“อนุทิน” สั่ง จว.ให้ความสำคัญไทยช่วยไทยพลัสเป็นพิเศษ จี้ นอภ.-ปลัดลุยหาชาวบ้านตกหล่น ซัดเดือดปมเลื่อยขาเก้าอี้ผู้ว่าฯภูเก็ต ลั่นรองผู้ว่าฯใหญ่กว่านายกฯ หรือ สั่งปลัดแจงให้ชัดก่อนบินรัสเซีย ฟากปลัด มท.ประกาศหารองผู้ว่าฯ ชื่อสัตว์ทะเล เจ้าตัวขอชี้เเจงเป็นเอกสารหลักฐาน
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 15 มิถุนายน ที่กระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมมอบนโยบายสำคัญของกระทรวงมหาดไทย โดยมีนายพลพีร์ สุวรรณฉวี นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย และผู้บริหารระดับสูง เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียงกัน
โดยก่อนการประชุม นายกฯได้ขอให้ในที่ประชุมยืนสงบนิ่งเพื่อถวายความอาลัยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ก่อนกล่าวว่า เนื่องจากเมื่อวันที่ 11 มิถุนายนที่ผ่านมา ได้สูญเสียสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา นำความโศกเศร้าเสียใจมายังประชาชนทั่วประเทศ จึงขอถือโอกาสนี้น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นพ้นหาที่สุดมิได้ และจะน้อมนำพระปณิธาน อุทิศตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวมมาเป็นแนวทางในการปฏิบัติราชการ เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ประชาชนสืบไป

นายอนุทินกล่าวว่า การประชุมในวันนี้จะเป็นการกำหนดแนวทางมอบนโยบายในการขับเคลื่อนภารกิจสำคัญของกระทรวงมหาดไทย และให้อัพเดตถึงทิศทางของประเทศในภาพรวม ขณะที่นโยบายเร่งด่วน คือทำทันที 5 Plus เป็นกรอบการทำงานที่ครอบคลุมภารกิจสำคัญของกระทรวงมหาดไทยในทุกมิติซึ่งได้แก่ 1.ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ สนับสนุนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและชุมชน 2.แก้ไขปัญหาชุมชนยาเสพติดและชายแดน เน้นสร้างความปลอดภัยและความร่วมมือในระดับพื้นที่ 3.ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน สร้างชุมชนเข้มแข็งเพื่อประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น 4.ป้องกันและจัดการภัยพิบัติและพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน พร้อมรับมือทุกสถานการณ์และพัฒนาเมืองอย่างสมดุล 5.ราชการทันสมัย สะดวกรวดเร็วโปร่งใสเป็นธรรม ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง และเปลี่ยนผ่านภาครัฐเป็นรัฐบาลดิจิทัล
นายอนุทินกล่าวต่อว่า ขอให้ทุกจังหวัดให้ความสำคัญเป็นพิเศษในโครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งเป็นโครงการที่มีวัตถุประสงค์ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนโดยตรง จึงขอให้มีการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนทั้งในส่วนของการให้ข้อมูลความเข้าใจที่ถูกต้องในการเข้าร่วมโครงการ ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการหรือแม้กระทั่งชาวบ้านที่จะใช้สิทธิ รวมถึงให้การสนับสนุนในการดำเนินโครงการลงทะเบียนเรื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งจะครอบคลุมไปถึงไทยช่วยไทยพลัส 30 ล้านคน และในส่วนที่เป็นบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ พร้อมขอให้หลีกเลี่ยงคำว่าบัตรคนจน เพราะจะต้องทำให้เขามีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ ต้องทำให้เขาพ้นจากคำว่าคนจนให้จนได้ภายใต้การบริหารจัดการของเรา ทั้งนี้ หากใครเข้าถึงไทยช่วยไทยพลัสไม่ได้ ขอให้ได้รับการช่วยเหลือจากรัฐในรูปแบบของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่มีจำนวนเงินใกล้เคียงกัน

นายอนุทินกล่าวว่า สิ่งหนึ่งที่ไม่สามารถการ์ดตกได้คือเรื่องภัยพิบัติ ตอนนี้เข้าสู่กลางปีแล้วและเข้าสู่ฤดูฝน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือ ปภ. จะต้องขันนอตให้มีความพร้อม มีการเตรียมการล่วงหน้า มีแผนเผชิญเหตุ รวมไปถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด เรื่องของการเตรียมความพร้อมโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการเตรียมความพร้อมในการช่วยเหลือ พร้อมยกตัวอย่างเรื่องเหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่เมื่อช่วงปีที่ผ่านมา แม้ว่าการช่วยเหลือจะมีความพร้อม แต่ห่วงโซ่วงจรทางอาหาร และปัจจัย 4 ต่างๆ ในช่วงขณะเกิดเหตุการณ์วิกฤตรุนแรงถูกตัดไป ทำให้เห็นว่ามีความเดือดร้อนในช่วง 2-3 วันแรกเป็นอย่างมาก จึงขออย่าให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านอาหารที่จะต้องติดต่อในระดับจังหวัดกับจังหวัด เพื่อส่งต่ออาหารไปยังพื้นที่เกิดเหตุอย่างทันท่วงที ประชาชนจะต้องไม่อดอาหารในช่วงที่มีภัยพิบัติ เราไม่สามารถเอาชนะภัยพิบัติได้ แต่เราจะต้องศึกษาสภาพสิ่งแวดล้อม สาธารณูปโภค โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ของแต่ละจังหวัดที่ไม่เหมือนกัน
นายอนุทินกล่าวอีกว่า ส่วนภารกิจด้านความมั่นคงตามนโยบายของรัฐบาลใน 9 ประเด็น ทั้งการบุกรุกที่ดินสาธารณะ อาชญากรรมออนไลน์ ธุรกิจนอมินีที่ใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง การป้องกันและปราบปรามยาเสพติดการฟอกเงินการปราบปรามอันธพาล การจัดการหนี้นอกระบบ ความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวและการเชื่อมโยงผ่านข้อมูลด้านความมั่นคงที่ได้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมกันระหว่างผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเมื่อวันที่ 21 พ.ค. โดยได้มีการสั่งการให้ทุกจังหวัดดำเนินการอย่างจริงจังตามมิติ 3 ด้าน คือด้านการป้องกัน ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกท่านได้บูรณาการการทำงานร่วมกันในลักษณะทีมจังหวัด ใช้กลไกกำนันผู้ใหญ่บ้านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคประชาชนเป็นเครือข่ายเฝ้าระวังป้องกันภัยคุกคามในทุกรูปแบบ โดยเฉพาะยาเสพติด อันธพาล การบุกรุกที่ดินสาธารณะและธุรกิจนอมินี ตลอดจนอาชญากรรมการกระทำความผิดต่อกฎหมายทุกประเภท และจะต้องสร้างความปลอดภัยให้กับพื้นที่ให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยวด้วย ซึ่งเรื่องนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดจะต้องใส่ใจเป็นอย่างมาก

