‘ธีระชาติ’ อัดโครงการ TH-AI Passport ปล้นความฝันคนไทย หลังพบข้อพิรุธส่อล็อกสเปก-ไม่คุ้มค่า แค่เช่าจมูกคนอื่นหายใจ เหน็บเซ็นวันนี้ ดีลตั้งแต่เมื่อวานหรือไม่ แนะลงทุนหนุนดิจิทัลจับคู่อุตสาหกรรมเป้าหมายหลักประเทศ หวั่นรัฐละเลงงบไปกับโครงการที่ไม่ได้คิดรอบคอบ แค่แบ่งเค้กก้อนโตกับกลุ่มทุนระบอบสีน้ำเงิน
เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน นายธีระชาติ ก่อตระกูล คณะทำงานผู้นำฝ่ายค้านและทีมนโยบายดิจิทัล พรรคประชาชน เปิดเผยภายหลังร่วมสังเกตการณ์ในเวทีรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการ TH-AI Passport ที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมว่า โครงการนี้ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในสัปดาห์ที่ผ่านมา มีข้อกังวล 2 ประเด็นหลักที่ต้องตั้งคำถามแทนพี่น้องประชาชนคือ 1.ความโปร่งใส เมื่อดู TOR ของโครงการพบความน่าสงสัยว่าส่อไปในทางล็อกสเปกและเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้องอย่างน่าเกลียด เพราะ TOR กำหนดเงื่อนไขว่าบริษัทที่จะเข้าร่วมประมูลต้องเริ่มเปิดให้ผู้ใช้งานลงทะเบียนได้ภายใน 30 วันหลังจากทำสัญญาโครงการระดับ 1,621 ล้านบาท และต้องพร้อมให้บริการภายใน 90 วันหลังจากเซ็นสัญญา ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่แทบเป็นไปไม่ได้ บริษัทที่จะทำได้ต้องรู้ หรือเตรียมการไว้ล่วงหน้าแล้วหรือไม่ หรือนี่จะเป็นการเซ็นวันนี้ ดีลตั้งแต่เมื่อวานหรือไม่
นายธีระชาติกล่าวว่า นอกจากนี้ การยกระดับสเปกอย่างกระโดดจาก 139 TPS (Transactions Per Second) ขึ้นไปเป็น 5,000 TPS ถือเป็นการเพิ่มความสามารถขึ้นหลายเท่าตัว หาก TOR กำหนดขั้นต่ำไว้ระดับหนึ่ง แต่ผู้รับสัญญาเพิ่มประสิทธิภาพให้สูงกว่ามาก ย่อมทำให้เกิดคำถามถึงต้นทุนที่แท้จริงและส่วนต่างมหาศาลที่เกิดขึ้น ซึ่งเงื่อนไขเช่นนี้คงมีแต่บริษัทใหญ่สายป่านยาวกลุ่มเดิมๆ เท่านั้นที่จะเข้ามารับงานได้ เป็นการกีดกันรายย่อยหรือไม่

นายธีระชาติกล่าวอีกว่า 2.ความคุ้มค่า โครงการนี้สะท้อนแนวคิดของรัฐบาลที่เช่าจมูกคนอื่นหายใจ เงินก้อนนี้ใช้แล้วหมดไปภายในแค่ 1 ปี โดยไม่ได้สร้างประโยชน์ที่แท้จริงให้แก่โครงสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลมักพูดถึงการผลักดันประเทศสู่ยุคดิจิทัล แต่ในความเป็นจริงผู้ประกอบการและกลุ่มสตาร์ทอัพสัญชาติไทยกลับไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรมเท่าที่ควร ทั้งที่รัฐบาลสามารถสร้างอุตสาหกรรมดิจิทัลไทยได้ โดยเริ่มจากการให้การสนับสนุนผู้ประกอบการไทยมาช่วยพัฒนาประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขันของประเทศของอุตสาหกรรมต่างๆ รวมถึงประสิทธิภาพภาครัฐของไทย
“หากเรานำงบประมาณกว่า 1,600 ล้านบาทจากโครงการนี้ไปเปลี่ยนเป็นการตั้งกองทุนสนับสนุน โดยมุ่งเน้นการสนับสนุนดิจิทัลที่ไปจับคู่กับอุตสาหกรรมเป้าหมายหลักของประเทศ เช่น เทคโนโลยีการเกษตร เทคโนโลยีการแพทย์และสุขภาพ เทคโนโลยีเพื่อการท่องเที่ยว พัฒนาประสิทธิภาพภาครัฐ เม็ดเงินนี้จะหมุนเวียนและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืนกว่ามาก เงินจำนวนนี้สามารถสร้างประสิทธิภาพและเพิ่มความสามารถการแข่งขันในระยะยาวให้กับประเทศ” นายธีระชาติกล่าว
