หน้าแรก การเมือง นักวิชาการ ชี...

นักวิชาการ ชี้ ไทยช่วยไทยพลัส ไม่ตอบโจทย์ศก.เชิงโครงสร้าง บิดเบือนแข่งขัน กระทบห่วงโซ่คุณค่าศก.

11.06.26 | 12:09 น.

‘รศ.ดร.สุชาติ’ ชี้ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ช่วยกระตุ้นระยะสั้น ไม่ตอบโจทย์เศรษฐกิจเชิงโครงสร้าง บิดเบือนการแข่งขัน กระทบห่วงโซ่คุณค่าทางเศรษฐกิจ

เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน รศ.ดร.สุชาติ ไตรภพสกุล อาจารย์ประจำ คณะการสร้างเจ้าของธุรกิจและการบริหารกิจการ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เปิดเผยว่า โครงการไทยช่วยไทย พลัส มีวัตถุประสงค์ช่วยลดค่าครองชีพของประชาชน โดยภาครัฐร่วมสนับสนุนค่าใช้จ่ายในสัดส่วน 60% ขณะที่ประชาชนร่วมจ่าย 40% เพื่อกระตุ้นการบริโภคและเพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการรายย่อย แต่การให้สิทธิประโยชน์แก่ร้านค้าบางประเภทอาจส่งผลให้ผู้บริโภคตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าจากเงื่อนไขการได้รับเงินสนับสนุนมากกว่าคุณภาพสินค้า ราคา หรือประสิทธิภาพการให้บริการ ส่งผลให้การแข่งขันในระบบเศรษฐกิจเกิดความบิดเบือน และลดประสิทธิภาพของกลไกตลาดเสรี และยังมีความกังวลว่าการกำหนดเกณฑ์สิทธิประโยชน์ตามระดับรายได้ อาจสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการบางส่วนหลีกเลี่ยงการขยายธุรกิจ ไม่เปิดเผยรายได้ที่แท้จริง หรือหลีกเลี่ยงการเข้าสู่ระบบภาษี เพื่อรักษาสถานะการได้รับสิทธิประโยชน์ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า “Threshold Effect”

รศ.ดร.สุชาติ กล่าวต่อว่า ความเสี่ยงอาจเกิดการทำบัญชีหลายชุด การลดการออกใบกำกับภาษี และการหดตัวของฐานภาษีในอนาคต ซึ่งอาจสวนทางกับความพยายามของภาครัฐในการผลักดันระบบภาษีดิจิทัล และ e-Tax Invoice เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา ในมิติการแข่งขันทางธุรกิจ ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดใหญ่ที่อยู่ในระบบภาษีอย่างถูกต้อง อาจได้รับผลกระทบจากการแข่งขันที่ไม่เท่าเทียม ขณะที่ผลกระทบอาจขยายไปตลอดห่วงโซ่คุณค่าทางเศรษฐกิจ ตั้งแต่ภาคการผลิต เกษตรกรรม โลจิสติกส์ ไปจนถึงการจ้างงาน หากกำลังซื้อถูกดึงออกจากธุรกิจในระบบอย่างมีนัยสำคัญ

“แม้มาตรการลักษณะนี้อาจช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในระยะสั้น แต่ไม่ได้ตอบโจทย์ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย เช่น การเพิ่มผลิตภาพแรงงาน การยกระดับเทคโนโลยี การพัฒนาทักษะแรงงาน และการสร้างนวัตกรรม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว” รศ.ดร.สุชาติ กล่าว

รศ.ดร.สุชาติ กล่าวต่อว่า ดังนั้นหากภาครัฐต้องการยกระดับผู้ประกอบการรายย่อยอย่างยั่งยืน ควรมุ่งเน้นมาตรการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เช่น การสนับสนุน Digital Transformation การเข้าสู่ระบบภาษีดิจิทัล การใช้ AI และเครื่องมือเพิ่มผลิตภาพ การพัฒนาทักษะแรงงาน การเข้าถึงแหล่งต้นทุนต่ำ สนับสนุนการส่งออกและการขยายตลาดใหม่ ซึ่งจะช่วยสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนมากกว่าการกระตุ้นการบริโภคเพียงระยะสั้น