นายอนุทินกล่าวว่า หากเป็นคดีอุกฉกรรจ์หรือคดีสะเทือนขวัญ ผู้ว่าฯจะต้องใช้กลไกทุกวิถีทางในการประสานกับหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งตำรวจ ทหาร ศาล ถ้าเราทำสำนวนไม่แน่น เกิดเหตุการณ์อย่างที่เกาะพะงัน ชาวต่างชาติเมา แล้วขี่จักรยานยนต์ชนคนที่เป็นแพทย์ สุดท้ายเขาก็เสียชีวิต นี่คือเหตุอุกฉกรรจ์ กว่าจะจับตัวได้ก็มีการเบ่งกันอีก พร้อมย้ำว่าจะไม่ยอมให้คนต่างชาติมารังแกคนไทย นี่คือนโยบายสำคัญของตน ในหน่วยงานที่ตนรับผิดชอบดูแลอยู่ขอให้ถือนโยบายนี้โดยเคร่งครัด ดังนั้นหากมีเหตุอุกฉกรรจ์เช่นนี้ แล้วผู้ต้องหายังประกันได้ด้วยวงเงินแค่ 1 แสนบาท ตนถือว่าผู้ว่าฯยังทำงานไม่เต็มที่ ไม่ว่าท่านจะบอกว่าอำนาจของท่านมีแค่ไหนก็ตามอำนาจอยู่ในกระดาษ แต่บารมีและความใส่ใจอยู่รอบตัวท่าน ตนขอให้มีการดำเนินการทุกอย่างให้คนเห็น ทำให้ความหวั่นเกรงความเสียขวัญของประชาชนหรือความโกรธของประชาชนลดลง และขอให้ผู้การจังหวัดและผู้ว่าราชการจังหวัดทำงานเป็นเนื้อเดียวกัน เพราะตนก็ต้องรับผิดชอบดูแลด้านความมั่นคงในฐานะนายกฯ ทางทหารตนก็กำกับดูแล เราไม่มีรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง เรื่องของความมั่นคงในรัฐบาลชุดนี้ขึ้นตรงกับนายกฯ ทุกหน่วยงาน เพราะฉะนั้นหากเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นก็ขว้างงูไม่พ้นคอ
นายอนุทินกล่าวต่อว่า เมื่อวานนี้ผู้ว่าฯภูเก็ตรายงานตนมา มีใครคนนึงระดับรองผู้ว่าฯ บอกว่าจะย้ายผู้ว่าฯภูเก็ตให้ได้ ให้ช่วยบอกด้วยว่าเป็นรองผู้ว่าฯคนไหนใหญ่ในประเทศนี้ ใหญ่กว่าคนทุกคน ใหญ่กว่านายกฯ หรือเปล่าช่วยพิสูจน์ให้ดูด้วย แบบนี้ไม่ได้ ถ้าท่านรายงานมาแบบนี้ ตนเอาผิดผู้ว่าฯ เพราะต้องกำกับดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาให้ได้ รองผู้ว่าฯคนนี้จะไม่มีทางจะใหญ่กว่าผู้ว่าฯ และอย่ามาเทียบกับนายกฯ และรัฐมนตรี เป็นไปไม่ได้ รายงานแบบนี้ไม่ได้ รับไม่ได้ ผู้ว่าฯภูเก็ตไม่ใช่ผู้ว่าฯธรรมดา เป็นผู้ว่าฯที่ยิ่งใหญ่ หมายความว่าผู้ว่าฯ เบ้ของตน ท่านเป็นอดีตอธิบดีกรมการปกครองมาแล้ว ถ้ามีใครใหญ่กว่าท่าน ย้ายท่านได้ยกเว้นตนก็ให้มันรู้ไป เราจะได้รู้ว่ากระทรวงนี้มันไม่ไหวแล้ว

