ผู้เสียหายคอนเสิร์ต BTS ร้องสส.ปชน. เหตุโดนโกงค่ากดบัตร ด้าน ‘อ.เอท’ มอง ถือเป็นปัญหาสแกมเมอร์ ต้องมีมาตรการจัดการเข้มข้น ขณะที่ ‘กรุณพล’ เผย ต้องพูดคุยกับผู้จำหน่ายตั๋วเพื่อสร้างความเป็นธรรม
เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน เวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา นายกันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ ส.ส.กทม. พรรคประชาชน ในฐานะรองประธานคณะกรรรมาธิการคุ้มครองผู้บริโภค สภาผู้แทนราษฎร รับเรื่องร้องเรียนกรณีการจองตั๋วผ่านช่องทางออนไลน์และผ่านบุคคลที่สาม จนเกิดเป็นเหตุการณ์ที่เรียกว่าสแกมเมอร์โดยตัวแทนผู้เสียหาย กล่าวว่า จากวันที่เริ่มคุยกับแอ๊กเคาต์ที่รับกดบัตรคอนเสิร์ต BTS ในแพล็ตฟอร์ม X ผ่านแอ๊กเคาต์ที่ใช้ชื่อว่าซัมซัม โดยในแอ๊กเคาต์ดังกล่าวรับกดบัตรคอนเสิร์ตตั้งแต่ราคา 300-700 บาท แต่ละโซนจะมีค่าจ้างกดบัตรที่ไม่เหมือนกัน โดยตนได้ดูรีวิวและเห็นว่าแอ๊กเคาต์นี้มีความน่าเชื่อถือมาก จึงมีการแอดไลน์เข้าไปพูดคุยว่าสามารถกดบัตรให้ได้วันไหน ราคาเท่าไหร่ รวมถึงมีการคุยกันเรื่องการโอนค่ามัดจำ ค่ากดบัตร และอีกครึ่งหนึ่งของราคาบัตรคอนเสิร์ต
ตัวแทนผู้เสียหาย กล่าวอีกว่า หลังจากที่ตนได้โอนเงินไป ก่อนถึงวันกดบัตร 1 วัน ทางแอ๊กซัมซัมจะให้ทางเราทราบก่อนว่าเราจะต้องโอนจ่ายเท่าไหร่ และเมื่อถึงวันกดบัตรในช่วงเช้า ตนได้มีการโอนเงินให้แอ๊กซัมซัมเข้าบัญชีที่ 1 ซึ่งเป็นบัญชีในการโอนค่ามัดจำ และบัญชี 2 เป็นการโอนส่วนที่เหลือ เมื่อตนโอนให้ครบแล้ว ทางแอ๊กซัมซัมได้เริ่มปิดบัญชีแอคเคาน์ ตนจึงได้ลงโพสต์ถามว่ามีใครกดบัตรจากร้านนี้บ้าง จากนั้นจึงรวมตัวกันสร้างโอเพ่นแชตรวบรวมผู้เสียหาย เพื่อดูยอดผู้เสียหายและยอดความเสียหาย รวมแล้วกว่าล้านบาท เมื่อสอบถามกับผู้เสียหายคนอื่นๆ จึงได้รู้ว่าบัญชีที่ 1 ได้ทำการโอนให้บัญชีที่ 2 และบัญชีที่ 2 ได้โอนต่อไปถึงบัญชีที่ 3 ผู้เสียหายจึงไปแจ้งความ ตนอยากให้เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์สำหรับคนอื่นๆ ไม่อยากให้เจอเหตุการณ์ลักษณะแบบนี้อีก

