หน้าแรก การเมือง เปิดเหตุผลคำส...

เปิดเหตุผลคำสั่งศาล กอ.รมน.-ทบ. มีไอโอจริง อังคณา ขอบคุณศาลเป็นที่พึ่ง

11.06.26 | 13:51 น.

เปิดเหตุผลคำสั่งศาล กอ.รมน.-ทบ. มีไอโอจริง อังคณา ขอบคุณศาลเป็นที่พึ่ง

เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ที่ห้องพิจารณาคดี 611 ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก อังคณา นีละไพจิตร ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและสมาชิกวุฒิสภา พร้อมด้วย สุรชัย ตรงงาม ทนายความ เดินทางเข้ารับฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีที่อังคณา และ อัญชนา หีมมิหน๊ะ อดีตอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจังหวัดชายแดนใต้ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแล กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) และ กองทัพบก กรณีจัดทำและเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือน กล่าวหานักปกป้องสิทธิมนุษยชนผ่านสื่อออนไลน์ โดยเฉพาะเว็บไซต์ Pulony.blogspot.com โดยศาลเริ่มอ่านคำพิพากษาเมื่อเวลา 09.35 น.จนเสร็จสิ้นเมื่อเวลา 11.00 น.

“คำพิพากษาแรกที่ยืนยันไอโอมีอยู่จริง”

ทนายชี้ศาลวางบรรทัดฐานใหม่ รัฐต้องรับผิดหากพยานหลักฐานเชื่อมโยงถึงหน่วยงานของรัฐ แม้ไม่มีหลักฐานทางคอมพิวเตอร์โดยตรง ภายหลังฟังคำพิพากษา สุรชัย ตรงงาม ทนายความฝ่ายโจทก์ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า คำพิพากษาในวันนี้ถือเป็นบรรทัดฐานสำคัญของกระบวนการยุติธรรมไทยในการคุ้มครองสิทธิของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน กรณีได้รับผลกระทบจากปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารหรือไอโอ (IO) ที่ก่อให้เกิดความเสียหาย

สุรชัยกล่าวว่า ศาลรับฟังพยานหลักฐานหลายส่วน ทั้งข้อมูลจากรายงานของคณะอนุกรรมาธิการวิสามัญพิจารณางบประมาณ รวมถึงคำให้การของพยานบุคคล อาทิ ข้อมูลจากคุณศิริกัญญา ตันสกุล อดีตรองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ในขณะที่มีการฟ้องคดี และข้อมูลของ คุณรอมฎอน ปันจอร์ ซึ่งยืนยันถึงการมีอยู่ของปฏิบัติการไอโอ และพบความเชื่อมโยงกับหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ โดยเฉพาะ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ศาลจึงวินิจฉัยว่า เมื่อมีความเชื่อมโยงกับหน่วยงานของรัฐ สำนักนายกรัฐมนตรีในฐานะต้นสังกัดต้องร่วมรับผิดในฐานะการกระทำละเมิด และมีคำพิพากษาให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่ อังคณา จำนวน 120,000 บาท และ อัญชนา จำนวน 90,000 บาท พร้อมสั่งให้ลบข้อมูลที่ละเมิดสิทธิทั้งหมดออกจากเว็บไซต์ดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ศาลไม่ได้มีคำพิพากษาตามคำขอให้หน่วยงานของรัฐออกมาขอโทษหรือเผยแพร่คำขอโทษผ่านสื่อสาธารณะ โดยถือเป็นดุลพินิจของศาลนอกจากนี้ ศาลยังออกคำบังคับให้สำนักนายกรัฐมนตรีชำระค่าเสียหายภายใน 30 วัน และดำเนินการลบข้อมูลที่ละเมิดสิทธิภายใน 7 วันนับแต่วันที่มีคำพิพากษา

“คดีนี้ถือเป็นคดีแรกที่ศาลมีคำพิพากษาชัดเจนเกี่ยวกับปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารหรือไอโอ เป็นบรรทัดฐานสำคัญที่ยืนยันว่าปฏิบัติการดังกล่าวมีอยู่จริง และถูกใช้เพื่อด้อยค่า ละเมิดสิทธิ และสร้างความเสียหายต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชน” นายสุรชัยกล่าว

