หน้าแรก การเมือง รัดเกล้า หนุน...

รัดเกล้า หนุน พ.ร.บ. แพทย์แผนไทย ดัน 5 ข้อเสนอปฏิวัติสมุนไพรไทย อย่าให้ถูกมองเป็นแค่ยาต้ม

10.06.26 | 16:00 น.

รัดเกล้า หนุน พ.ร.บ. แพทย์แผนไทย ดัน 5 ข้อเสนอปฏิวัติสมุนไพรไทย อย่าทำให้ถูกมองเป็นแค่ยาต้ม เลิกส่งออกราคาต้นน้ำ ชี้ แบรนด์ระดับโลกชุบตัวขมิ้นชันไทย อัพราคาขายกระปุกละครึ่งหมื่น

เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….โดยนางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า กฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่เพียงแค่ระเบียบว่าด้วยการแพทย์แผนไทยเท่านั้น แต่คือยุทธศาสตร์ชาติใน 3 มิติ ได้แก่ ความมั่นคงทางยา ความมั่นคงทางสุขภาพ และการสร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูงจากภูมิปัญญาไทย เพราะประเทศไทยมีต้นทุนความหลากหลายทางชีวภาพสูงมาก มีสมุนไพรกว่า 16,789 ชนิด และตำรับยาโบราณถึง 54,929 ตำรับ

นางรัดเกล้า กล่าวต่อว่า ที่น่าเสียดายคือ ไทยยังไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างแท้จริง โดยยังติดอยู่ในวงจรเดิม ๆ คือการส่งออกวัตถุน้ำหรือสารสกัดในราคาต้นน้ำ แต่ต่างชาติกลับซื้อไปวิจัย สร้างแบรนด์ และส่งกลับมาขายคนไทยในราคาแพง

ขมิ้นชันที่หาได้ทั่วไปในไทย ถูกแบรนด์ระดับโลกนำไปเป็นส่วนประกอบสำคัญในครีม ขายกระปุกละ 156 เหรียญสหรัฐ หรือกว่า 5,200 บาท นี่คือโจทย์ใหญ่ที่ประเทศต้องเร่งแก้ไข เราต้องเลิกเป็นแค่คนขายวัตถุดิบ แต่ต้องผันตัวเป็นผู้สร้างนวัตกรรม แม้มูลค่าค้าปลีกสมุนไพรไทยในปี 2567 จะสูงถึง 5.9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ แต่คำถามคือ ผลประโยชน์เหล่านั้นตกถึงมือเกษตรกรและชุมชนจริงหรือไม่ หรือสุดท้ายไปกระจุกอยู่ที่นายทุน” นางรัดเกล้า กล่าว

นางรัดเกล้า กล่าวต่อว่า บทเรียนจากวิกฤตโควิด-19 สอนให้รู้ว่า การยืมจมูกต่างชาติหายใจด้วยการพึ่งพายา และเวชภัณฑ์จากต่างประเทศ เป็นการสร้างความเปราะบางให้ประเทศ แม้สมุนไพรอย่างฟ้าทะลายโจรและขมิ้นชันจะพิสูจน์ตัวเองได้ในระดับหนึ่ง แต่ในระบบสาธารณสุขไทย แพทย์แผนปัจจุบันยังคงลังเลและกังวลที่จะสั่งจ่ายยาสมุนไพร เนื่องจากยังขาดข้อมูลทางสถิติและข้อมูลเชิงประจักษ์ ทำให้สมุนไพรไทยถูกมองเป็นเพียงแค่ยาต้ม

นางรัดเกล้า กล่าวต่อว่า ตนขอเสนอ 5 ข้อเพื่อนำไปพิจารณาต่อในชั้นคณะกรรมาธิการ คือ 1.การคุ้มครองสิทธิชุมชนและแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม ไม่ปล่อยให้เจ้าของภูมิปัญญาเป็นเพียงผู้เฝ้ามองความสำเร็จของผู้อื่น 2.สนับสนุนการวิจัยทางคลินิกอย่างจริงจัง เร่งตั้งศูนย์ไบโอเทคและนาโนเทค เพื่อสกัดสารสำคัญแข่งขันในระดับสากล 3.ลดความซ้ำซ้อนทางกฎหมาย โดยนำหลักการจาก พ.ร.บ.อำนวยความสะดวก มาปรับใช้กับการอนุมัติสิทธิสมุนไพร เพื่อเปิดโอกาสให้กลุ่ม SME และวิสาหกิจชุมชนเติบโต

Advertisement

4.กำหนดสมุนไพรยุทธศาสตร์ชาติ โดยให้ขมิ้นชัน ฟ้าทะลายโจร และกระชายดำ เป็นสินค้าเลขาฯ นำร่อง พร้อมตั้ง KPI ลดการนำเข้ายาต่างประเทศ และ 5.สร้างห่วงโซ่มูลค่า ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อกระจายรายได้สู่เกษตรกร นักวิจัย และผู้ประกอบการอย่างทั่วถึง

ดิฉันเชื่อมั่นว่ากฎหมายฉบับนี้จะเปลี่ยนภูมิปัญญาของบรรพบุรุษไม่ให้เป็นเพียงเรื่องเล่าในอดีต แต่จะกลายเป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์และพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เปลี่ยนไทยจากผู้ขายวัตถุดิบสู่ผู้นำนวัตกรรมสุขภาพในเวทีโลกอย่างยั่งยืน” นางรัดเกล้า กล่าว