นายธีระชาติกล่าวต่อว่า ขณะที่นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) อ้างว่าโครงการนี้จะยกระดับศักยภาพการผลิตของประเทศ แต่ท่านต้องเข้าใจก่อนว่า AI เป็นเพียงเครื่องมือ ไม่ใช่ยาสารพัดนึกที่จะเสกความเจริญให้ประเทศได้ และไม่ใช่ว่าเราไม่เห็นด้วยกับ AI แต่ท่านควรลงรายละเอียด ไม่ใช่เอะอะอยากได้อะไรก็ใช้วิธีซื้อเอา แล้วคิดว่ามันจะแก้ปัญหาได้ เช่น ประเทศสิงคโปร์ ที่ไม่ได้เก่งเพราะเขาซื้อซอฟต์แวร์สำเร็จรูป แต่เพราะเขาลงทุนในคน ในศูนย์วิจัยและสร้างระบบนิเวศที่ยั่งยืน นั่นต่างหากคือสิ่งที่งบ 1,600 ล้านบาทควรทำ

นายธีระชาติกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ที่ท่านเคยกล่าวในสภาว่ารัฐดีลตรงไม่ได้ แต่สิงคโปร์กลับเป็นตัวอย่างที่ดีว่าสามารถทำได้ และไม่ใช่แค่นั้น เพราะบริษัท AI ระดับโลกยังเลือกมาลงทุนในสิงคโปร์กว่า 300 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ สร้างงานวิจัย สร้างอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน ซึ่งเรื่องนี้นายไชยชนกยังไม่เคยตอบว่าทำไมท่านจึงเข้าใจผิดได้มากถึงเพียงนี้ การทำโครงการนี้ไม่ต่างอะไรกับการซื้อรองเท้าพรีเมียมแจกห้าล้านคู่แล้วบอกว่าทุกคนจะมีสุขภาพดี แถมแทนที่จะอุดหนุนสร้างอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืนในประเทศ กลับอุดหนุนนายหน้าเพื่อไปซื้อของมาขายอีกต่อ
นายธีระชาติกล่าวด้วยว่า อีกเรื่องที่น่าผิดหวังคือกระทรวงดีอีจัดเวทีรับฟังความเห็นวันนี้ ดูเป็นเพียงพิธีกรรม มีการเชิญผู้เชี่ยวชาญมาร่วมระดมสมอง ออกข่าวประชาสัมพันธ์ใหญ่โต แต่ขณะเดียวกันกลับออกมายอมรับอย่างหน้าตาเฉยว่าได้ลงนามในสัญญาไปแล้ว และอย่างไรก็จะเดินหน้าโครงการนี้ ซึ่งตนก็หวั่นใจว่าเราจะได้เห็นโครงการลักษณะนี้อีกมากภายใต้รัฐบาลระบอบสีน้ำเงิน โครงการที่เอาเงินภาษีที่ประชาชนจ่ายทุกบาทอย่างเหนื่อยยาก ไปละเลงกับโครงการที่ไม่ได้คิดอย่างรอบคอบ ไม่มีความยั่งยืน เป็นเพียงเค้กก้อนโตที่แบ่งกันในกลุ่มพวกพ้องกลุ่มทุนสีน้ำเงิน
นายธีระชาติกล่าวต่อไปว่า สิ่งที่พรรคประชาชนกังวลคือมันจะไม่หยุดแค่โครงการนี้ นี่คือวัฏจักรที่จะวนซ้ำไปเรื่อยๆ เริ่มจากออกแบบโครงการที่ไม่สมเหตุสมผล เขียน TOR ล็อกสเปกเพื่อเอื้อประโยชน์พวกพ้อง พอถูกตั้งคำถามก็จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นเพื่อลดกระแส เมื่อมีใครลุกขึ้นมาตรวจสอบอย่างจริงจังก็ไล่ให้ไปฟ้องศาล ฟ้ององค์กรอิสระ ที่สังคมกังขาว่าถูกระบอบสีน้ำเงินค่อยๆ กินรวบ สุดท้ายไม่มีใครต้องรับผิดชอบ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แล้วก็วนกลับมาทำแบบเดิมกับโครงการหน้า ซึ่งวัฏจักรเช่นนี้จะกัดกินสังคมไทยในระยะยาว
“การใช้เงินไปกับโครงการเช่นนี้เสมือนการปล้นความฝันของคนไทยทั้งอุตสาหกรรม เอาไปให้กลุ่มนายทุน กลุ่มนายหน้า ผูกปิ่นโตสีน้ำเงิน สร้างค่านิยมที่บอกกับคนรุ่นใหม่ว่าต่อให้เด็กไทยที่มีความสามารถ ขยัน และพยายามอย่างยิ่งที่จะเอาชนะด้วยการพัฒนาตัวเอง ก็จะไม่มีวันชนะระบบเส้นสายหรือระบบอุปถัมป์ ที่สนใจเพียงแค่ว่าคุณเป็นลูกใคร คุณสนิทกับกลุ่มไหน มากกว่าคุณมีนวัตกรรมอะไรที่จะทำให้ประเทศนี้ก้าวไปข้างหน้า ท้ายที่สุดประเทศไทยจะไม่สามารถสร้างรากฐานที่เข้มแข็งได้” นายธีระชาติ