Advertisement

ทนายความฝ่ายโจทก์กล่าวต่อว่า บรรทัดฐานสำคัญอีกประการหนึ่งคือ เมื่อเกิดการกระทำดังกล่าวขึ้นแล้ว ถือเป็นการละเมิดที่ไม่อาจยอมรับได้ และหากก่อให้เกิดความเสียหาย ผู้เสียหายย่อมมีสิทธิได้รับการเยียวยา ทั้งในรูปแบบการชดใช้ค่าเสียหายและการลบข้อมูลที่ไม่ถูกต้องออกจากระบบ

สุรชัยระบุว่า แม้คดีนี้จะเป็นคดีแพ่งและสามารถยื่นฎีกาได้ แต่ต้องได้รับอนุญาตจากศาลฎีกาก่อน โดยจะต้องเป็นประเด็นข้อกฎหมายสำคัญตามเงื่อนไขที่กำหนด ซึ่งตนเห็นว่าคดีนี้ไม่น่าเข้าเกณฑ์ดังกล่าว จึงมีแนวโน้มสูงที่จะสิ้นสุดลงในชั้นศาลอุทธรณ์

“เราค่อนข้างมั่นใจว่าสำนักนายกรัฐมนตรีมีสิทธิยื่นขอฎีกาได้ แต่ในทางปฏิบัติไม่น่าที่ศาลฎีกาจะรับวินิจฉัย ดังนั้นสิ่งที่เราจะดำเนินการต่อคือการติดตามการชำระค่าเสียหายตามคำพิพากษา และเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมาชี้แจงต่อสาธารณะว่าจะมีมาตรการอย่างไรในการป้องกันไม่ให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อนักปกป้องสิทธิในลักษณะเช่นนี้อีก” นายสุรชัยกล่าว

พร้อมกันนี้สุรชัยยังชี้ว่า คำพิพากษาได้วางหลักสำคัญว่า แม้จะไม่มีหลักฐานทางเทคนิคหรือหลักฐานคอมพิวเตอร์ที่ชัดเจน หากพยานแวดล้อมและพยานหลักฐานอื่นสามารถเชื่อมโยงถึงหน่วยงานของรัฐได้ รัฐก็ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำดังกล่าว

“ผู้กระทำความผิดมักไม่เปิดเผยข้อมูลหรือทิ้งหลักฐานโดยตรงไว้ แต่หลักการสำคัญคืออาชญากรรมย่อมทิ้งร่องรอยเสมอ พยานแวดล้อมจึงเป็นหลักฐานสำคัญที่ทำให้รัฐไม่อาจปฏิเสธความรับผิดได้” นายสุรชัยกล่าว
นอกจากนี้ ศาลยังยืนยันสถานะของอังคณาและอัญชนาในฐานะ “นักปกป้องสิทธิมนุษยชน” ซึ่งสอดคล้องกับหลักการและมาตรฐานสากลด้านการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน โดยเห็นว่ารัฐมีหน้าที่ต้องกำหนดมาตรการที่มีประสิทธิภาพในการปกป้องผู้ที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชน

“เราไม่ได้ฟ้องเพื่อเอาชนะ แต่เพื่อยุติการทำไอโอ” อังคณาขอรัฐไม่ฎีกา หวังคดีสิ้นสุดในชั้นอุทธรณ์ ชี้ยุติการคุกคามและฟื้นคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์สำคัญกว่าเงินชดเชย

ด้าน อังคณา นีละไพจิตร กล่าวว่า รู้สึกขอบคุณศาลอุทธรณ์และกระบวนการยุติธรรมที่ให้ความเป็นธรรม เนื่องจากตลอดหลายปีที่ผ่านมา ตนเองตกเป็นเป้าหมายของปฏิบัติการไอโอ ถูกนำข้อมูลไปใช้ในการด้อยค่าและคุกคามทางเพศอยู่เป็นประจำ

“คำพิพากษาในวันนี้ถือเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการคุ้มครองสิทธิของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน เพราะหากแม้แต่คนที่ทำงานเพื่อปกป้องสิทธิของผู้อื่นยังถูกละเมิดโดยไม่มีหน่วยงานใดตรวจสอบหรือยับยั้งได้ การกระทำเช่นนี้ก็จะเกิดขึ้นต่อไปไม่รู้จบ” อังคณากล่าว

อังคณายังเรียกร้องไปยังนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้กำกับดูแลหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ให้มีการยื่นฎีกาคดีนี้ เพื่อให้คดีสิ้นสุดในชั้นศาลอุทธรณ์

