม่ได้เตรียมป้องกันปท. ‘อนุทิน’ ซัดบุกไทยคิดให้ดี รบ.ปัดนายกฯถกกัมพูชา
ความคืบหน้ากรณีความขัดแย้งเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา ที่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้ข้อยุติใดนั้น
เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์แขมร์ไทม์สรายงานว่า สมเด็จฯ ฮุน เซน รักษาการประมุขแห่งรัฐกัมพูชา เปิดเผยว่า กัมพูชายังคงมุ่งมั่นที่จะทวงคืนดินแดนพิพาท และว่า ดินแดนที่ถูกทหารไทยยึดครองอย่างผิดกฎหมายนั้น จะต้องถูกทวงคืน โดยเน้นย้ำว่า มีเพียง 2 หนทางที่จะบรรลุเป้าหมายนี้ คือ การใช้กำลังทหาร หรือ การเจรจาอย่างสันติ
สมเด็จฯฮุน เซน กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวระหว่างการประชุมกับผู้พลัดถิ่น ที่ศูนย์พักพิงชั่วคราว ใน ต.สลาคราม อ.สวายเช็ก จ.บันเตียเมียนเจย ว่า ในช่วงที่ตนดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น ทรัพยากรถูกนำไปใช้ในภาคส่วนต่างๆ เช่น การดูแลสุขภาพ การศึกษา และสวัสดิการสังคม มากกว่าการจัดซื้ออาวุธและอุปกรณ์ทางทหาร
“ผลจากการให้ความไว้วางใจต่อความสัมพันธ์อันสันติ เราจึงไม่ได้เตรียมพร้อมสำหรับสงครามและไม่ได้ลงทุนด้านอาวุธยุทโธปกรณ์อย่างมาก” สมเด็จฯ ฮุน เซน กล่าวและว่า ต่อมา เมื่อกัมพูชาต้องเผชิญกับความท้าทาย ขีดความสามารถและยุทโธปกรณ์ทางทหารของกัมพูชากลับพบว่าไม่เพียงพอ
ขณะที่ พนมเปญโพสต์ รายงานว่า สมเด็จฯ ฮุน เซน ยังได้กล่าวขอโทษชาวกัมพูชา ที่ไม่เตรียมพร้อมด้านการทหารในการป้องกันประเทศ เนื่องจากไว้ใจประเทศไทยมากเกินไป โดยเน้นย้ำว่า การขาดการเตรียมพร้อมนี้ เป็นความผิดพลาดของเขาเอง ไม่ใช่ความผิดของนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรี บุตรชายที่สืบทอดตำแหน่งนายกฯ ต่อจากสมเด็จฯ ฮุน เซน
“ในฐานะอดีตนายกฯ ผมมีหน้าที่ต้องขอโทษเพื่อนร่วมชาติทั่วประเทศ ที่ไว้วางใจ (ชาวไทย) มากเกินไป และขาดการเตรียมพร้อมที่เพียงพอสำหรับผู้สืบทอดตำแหน่ง ทุกคนรู้ว่า ผมนำพาประเทศนี้ ผ่านช่วงเวลาแห่งสงครามและความแตกแยก จนกระทั่งเราได้มาซึ่งสันติภาพอย่างสมบูรณ์” สมเด็จฯ ฮุน เซน กล่าวและว่า หลังจากนำพาประเทศไปสู่สันติภาพ หลังยุคเขมรแดง เขาก็ตั้งเป้าหมายที่จะเปลี่ยนอดีตสนามรบให้เป็นเขตพัฒนา และเปลี่ยนพื้นที่ชายแดนให้เห็นภูมิภาคแห่งสันติภาพและการพัฒนา และความร่วมมือ และว่า แม้กัมพูชาและไทย เคยปะทะกันในเรื่องปราสาทพระวิหารมาก่อน แต่เหตุการณ์เหล่านั้นจำกัดอยู่เฉพาะบริเวณปราสาท และ จ.อุดรมีชัย เท่านั้น และไม่ได้ลุกลามไปยังพื้นที่อื่นๆ เหมือนกับการปะทะกันในอดีต
สมเด็จฯ ฮุน เซน ยังได้บอกเล่าถึงการทำงานร่วมกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย เป็นเวลา 9 ปี โดยไม่มีปัญหาใดๆ และยังพูดถึงการเดินทางร่วมกัน โดยรถไฟจากปอยเปต เข้าสู่ดินแดนไทย ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการเชื่อมต่อทางรถไฟที่แข็งแกร่ง และความสัมพันธ์อันดีระหว่าง 2 ประเทศ ในขณะนั้น
