สปสช.แจงกมธ.สธ. แจก ‘ยาฮอร์โมนข้ามเพศ’ สิทธิบัตรทอง หวังลดอันตรายใช้ฮอร์โมนผิดประเภท พาเข้าสู่ระบบคำปรึกษา-ติดตามทางการแพทย์ที่ปลอดภัย
จากกรณีการบรรจุบริการฮอร์โมนสำหรับบุคคลข้ามเพศเป็นสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทอง โดยมีผู้ตั้งคำถามว่าเป็นบริการที่ไม่เกี่ยวข้องกับการรักษาโรค ขณะที่วัคซีนบางชนิดยังไม่สามารถเข้าถึงได้อย่างทั่วถึง ทำให้ นพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ออกมาชี้แจงว่า เรื่องดังกล่าวผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการและอนุกรรมการหลายชุดมาแล้ว โดยมีการถกเถียงและพิจารณาในทุกมิติอย่างรอบด้านนั้น
เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร โดยนายเอกภพ สิทธิวรรณธนะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ระบุทางเฟซบุ๊กถึงสาระจากการประชุมคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข กรณีการบริหารจัดการกองทุนบัตรทอง ดังนี้
1.งบปี 2570 แม้ สปสช.จะได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้นจากปีก่อนประมาณ 10% แต่ยังมีข้อกังวลว่าไม่เพียงพอต่อต้นทุนจริงของระบบบริการ โดยเฉพาะงบผู้ป่วยใน (IP) ที่ยังตั้งอยู่บนระบบงบปลายปิดและอัตราจ่ายที่ไม่สะท้อนต้นทุนจริง ราคากลางสำคัญ เช่น อัตราจ่ายต่อ AdjRW ถูกใช้มายาวนาน ขณะที่โรคมีความซับซ้อนขึ้น ต้นทุนวัสดุอุปกรณ์ เทคโนโลยี เงินเฟ้อ และค่าแรงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เมื่องบที่ระบบจ่ายไม่ครอบคลุมต้นทุนจริง ภาระส่วนเกินจึงถูกถ่ายไปยังโรงพยาบาลรัฐ บุคลากรหน้างาน และท้ายที่สุดคือผู้ป่วยและครอบครัว

2.ระบบบริหารจัดการงบประมาณยังมีหลายจุดที่ควรปรับปรุง ได้แก่
– ระบบข้อมูลสุขภาพดิจิทัลที่ยังขาดมาตรฐานร่วม ทำให้บุคลากรต้องกรอกข้อมูลหลายระบบและเพิ่มภาระงานหน้างาน
– ระบบกำหนดราคากลางที่ไม่ทันต่อต้นทุนบริการจริง
– ระบบปฐมภูมิและงานส่งเสริมป้องกันโรคที่ควรเป็นหัวใจในการลดการป่วยหนักและลดภาระโรงพยาบาล แต่กลับถูกจำกัดด้วยงบประมาณและกำลังคน
– ระบบกำลังคนสุขภาพที่กำลังเผชิญภาวะหมดไฟและลาออก ซึ่งสัมพันธ์โดยตรงกับวิธีจัดสรรงบ ค่าแรง ค่าตอบแทน และการจ้างงานที่ไม่มั่นคง
3.เกณฑ์การพิจารณาชุดสิทธิประโยชน์ยังเป็นคำถามสำคัญ กรณีฮอร์โมนยืนยันเพศ มีกรรมาธิการหลายท่านตั้งคำถามถึงความจำเป็น ทาง สปสช.ชี้แจงว่าชุดสิทธิประโยชน์นี้ตั้งอยู่บนหลักสิทธิสุขภาพ การเข้าถึงอย่างถ้วนหน้า และความเป็นธรรม โดยไม่ได้มองเพียงการจ่ายฮอร์โมน แต่เป็นมาตรการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค เพื่อลดอันตรายจากการใช้ฮอร์โมนผิดประเภท ลดภาวะแทรกซ้อน และพาคนข้ามเพศเข้าสู่ระบบคำปรึกษาและการติดตามทางการแพทย์ที่ปลอดภัย อย่างไรก็ตาม รายละเอียดเชิงเทคนิค เช่น เกณฑ์การพิจารณา หลักฐานวิชาการ และความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ ยังเป็นข้อมูลที่ สปสช.จะต้องจัดส่งให้คณะกรรมาธิการพิจารณาต่อไป

4.ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก ทั้งสังคมสูงวัย ภาระโรคที่ซับซ้อนขึ้น ต้นทุนสาธารณสุขที่เพิ่มขึ้น และข้อจำกัดทางการคลัง กรรมาธิการเห็นตรงกันว่าควรศึกษาเรื่องนี้อย่างเป็นระบบ ทั้งการลดปัจจัยเสี่ยงความเจ็บป่วย พัฒนาระบบข้อมูลสุขภาพ นโยบายกำกับกำลังคนสุขภาพ การเสริมความเข้มแข็งของระบบปฐมภูมิ และการปรับโครงสร้างการคลังของระบบหลักประกันสุขภาพ ผมจึงจะเสนอให้ตั้งอนุกรรมาธิการศึกษาแต่ละประเด็นเป็นการเฉพาะ และยื่นญัตติต่อรัฐสภาเพื่อหาทางออกเชิงระบบต่อไป
ขอบพระคุณ กระทรวงสาธารณสุข สปสช. ชมรม สสจ. ชมรม รพท./รพศ. ประธานเครือข่ายกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย สำนักงบประมาณ ที่สละเวลาอันมีค่าร่วมให้ข้อมูลวันนี้ครับ