ด้าน นายกันต์พงษ์กล่าวว่า เหตุการณ์นี้เป็นวงการสแกมเมอร์ โดยปัญหามาจาก 3 จ. จ.แรก คือจองเอง การจองบัตรเองที่ยาก จองผ่านมือถือ ผ่านคอมพิวเตอร์ต้องใช้อินเตอร์เน็ต สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้เสียหายไม่สามารถจองเองได้ จ.2 คือ จองผ่านคนอื่นนำมาสู่ จ.3 คือเจ็บใจ และอีก 3 จ. ที่จะนำไปสู่คณะกรรมาธิการคุ้มครองผู้บริโภคฯ โดยจ.แรก จำกัดการซื้อตั๋ว เนื่องจากสแกมเมอร์เหล่านี้อาจใช้บอทมาจองแทน อาจแก้โดยการเป็น 1 ไอดี ต่อ 1 ตั๋วหรือไม่ ในบางประเทศอย่างจีนและเกาหลี มีการจำกัดหนึ่งคนต่อ 1 ใบ จ.2 แจ้งไอดี ดิจิทัลไอดีต้องทำ Know Your Customer (KYC) ซึ่งตนเคยได้รับเรื่องร้องเรียนในลักษณะนี้ในสภาสมัยที่ผ่านมา แต่เหตุการณ์ลักษณะนี้ยังคงเกิดขึ้นอีก จึงต้องมีมาตรการที่เข้มข้นขึ้นมากกว่านี้ และจ.3 คือการจัดการ เชิญผู้เกี่ยวข้องกับผู้ให้บริการกิจการด้านการจอง ต้องมีการจัดการเรื่องบอทที่เป็นองค์กรของสแกมเมอร์ รวมถึงการจัดการด้านอื่น ๆ เช่น การสแกนไม่ให้มีการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์มาแทรกแซงการจองบัตร ในนามของกมธ.ผู้บริโภคฯและอนุกมธ. จะนำเรื่องนี้เข้าไปศึกษาเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ขึ้นอีก
นายกันต์พงษ์ กล่าวอีกว่า เรื่องนี้รวมไปถึงกรณีตั๋วเครื่องบินด้วย เนื่องจากบางที่มีราคาที่ต่างกันมาก มีทั้งโควตาเอเจนซี่และโควตาบุคคลทั่วไป ไม่ใช่แค่ตั๋วคอนเสิร์ต แต่หมายรวมถึงตั๋วเครื่องบิน ตั๋วรถไฟ และตั๋วร่วมที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจะต้องมีความเป็นธรรม
ขณะที่นายกรุณพล เทียนสุวรรณ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ในฐานะคณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การหลอกซื้อขายออนไลน์ แต่มีปัญหาทั้งเรื่องจองยาก การอัปราคาตั๋ว ส่งผลให้เกิดตั๋วผีขึ้นมา ตนจะรับหน้าที่ดำเนินการพูดคุยกับตัวแทนของช่องทางจำหน่ายตั๋วต่างๆ โดยช่องทางที่จะแก้ไขคือการที่ 1 คนอาจซื้อได้ไม่เกิน 3 ใบ แต่ต้องยอมรับว่านักท่องเที่ยวต่างชาติและคอนเสิร์ตต่างชาติที่เข้ามาจัดในไทย เนื่องจากในประเทศตัวเองไม่สามารถจัดได้ ต้องเปิดช่องให้ชาวต่างชาติได้เข้ามาดูด้วย แต่ต้องได้รับความเป็นธรรมทั้งนักท่องเที่ยวและคนภายในประเทศไทย รวมถึงผู้จัดคอนเสิร์ตและบริษัทที่ขายบัตรว่าทำอย่างไรให้การซื้อบัตรง่ายและปลอดภัย ตนขอรับเรื่องไปที่กมธ.สื่อสารฯ
