หน้าแรก การเมือง ‘ถา’ แอบกลัวเ...

‘ถา’ แอบกลัวเนื้อหา ‘ร่างรธน.สีน้ำเงิน’ หลัง ส.ว.เปรย ‘ตัด ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์’ – เชื่อ ภท.เล่นเกมดันบาร์ให้ต่ำ

11.06.26 | 18:06 น.

เครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ มอง ‘ร่างฉบับสีน้ำเงิน’ บรมชุ่ย – แอบน่ากลัวเนื้อหา หลัง ส.ว.แว่ววงใน ‘ตัด ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์’ – มองปม ‘ถอนชื่อร่าง พท.’ คือเกมดันบาร์ให้ต่ำลง ส่งสัญญาณ ‘ไม่ให้เลือกตั้ง ส.ส.ร.เด็ดขาด’ ชี้ 5 ภารกิจ พิชิตร่างฉบับประชาชน

เมื่อวันที่ 10 มิถุนายนที่ผ่านมา ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เครือข่ายประชาชนเหนือเพื่อรัฐธรรมนูญใหม่ (D’Conner) จัดเวทีสาธารณะ ‘หมู่เฮาบ่าเอาระบอบสีน้ำเงิน’ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สะท้อนสถานการณ์การส่อกินรวบของ ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ที่นำโดยพรรคภูมิใจไทย

ในตอนหนึ่ง นายณัชปกร นามเมือง หรือ ถา จากเครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ (CALL) กล่าวถึงที่มาของ ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ซึ่งยึดโยงกับ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ที่มีพรรคการเมืองอยู่เบื้องหลัง โดย ส.ว.มีอำนาจในการผ่านหรือคว่ำร่างรัฐธรรมนูญได้

จากนั้นไล่เรียงไปถึง จุดยืนในเชิงหลักการในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ด้วยว่า ส.ส.ร.ต้องมาจากการเลือกตั้ง คำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชน โดย แบ่งเป็น 3 กระบวนการ ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ดังนี้

1.ต้นน้ำ – ส.ส.ร.ต้องมาจากการเลือกตั้ง 100% แบ่งที่มาเป็น 2 ระบบ คือ ส.ส.ร.จังหวัด ตามสัดส่วนราษฎร (ตัวแทนเชิงพื้นที่) และ ส.ส.ร.ปาร์ตี้ลิสต์ (ตัวแทนเชิงประเด็น)

Advertisement

2. กลางน้ำ – การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งบทเรียนที่ผ่านมา เมื่อ ส.ส.ร.ไปตั้งกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กมธ.ยกร่างฯ) ซึ่ง กมธ.ยกร่างฯกลายเป็นผู้มีอำนาจตัวจริง แล้วร่างรัฐธรรมนูญโดยไม่สนใจ ส.ส.ร. ซึ่งไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น จึงกำหนดว่า ส.ส.ร.จะต้องไปทำกรอบเพื่อมากำกับ กมธ.ยกร่างฯ ป้องกันการร่างตามใจ นอกจากนี้ ส.ส.ร.สามารถตั้งกรรมาธิการ เพื่อเรียก กมธ.ยกร่างฯ เข้ามาชี้แจงหรือตอบข้อซักถาม หากเห็นว่าประเด็นที่ร่างไม่ถูกต้อง โดยสามารถเชิญตัวแทนประชาชนเข้าไปหารือได้ นอกจากนี้ ยังกำหนดหลักการด้วยว่า จาก 25 ที่นั่งใน 35 คนของ กมธ.ยกร่างฯ จะต้องมาจากสมาชิก ส.ส.ร. แต่หากเห็นว่าความหลากหลายไม่มากพอ สามารถเพิ่มบุคคลภายนอกเข้าไปร่วมเพิ่มเติมได้ เพื่อสร้างมีส่วนร่วมจากคนทุกกลุ่มได้อย่างแท้จริง