เจตนาของการฟ้องร้องไม่ได้ต้องการประจานหน่วยงานรัฐ หรือเรียกร้องทรัพย์สินเงินทอง แต่ต้องการการเยียวยา การฟื้นคืนศักดิ์ศรีควป็นมนุษย์ และต้องการให้ยุติการทำไอโอหรือปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารที่ลดทอนศักดิ์ศรีและละเมิดสิทธิมนุษยชน” อังคณากล่าว

เธอกล่าวด้วยว่า คดีนี้จะเป็นสัญญาณสำคัญให้ผู้ที่ใช้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารเพื่อด้อยค่าผู้อื่นตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อการกระทำของตน และช่วยลดการละเมิดสิทธิผ่านช่องทางออนไลน์ในอนาคต และย้ำด้วยว่ารัฐไม่ควรมองนักสิทธิมนุษยชนเป็นศัตรูแต่ควรเคารพในหน้าที่ของกันและกัน

อังคณาระบุเพิ่มเติมว่า เว็บไซต์ที่ถูกฟ้องร้องในคดีนี้มีลักษณะเป็นพื้นที่สนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ทหาร ขณะเดียวกันก็เผยแพร่ข้อมูลที่มุ่งด้อยค่านักปกป้องสิทธิมนุษยชน ก่อนถูกนำไปขยายผลผ่านเครือข่ายสื่อและเพจต่าง ๆ จนก่อให้เกิดความเกลียดชังในวงกว้าง

“ตลอดหกปีที่ผ่านมา สถานการณ์ไอโอไม่ได้ดีขึ้น กลับยิ่งถดถอย เห็นได้จากกรณีของคุณฐปนีย์ เอียดศรีไชย และนักปกป้องสิทธิมนุษยชนอีกหลายคนที่ถูกคุกคามอย่างต่อเนื่อง หากศาลไม่ออกมาคุ้มครอง คนที่ทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐก็จะตกเป็นเหยื่อของกระบวนการเช่นนี้ไม่สิ้นสุด ” อังคณากล่าว

ในตอนท้าย อังคณาได้ฝากกำลังใจไปยังผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของการคุกคามทางออนไลน์ โดยย้ำว่าทุกคนมีสิทธิที่จะปกป้องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของตนเอง และมีสิทธิเรียกร้องความเป็นธรรม

“ส่วนตัวยังคงเชื่อมั่นว่าศาลยุติธรรมเป็นที่พึ่งของประชาชน และสามารถให้ความเป็นธรรมได้ หากคดีนี้ได้รับความคุ้มครอง คดีอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนก็ควรได้รับความคุ้มครองเช่นเดียวกัน” อังคณากล่าว

“หกปีแห่งการพิสูจน์ความจริง วันนี้ศาลยืนยันแล้วว่าไอโอมีอยู่จริง”
อัญชนาชี้คำพิพากษาจะสร้างมาตรฐานใหม่ให้รัฐและหน่วยงานความมั่นคง ย้ำผู้เสียหายต้องการคำขอโทษและการยอมรับผิด มากกว่าเพียงตัวเงิน

ด้านอัญชนา หีมมิหน๊ะ อดีตอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวว่า รู้สึกขอบคุณศาลอุทธรณ์ที่พิจารณาคดีจนได้รับความยุติธรรม และขอขอบคุณทีมทนายความ รวมถึงองค์กร Protection International (PI) ที่ร่วมต่อสู้คดีนี้มาอย่างยาวนานตลอดระยะเวลากว่า 6 ปี

อัญชนากล่าวว่า ตลอดระยะเวลาการต่อสู้คดีที่ผ่านมา ไม่เคยรู้สึกย่อท้อ แม้การพิสูจน์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารหรือไอโอจะเป็นเรื่องที่ยากอย่างยิ่ง และในช่วงแรกแทบไม่เชื่อว่าจะสามารถพิสูจน์ให้ศาลเห็นถึงการมีอยู่จริงของกระบวนการดังกล่าวได้

“ตลอดหกปีที่ผ่านมา พวกเราอดทนต่อสู้คดีนี้เพื่อพิสูจน์ความจริงเกี่ยวกับปฏิบัติการไอโอ ซึ่งในช่วงแรกเราแทบไม่เชื่อว่าจะสามารถพิสูจน์ได้ในกระบวนการยุติธรรม แต่ในที่สุดศาลได้พิจารณาพยานหลักฐานและมีคำพิพากษาออกมาเช่นนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญอย่างยิ่ง” อัญชนากล่าว