เมื่อถามว่า จะจัดการเรื่องการผูกขาดบัตรคอนเสิร์ตอย่างไร นายกรุณพล กล่าวว่า ข้อมูลที่ได้คือผู้จัดบางเจ้าขายบัตรในต่างประเทศส่วนหนึ่ง และนำส่วนหนึ่งมาขายในประเทศ และอีกส่วนหนึ่งนำบัตรมาขายให้กับตัวแทนในไทยจำนวนน้อย เช่น ในกรณีคอนเสิร์ตครั้งล่าสุด ตนขอไม่เอ่ยชื่อ ตนได้ไปพูดคุยกับตัวแทนจำหน่ายของบริษัทหนึ่ง ซึ่งมีตั๋วมาจำหน่ายให้กับผู้ชมคนชาวไทยไม่เกิน 15% ทำให้ปริมาณคนที่ที่ต้องการดูไม่สามารถกดตั๋วได้

นายกรุณพล กล่าวต่อว่า สิ่งที่เราทำได้ได้คือ การออกข้อบังคับทุกคอนเสิร์ตที่เข้ามาในไทย อย่างน้อยต้องมีตั๋วให้คนภายในประเทศไม่น้อยกว่า 50% เนื่องจากบางประเทศไม่อนุญาตให้คอนเสิร์ตที่เป็นคู่จิ้นหรือคอนเสิร์ตที่ฝ่าฝืนขนบธรรมเนียมไม่สามารถจัดในประเทศตัวเองได้ จึงต้องมาจัดในไทย ที่มีค่าใช้จ่ายถูก และต้องการแฟนคลับในประเทศมากกว่าคนที่อยู่ในประเทศ จนทำให้เกิด จำนวนกลุ่มที่ขายในประเทศค่อนข้างน้อย ซึ่งสิ่งเหล่านี้กระทบกับคนดูในประเทศ จึงต้องมีการออกระเบียบในการค้าตั๋ว
นายกรุณพล กล่าวอีกว่า อีกส่วนหนึ่งสำหรับตั๋วอภินันทนาการ ซึ่งเป็นมาตรการของแต่ละบริษัทที่กันตั๋วไว้ให้สปอนเซอร์ เนื่องจากตัวผู้จัดไม่สามารถหาเงินมาบริหารจัดการได้ทั้งหมด จึงจำเป็นต้องมีสปอนเซอร์ในงาน และสปอนเซอร์ต้องการค่าตอบแทนที่นอกเหนือจากการติดป้าย นั่นคือตั๋วคอนเสิร์ตที่จะอภินันทนาการให้กับลูกค้าของสปอนเซอร์นั้นๆ ตรงนี้จำเป็นต้องมีสัดส่วนที่ชัดเจนและมีวิธีการตรวจสอบที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ไม่ใช่การไปถึงหน้างาน แล้วบอกไม่มีตัวคอนเสิร์ต แล้วให้ไปฟ้องร้องเอาหลังจากวันงาน ซึ่งหลายคนมาจากต่างจังหวัด หลายคนเก็บเงินกันมา หลายคนมีโอกาสเดียวในชีวิตที่จะได้เจอ เพราะศิลปินบางคนมาครั้งเดียวและไม่มาอีกเลย ฉะนั้นแล้ว นี่จึงเป็นวิธีการแก้ปัญหาที่ทำให้ทุกคนได้สมประโยชน์พร้อมกัน
นายกรุณพล กล่าวอีกว่า หน่วยงานภาครัฐอยู่ที่ฝั่งเราอยู่แล้ว เราจะออกกฎอย่างไรต้องฟังฝั่งเอกชนด้วย การตั้งกฎแข็งเกินไปหรือหย่อนเกินไป ทำให้ธุรกิจไม่สามารถดำเนินต่อได้ ซึ่งเป็นการผลักให้คอนเสิร์ตระดับโลก ไปจัดที่สิงคโปร์หรือมาเลเซียแทนที่จะเข้ามาในไทย เพราะฉะนั้นการทำธุรกิจจึงต้องทำให้เอกชนสามารถดำเนินการต่อได้ แต่ผู้ชมในประเทศและธุรกิจในประเทศก็ต้องได้รับความเป็นธรรมเช่นกัน