3.ปลายน้ำ – เมื่อร่างแล้วเสร็จ ให้ ส.ส.ร.เห็นชอบเป็นด่านแรก จากนั้นดำเนินการ ‘ทำประชามติ’ เพื่อสอบถามความเห็นของประชาชน เป็นขั้นตอนสุดท้าย

สำหรับกรณีที่ บางพรรค กังวลเรื่องการเลือกตั้ง ส.ส.ร. จะส่อขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ที่ให้อำนาจรัฐสภาในการร่างรัฐธรรมนูญ แต่ระบุถ้อยคำหนึ่งในคำวินิจฉัยฉบับย่อว่า “รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง” ซึ่งถูกหยิบยกมาเป็นประเด็น จนนำมาสู่การถอนชื่อออกจากร่างฯ ฉบับดังกล่าว นั้น

นายณัชปกรกล่าวว่า จากกรณีนี้นำมาสู่ข้อสงสัยว่า แล้วเราจะสามารถเสนอ ‘ส.ส.ร.เลือกตั้งได้หรือไม่’ ต้องบอกว่าจริงๆ แล้ว ‘ประธานรัฐสภาและรัฐสภา’ ไม่ใช่ศาลรัฐธรรมนูญ

“ดังนั้น หากจะบอกว่าร่างฉบับประชาชน อาจขัดคำวินิจฉัย ก็ต้องถามว่า คุณเป็นศาลรัฐธรรมนูญตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่มีอำนาจในการบอกว่า ขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ คือประเด็นแรก ประเด็นที่สองคือ คำวินิจฉัยที่ว่า ‘รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง’ ปรากฏว่า ใน 9 คน มีเพียง 3 คน ที่บอกว่าทำไม่ได้ ซึ่งมันประหลาดมาก เพราะมีแค่เสียงข้างน้อยที่พูดเรื่องนี้ แต่กลับถูกหยิบยกมาเสมือนว่า เป็นการตัดสินใจของเสียงข้างมาก ดังนั้น จึงไม่มีความชอบธรรม

ประเด็นที่ 3 คำวินิจฉัยไม่ได้ให้เหตุผลไว้ ดังนั้น ในมิติของคำวินิจฉัย มีปัญหาอย่างมาก เพราะมาจากเสียงข้างน้อย และยังไม่ได้ให้เหตุผลไว้อีก” นายณัชปกรเผย

โดย นายณัชปกรเสนอ 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1.เริ่มข้อเสนอเขียนรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน 2. ล่ารายชื่อ50,000 รายชื่อ เพื่อยืนยันหลักการ ส.ส.ร.เลือกตั้ง 3.ฝ่าด่านรัฐสภา ชี้ชะตาโมเดล ส.ส.ร. 4.ประชามติรอบ 2 ถามประชาชนเห็นชอบให้มี ส.ส.ร.เลือกตั้ง 5. เข้าคูหาเลือกตั้ง ส.ส.ร.เดินหน้าเขียนรัฐธรรมนูญใหม่

“จะเกิดขึ้นจริงได้ ถ้าประธานรัฐสภาและรัฐสภา ไม่ขวาง โดยได้ยื่น 63 รายชื่อผู้ริเริ่มไปแล้วเมื่อวานนี้ (9 มิ.ย.69) หลังจากนี้ต้องรวบรวมชื่อให้ได้อย่างน้อย 50,000 รายชื่อ เพื่อนำร่างนี้ไปบรรจุในรัฐสภา ซึ่งถ้าประธานรัฐสภาไม่ขวางเรา ก็จะพิจารณาให้ความเห็นชอบ ตั้งแต่วาระ 1 2 3 ตัวร่างฉบับประชาชน ก็จะถูกส่งไปทำประชามติต่อไป” นายณัชปกรเผย

ในช่วงท้าย เมื่อศาสตราจารย์ สมชาย ปรีชาศิลปกุล คณะนิติศาสตร์ ม.เชียงใหม่ สอบถามว่า ดูท่าแล้วพรรคภูมิใจไทย เอาจริงเอาจังในการผลักดันแค่ไหน และถ้าสมมติว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับสีน้ำเงิน สาระสำคัญไหนที่คิดว่าจะเกิดขึ้นบ้าง ?