“ด้วยความไว้วางใจนี้ ในฐานะนายกฯ ผู้มีอำนาจเต็ม ผมจึงไม่ได้เตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้ ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่ว่าสถานการณ์ตอนนี้ที่เกิดขึ้น จึงเป็นความผิดของผม ไม่ใช่ความผิดของนายกฯ คนปัจจุบัน มันเป็นความผิดพลาดของผมที่ขาดการเตรียมพร้อมที่เพียงพอสำหรับการต่อสู้เช่นนี้” สมเด็จฯ ฮุน เซน กล่าวและว่า เขาได้นำงบประมาณแผ่นดินไปใช้สร้างสะพาน ถนน และสนับสนุนภาคส่วนอื่นๆ เช่น สุขภาพและการศึกษา โดยไม่เคยนึกฝันมาก่อนว่าความขัดแย้งจะปะทุขึ้น ครอบคลุมตั้งแต่ชายแดนทางบกไปจนถึงน่านน้ำในลักษณะนี้
น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊กชี้แจงกรณีสื่อกัมพูชา “Fresh News” โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา หารืออย่างไม่เป็นทางการกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย เมื่อช่วงเช้าวันเดียวกันนี้ ก่อนพิธีเปิดการประชุม ASEAN Future Forum ครั้งที่ 3 ที่กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ว่า
“ไม่มีอะไรในกอไผ่ ตรงไปตรงมา ไม่มีการประชุม นายอนุทินไปร่วมประชุม ASEAN Future Forum ที่ประเทศเวียดนาม เมื่อช่วงเช้า มีผู้นำหลายประเทศอาเซียนเข้าร่วม ก่อนงานเริ่มได้มีการทักทายตามมารยาท ไม่มีการประชุมระหว่างไทยกับกัมพูชาแต่อย่างใด มีแต่การนั่งสนทนาระหว่างผู้นำขณะรอเวลาเปิดงาน และกล่าวสปีช” น.ส.รัชดา ระบุ
เวลา 16.15 น. วันเดียวกัน ที่เวียดนาม นายอนุทิน กล่าวถึงกรณีที่สื่อกัมพูชานำเสนอภาพจับมือเช็กแฮนด์กับนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ระหว่างเยือนเวียดนาม ว่า ไม่ให้เช็กแฮนด์ พร้อมชี้แจงว่า ก่อนการประชุมระดับผู้นำจะมีห้องรับรองก่อนจะเดินขึ้นเวที ไม่ว่าใครจะเดินเข้ามา เราก็ต้องจับมือทักทาย ไม่ว่าจะมีกรณีใดๆอยู่กับเขา เราก็ต้องให้เกียรติในฐานะความเป็นผู้นำของแต่ละประเทศ เราไม่ได้มีปัญหาอะไร ยืนยันว่า สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ ไม่ได้มีการพูดคุยกันในระดับทวิภาคี และไม่ได้มีการพูดคุยกันในประเด็นการเมืองใดๆ ส่วนตัวเชื่อว่า ทั้งสองประเทศรู้สึกได้ว่าเวลานี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะต้องพูดคุยกัน เพราะยังมีประเด็นอะไรที่แต่ละประเทศจะต้องไปเคลียร์กันให้เรียบร้อยก่อน ก่อนจะนำเรื่องมาสู่โต๊ะประชุมเพื่อเจรจา
นายกฯ กล่าวถึงกรณีสื่อกัมพูชา รายงานสมเด็จฯฮุนเซน ออกมาทวงคืนแผ่นดิน ไม่ว่าจะเป็นการเจรจาหรือด้วยการใช้กำลัง ว่า ขอยืนยันประเทศไทยไม่เคยไปรุกราน และไม่เคยไปรุกล้ำอธิปไตยของประเทศอื่นๆ ประเทศไทยยืนอยู่บนจุดยืนที่ว่าอธิปไตยของเรา เราไม่ยอมให้ใครเข้ามาก้าวล่วงรุกล้ำ และสิ่งที่ประเทศไทยดำเนินการเพื่อปกป้องป้องกัน เป็นสิ่งที่ชัดเจนมาก เพื่อปกป้องอธิปไตยของเรา ต้องคิดดีๆ ถ้าจะมารุกล้ำหรือใช้กำลังกับประเทศไทย ต้องคิดดี ๆ