อัญชนาระบุว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ปัจจุบันที่การใช้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารเพื่อคุกคามและด้อยค่าบุคคล โดยเฉพาะนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและผู้ตรวจสอบการทำงานของรัฐ มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา เธอเห็นว่า คำพิพากษาดังกล่าวจะนำไปสู่การสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้แก่สังคม รวมถึงหน่วยงานของรัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะหน่วยงานด้านความมั่นคง ให้ตระหนักถึงผลกระทบและความรับผิดชอบจากการดำเนินปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน

“หวังว่าคำพิพากษานี้จะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงในหน่วยงานด้านความมั่นคง และทำให้หน่วยงานของรัฐตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารต่อผู้ที่ถูกกระทำ” อัญชนากล่าว

อัญชนากล่าวเพิ่มเติมว่า ในประเด็นการเยียวยาผู้เสียหายจากการถูกละเมิดสิทธิผ่านปฏิบัติการไอโอ จำเป็นต้องมีการทำความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับรูปแบบการเยียวยาที่เหมาะสม โดยไม่ควรจำกัดอยู่เพียงเรื่องของตัวเงินเท่านั้นเธอระบุว่า ศาลชั้นต้นเคยวินิจฉัยไว้ว่า การกระทำดังกล่าวมีลักษณะเป็นการกระทำที่โหดร้ายทางจิตใจ และส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสภาพจิตใจของผู้ถูกกระทำ ดังนั้น สิ่งที่ผู้เสียหายต้องการจึงไม่ใช่เพียงการชดใช้เป็นตัวเงิน

“เรื่องเงินไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการมากที่สุด สิ่งที่เราต้องการคือคำขอโทษและการยอมรับความผิดจากรัฐ ในฐานะที่ไม่สามารถควบคุมหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของตนไม่ให้ละเมิดสิทธิของผู้อื่นได้ เพราะคำขอโทษคือการแสดงความรับผิดและเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเยียวยาที่สำคัญ” อัญชนากล่าว

อย่างไรก็ตาม อัญชนากล่าวว่า เบื้องต้นยังคงรู้สึกขอบคุณศาลที่พิจารณาคดีอย่างรอบด้าน จนนำมาสู่คำพิพากษาที่สร้างความยุติธรรมให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบจากปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารในครั้งนี้

PI สดุดีความกล้าหาญของสองผู้หญิงนักปกป้องสิทธิ ระบุถ้าทั้งสองไม่มีความกล้าหาญในการลุกขึ้นมาฟ้องก็จะไม่มีบรรทัดฐานที่เป็นคำพิพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในครั้งนี้

ด้าน ปรานม สมวงศ์ ผู้แทนองค์กร Protection International (PI) กล่าวว่ารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งกับคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่ตระหนักถึงความสำคัญของสิทธิของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน และผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ซึ่งถือเป็นกลุ่มบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในสังคม คำพิพากษาในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมไทยได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า หน่วยงานของรัฐ โดยเฉพาะหน่วยงานด้านความมั่นคง ไม่สามารถใช้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารหรือไอโอเป็นเครื่องมือในการโจมตี ลดทอนความน่าเชื่อถือ หรือขัดขวางการทำงานของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนได้อีกต่อไป

“สิ่งที่สำคัญมากในคำพิพากษาครั้งนี้คือ ศาลได้กล่าวถึงและยอมรับสถานะของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความหมายอย่างยิ่ง เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา คนที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนจำนวนมากต้องเผชิญกับการคุกคาม การโจมตี และความพยายามลดทอนความน่าเชื่อถือจากหน่วยงานรัฐหรือกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับรัฐ” ปรานมกล่าว

ผู้แทนองค์กร Protection International (PI) ระบุว่า สำหรับองค์กร Protection International ซึ่งทำงานด้านการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในหลายประเทศทั่วโลก คำพิพากษานี้ถือเป็นพัฒนาการที่สำคัญของประเทศไทย เพราะเป็นการยืนยันในทางปฏิบัติว่าผู้ที่ลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิของผู้อื่นก็เป็นบุคคลที่ต้องได้รับการคุ้มครองเช่นเดียวกันอย่างไรก็ตามยังมีประเด็นที่น่าเสียดายอยู่บ้าง เนื่องจากในคำฟ้องของโจทก์ได้มีการอธิบายอย่างละเอียดถึงผลกระทบเฉพาะที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ซึ่งแตกต่างจากการคุกคามบุคคลทั่วไป โดยเฉพาะการโจมตีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเพศ การดูหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นผู้หญิง และการสร้างความเกลียดชังผ่านพื้นที่ออนไลน์

