ปชน.เปิดคลิปสงสัยฮั้ว ส.ว. ‘พริษฐ์’ จี้ส่งศาลพิสูจน์ ‘เพื่อไทย’ ล่าชื่อยื่นแก้รัฐธรรมนูญ
เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรค พท. หลังจากชะลอเพื่อปรับแก้เนื้อหาหลังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ถอนรายชื่อ ว่า ขณะนี้พรรค พท.มีคณะทำงานเกี่ยวกับเรื่องนี้ดำเนินการอยู่ โดยจะนำเนื้อหาที่มีการร่างเข้าที่ประชุม ส.ส.ของพรรคในสัปดาห์หน้า
“ถ้าเห็นตรงกันไม่มีอะไรต้องปรับแก้ ก็ล่าลายเซ็น ส.ส.เพื่อยื่นเสนอต่อประธานรัฐสภาต่อไป โดยร่างที่กำลังดำเนินการนั้น จะมีการปรับเนื้อหาในส่วนที่หลายฝ่ายกังวล เช่น ประเด็นที่มาของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ไม่ให้ขัดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ยังคงยึดหลักการความเป็นประชาธิปไตยให้ได้มากที่สุด” นายจุลพันธ์ กล่าวและว่า จะดำเนินการให้ทันกับการพิจารณาในสภาช่วงปลายเดือนมิถุนายนนี้
นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) และประธานวิปฝ่ายค้าน ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้พรรค พท.รวมถึงนายจุลพันธ์ ยังไม่ได้มีการประสานงานมาเพื่อขอให้ร่วมลงชื่อในร่างของพรรค พท.เพิ่มเติม
โดยจุดยืนของพรรค ปชน. ประเด็นแรก พร้อมลงชื่อให้กับทุกร่างที่สอดคล้องกับ 3 หลักการของพรรคเรา คือการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเลือกผู้ร่าง การป้องกันการผูกขาด และไม่เพิ่มอำนาจพิเศษให้กับ ส.ว. ประเด็นที่ 2 การถอนชื่อของพรรค ภท. เหตุผลฟังไม่ขึ้น เพราะร่างของพรรค พท.ไม่ขัดกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ได้เป็นการเลือกตั้งโดยตรง แต่ให้ประชาชนเลือกมาส่วนหนึ่ง แล้วให้รัฐสภาคัดเลือก นอกจากนี้ ส.ส. พรรค ภท.ก็ยังเคยลงมติรับหลักการร่างของพรรค พท. เมื่อปลายปีไปแล้ว ซึ่งมีเนื้อหาในทำนองเดียวกัน
นายพริษฐ์ กล่าวว่า เคารพสิทธิพรรค พท.ในการปรับเนื้อหา แต่ต้องรอการสานจากพรรค พท. ว่า ยังคงต้องการขอให้พรรค ปชน.ร่วมลงชื่อให้หรือไม่ หรือว่าได้รายชื่อจากส่วนอื่นครบแล้ว อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่วาระที่ 1 แล้ว อยากให้สมาชิกรัฐสภารับหลักการทุกร่าง
นอกจากนี้ นายพริษฐ์ยังโพสต์คลิปหลักฐานคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ว่า คลิปนี้เป็นส่วนหนึ่งของข้อมูลที่ได้รับจากผู้ร้องเรียนที่ได้ยื่นหนังสือต่อสภาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เหตุการณ์ในคลิป คือ การเลือก ส.ว. ระดับประเทศ ในวันที่ 26 มิถุนายน ช่วงเวลา 19.00 น. (รอบไขว้) โดยในคลิปปรากฎผู้หญิง 1 คน เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และ ผู้ชาย 1 คน จากการตรวจสอบเบื้องต้นคือ 1 ใน 7 กกต. ที่ได้เดินตรวจสอบและเก็บโพยจากผู้สมัคร พร้อมกล่าวถ้อยคำที่เสมือนเป็นการยอมรับ ว่าการเลือกในวันดังกล่าว มีความสุ่มเสี่ยงจะเป็นการเลือกโดยไม่สุจริต คำถามที่มีจากคลิปดังกล่าวคือ 1.กรรมการ กกต.เห็นอะไรในโพย หรือ เห็นพฤติกรรมประกอบอะไรในวันเลือก ที่ทำให้มีการพูดระหว่างการเก็บโพยว่า “กรุณาเถอะครับ จะเป็น ส.ว. แล้ว เลือกตั้งด้วยความสุจริตเถอะครับ”
นายพริษฐ์ ระบุว่า 2.หลังจากเก็บโพยแล้ว กรรมการ กกต. ได้มีการเรียกประชุมกันระหว่างคณะกรรมการ กกต. โดยทันทีหรือไม่ เพื่อตรวจสอบหลักฐานและพิจารณาดำเนินการตาม พ.ร.ป. ส.ว. มาตรา 59 ที่เปิดช่องให้ กกต. สั่งระงับ ยับยั้ง แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกการเลือกและสั่งให้ดําเนินการเลือกใหม่ได้ หากมีเหตุอันควรสงสัยว่าการเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม 3.หลังจากประกาศผลการเลือก ส.ว.แล้ว คณะกรรมการ กกต.ได้ดำเนินอย่างไรกับโพยที่เก็บมา กกต.ได้มีการตรวจสอบหลักฐานต่อหรือไม่ 4.โพยเหล่านี้ที่เก็บไป และผลการตรวจสอบตามข้อ 3 (หากมี) ถูกรวมอยู่ในสำนวนของคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 และกำลังถูกใช้เพื่อประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการ กกต. ที่จะชี้ขาดในเร็วๆนี้ว่า จะส่งคดีดังกล่าวไปศาลใช่หรือไม่
“กกต.เคยออกแถลงการณ์ในปี 2568 ชี้แจงว่าการนำเอกสารที่จดหมายเลขเข้าไปในสถานที่เลือก ในตัวมันเอง อาจไม่ถือว่าเป็นความผิด แต่แถลงการณ์ดังกล่าว ยังไม่ได้ตอบคำถามหรือข้อสงสัยที่ผมมีเบื้องต้นตามโพสต์นี้ หากมองในภาพใหญ่ การทำหน้าที่ของ กกต. ส่งผลโดยตรงต่อชะตากรรมและกระบวนการยุติธรรมในคดีฮั้ว ส.ว.” นายพริษฐ์ ระบุ
นายพริษฐ์ ระบุอีกว่า หลังจากที่คณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 มีมติชี้มูลความผิดอย่างน้อย 229 คน กลุ่มบุคคลที่จะชี้ขาดว่าจะมีมติเห็นชอบตามคณะไต่สวนเพื่อส่งเรื่องทั้งหมดให้ศาลพิจารณาต่อ หรือจะมีมติเป่าคดีแล้วยกคำร้องของทั้ง 229 คน หรือบุคคลสำคัญบางคน เพื่อให้เรื่องไปไม่ถึงศาล ก็คือ กกต. 7 คน สังคมเริ่มตั้งคำถามว่า เราสามารถไว้วางใจ กกต. ได้แค่ไหน ในการตรวจสอบและชี้ขาดเรื่องคดีฮั้ว ส.ว. อย่างตรงไปตรงมา หาก กกต.ต้องการหลุดพ้นจากข้อครหาดังกล่าว กกต. ควรมีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 เพื่อส่งเรื่องทั้งหมดไปที่ศาล และปล่อยให้เป็นหน้าที่ของศาลในการพิจารณาตัดสินว่าทั้ง 229 คน ดังกล่าวมีการกระทำความผิดจริงหรือไม่