นายณัชปกรกล่าวว่า ตนเดาว่า ตอนแรกที่ทางพรรคภูมิใจไทยเสนอ เป็นเพราะกลัวเสียหน้า เพราะตอนนั้นมีทั้งเรื่องสงคราม ราคาน้ำมันขึ้น คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มาช่วยเรื่องทุเรียน ก็เฟลอีก กล่าวคือ ไม่มีแต้มบวกเหลืออยู่ อาจจะเห็นว่าเรื่องรัฐธรรมนูญมีเสียงด่าเยอะ ก็เลยทำเรื่องนี้ก่อน เพราะคิดว่าเป็นเรื่องที่ทำได้จริง

“พูดแล้วทำ ทำได้จริง ก็เลยไปชิงเสนอร่างฯ ก่อน แต่ถ้าใครไปอ่านร่างภูมิใจไทย เขาเขียนขัดกันเอง ร่างที่เสนอ บรมชุ่ย คือ ชุ่ยมาก ปฏิบัติจริงไม่ได้ มีการเขียนหลักการที่ขัดแย้งกันเอง ซึ่งสะท้อนว่าไม่ได้จริงจัง เขาแค่เสนอเพื่อเอาหน้าให้รอดไปก่อน

แต่ผมคิดว่าเหตุการณ์ล่าสุดที่เกิดขึ้น ที่ไปถอนรายชื่อจากพรรคเพื่อไทย ผมว่าเขาต้องการจะส่งสัญญาณว่า เขาไม่ได้รีบขนาดนั้นหรอก แต่จะไม่ยอมให้ประชาชนเลือก ส.ส.ร.เด็ดขาด ไม่ว่าจะเลือกโดยอ้อมหรือโดยตรง เขาจะไม่ยอม” นายณัชปกรชี้

นายณัชปกรกล่าวต่อว่า จากตอนแรกที่เห็นแล้วว่า ร่างของพรรคเพื่อไทย มีคูหาให้ประชาชนเลือก ส.ส.ร.ก่อน แต่ที่เขามาถอนชื่อกัน ก็เพราะต้องการดันบาร์ ให้ต่ำลง ตนว่าภูมิใจไทยจะเล่นเกมนั้น

“แต่สิ่งที่มั่นใจชัดเจน คือต่อให้เดินไปข้างหน้า เขาจะไม่ยอมให้มี ส.ส.ร.จากการเลือกตั้งอย่างแน่นอน อีกส่วนที่เป็นหัวใจของเขา คือเรื่อง ‘อำนาจ ส.ว.’ อย่างไรก็จะต้องคงเงื่อนไข ส.ว. ไม่ว่าจะ 1 ใน 3 ใน 4 หรือ 5 เพื่อที่จะเอาไว้คว่ำร่างรัฐธรรมนูญจาก ส.ส.ร.ได้ เขาจะคงไว้แน่นอน”

นายณัชปกรกล่าวต่อว่า ส่วนเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีการเปรยๆ มาจาก ส.ว.บางท่านว่า รอบหน้าอาจจะไม่ให้มี ‘ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์’ ซึ่งก็น่ากลัวอยู่เหมือนกันว่า ส.ส.ร.ที่จะมาจากระบอบสีน้ำเงิน อาจะมีการร่างอะไรที่ดูผิดเพี้ยนอย่างมาก

อ่านข่าว : เครือข่ายประชาชนเหนือฯ ไม่เอา รธน.เปื้อนสีน้ำเงิน ประกาศ ‘ล่า 5 หมื่นชื่อ’ ย้ำจุดยืน ส.ส.ร.เลือกตั้ง 100%