“ในคำฟ้องมีการกล่าวถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนไว้อย่างชัดเจน ทั้งในเรื่องการคุกคาม การโจมตีทางเพศ และผลกระทบทางจิตใจที่เกิดขึ้นจากปฏิบัติการไอโอ แต่ในคำพิพากษายังไม่ได้กล่าวถึงมิติการละเมิดสิทธิที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นประเด็นที่สังคมควรให้ความสำคัญต่อไป” ปรานมกล่าว

แม้จะมีข้อสังเกตดังกล่าว แต่ผู้แทนองค์กร Protection International เห็นว่า คำพิพากษาโดยรวมถือเป็นชัยชนะสำคัญของผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนทั้งสองคน และเป็นชัยชนะของหลักการสิทธิมนุษยชนที่ยืนยันว่า ผู้ที่ถูกละเมิดสามารถใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีและสิทธิของตนเองได้

ปรานมกล่าวอีกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากกระบวนการยุติธรรมเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความมุ่งมั่น ความกล้าหาญ และความไม่ยอมจำนนต่อความไม่เป็นธรรมของอังคณาและอัญชนา ที่ตัดสินใจลุกขึ้นต่อสู้กับการละเมิดสิทธิตลอดระยะเวลากว่า 6 ปีที่ผ่านมา

“หากทั้งสองคนเลือกที่จะเงียบ หรือยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น คดีนี้อาจไม่เคยเดินมาถึงจุดนี้ได้เลย สิ่งที่เราเห็นในวันนี้คือผลลัพธ์ของความกล้าหาญในการใช้สิทธิของตนเองเพื่อต่อสู้กับความไม่เป็นธรรม และเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของตนเอง” ปรานมกล่าว

ปรานมกล่าวว่า องค์กร Protection International ขอสดุดีต่อสองผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและขอชื่นชมต่อความอดทน ความเข้มแข็ง และความกล้าหาญของทั้งสองคน ที่ไม่ยอมจำนนต่อการคุกคามและการละเมิดสิทธิ แม้จะต้องเผชิญกับกระบวนการต่อสู้ทางกฎหมายที่ยาวนาน

พร้อมกันนี้ปรานมยังเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเคารพคำพิพากษาของศาล และไม่ดำเนินการยื่นฎีกา เพื่อให้คดีสิ้นสุดลงและเปิดโอกาสให้เกิดกระบวนการเยียวยาอย่างแท้จริง

เราหวังว่า กอ.รมน. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะไม่ยื่นฎีกาคดีนี้ เพราะคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ได้สร้างบรรทัดฐานที่สำคัญต่อสังคมไทยแล้ว สิ่งที่ควรเกิดขึ้นต่อจากนี้คือการแสดงความรับผิดชอบต่อผู้เสียหาย การออกมาขอโทษอย่างเป็นทางการ และการทบทวนแนวปฏิบัติภายในหน่วยงาน เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่เกิดการกระทำในลักษณะเช่นนี้อีก”

ปรานมกล่าวทิ้งท้ายว่า คำพิพากษาคดีนี้ไม่ใช่เพียงชัยชนะของอังคณาและอัญชนาเท่านั้น แต่เป็นชัยชนะของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนทุกคนในประเทศไทย และเป็นสัญญาณสำคัญว่าการคุกคาม การด้อยค่า และการละเมิดสิทธิผ่านปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารไม่ควรได้รับการยอมรับในสังคมประชาธิปไตย

“เราหวังว่าคำพิพากษานี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง ทำให้หน่วยงานรัฐตระหนักถึงหน้าที่ในการคุ้มครอง ไม่ใช่คุกคามนักปกป้องสิทธิมนุษยชน และทำให้ผู้ที่กำลังเผชิญการละเมิดสิทธิกล้าที่จะลุกขึ้นมาใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อปกป้องตนเองมากขึ้น” ปรานมกล่าว