นายอนุทินกล่าวว่า วันนี้ปลัดกระทรวงมหาดไทยและผู้ว่าฯ จะต้องหารือและมีคำตอบให้กับตนก่อนที่ตนจะเดินทางไปยังรัสเซีย และไม่ขอรอถึงพรุ่งนี้ ฉะนั้นต้องจัดการให้เรียบร้อย ตนไม่ได้ก้าวก่ายหรือแทรกแซง แต่นี่คือนโยบาย มีผู้ใต้บังคับบัญชาคนไหนใหญ่กว่าผู้บังคับบัญชาก็มีอยู่ 2 อย่าง คือสองคนนี้อยู่ด้วยกันไม่ได้แน่ ไม่ผู้บังคับบัญชาถอย ก็คนที่ใหญ่กว่าก็ต้องถอย ก็จะแสดงให้ดู และตนก็จะดูว่าใครใหญ่กว่าปลัดกระทรวงมหาดไทย ก่อนย้ำว่าขอให้ช่วยรายงานให้เหมาะสมด้วย เพราะการรายงานเช่นนี้ในฐานะที่เป็น รมว.มหาดไทย ตนก็รับไม่ได้เช่นกัน เพราะคงมีความเพี้ยนที่เกิดขึ้นในระบบ ที่ผ่านมาอาจมีการปกครองเช่นนี้มา แต่ในวันนี้ไม่มี เราเป็นพี่น้องกันทั้งนั้น ทุกอย่างจะต้องทำตามหน้าที่และภาระความรับผิดชอบ
ด้าน นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าฯภูเก็ต ได้ขอบคุณนายกฯ ที่นึกถึงตนและได้ให้แนวทางปฏิบัติต่อตน ก่อนที่จะรายงานสถานการณ์ถึงคดีชาวต่างชาติในพื้นที่ จ.ภูเก็ต ก่อนย้ำว่าการลงทุนขอให้ทำถูก เราจะอำนวยความสะดวกให้ อะไรที่กฎหมายไทยไม่อนุญาตก็ขออย่าได้ฝืน ถ้าฝืนตนก็จะจับ ตนไม่ขอคุยหรือเคลียร์ ก็จะเป็นปัญหากระทบกระทั่งกันระหว่างนักลงทุนกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ
หลังจากนั้นนายกฯถามนายนิรัตน์ว่าแล้วคนไหนที่จะปลดท่าน ทำให้นายนิรัตน์กล่าวว่า มีนายกฯเพียงคนเดียวที่สามารถปลดได้ นายกฯจึงกล่าวต่อว่าไม่ใช่ ตนส่งสำเนาให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยไปดำเนินการ ทำให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยจึงกล่าวต่อว่า อย่างที่นายกฯบอกหลายครั้ง ผู้ว่าฯเปรียบเสมือนนายกในจังหวัดนั้นๆ ฉะนั้นปัญหาในพื้นที่ท่านจะต้องคลี่คลายให้ได้ และใช้บารมีรอบตัว อย่าให้กระทบกับนายกฯ ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดใดก็ตาม เมื่อมีปัญหาจะต้องแก้ข่าวทันที เพราะจะส่งผลกระทบต่อรัฐบาลว่าไม่จัดการ แต่เรื่องต่างๆ นั้นอยู่ในพื้นที่ของท่าน ผู้ว่าฯจึงต้องใส่ใจ ซึ่งผู้ว่าฯ ผ่านการเป็นรองผู้ว่าฯ มาแล้วทุกท่าน ต้องแจ้งมายังกระทรวง แล้วกระทรวงจะสนับสนุนทุกเรื่อง

จากนั้นนายกฯยังอ่านข้อความทางโทรศัพท์มือถือที่ถูกเผยแพร่ในโซเชียล เช่น ที่หลังโรงพักเชิงทะเลภูเก็ต มีคนสนิทรองผู้ว่าฯ ฝากเจ้าหน้าที่ ก็ถึงว่าทำไมหวงอำนาจ เหมือนหมาหวงชามข้าว ที่ดินป่าไม้ที่เชิงทะเลกว่า 50 ไร่ หน่วยงานในพื้นที่รู้ แต่ไม่มีใครกล้าทำอะไร เพราะเกรงใจรอง แบบนี้ป่าไม้บ้านเราถึงหายไปหมด อันนี้ก็ไม่รู้รองไหน แต่ต้องรู้ให้ได้ พร้อมระบุว่าอะไรพวกนี้เราก็ไม่ได้เชื่อ เพราะสืบสวนสอบสวนได้ ต้องยึดหลักว่าที่ไหนมีควัน ที่นั่นย่อมมีไฟ
นายกฯกล่าวอีกว่า ขอให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยสืบสวนสอบสวนหาความจริง เพราะเหมือนกับว่าผู้ว่าฯและรองผู้ว่าฯไปกันคนละทาง ใหญ่ขนาดไหนก็ต้องว่ากันแล้ว อย่างที่ตนได้ให้นโยบายไปแล้วว่าเรามาปราบผู้มีอิทธิพล และจะปล่อยให้มีอิทธิพลอยู่ในองค์กรของเราเองแบบนี้ได้อย่างไร หันนิ้วชี้ไปหาคนอื่นแล้ว 3 นิ้วทิ่มเข้าหาตัวเองแบบนี้อายคนอื่นเขา ต้องเร่งเดำเนินการเคลียร์เรื่องพวกนี้ออกไป ก่อนหันไปหารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เดือดร้อนไหมสามคนนี้ นายวรศิษฎ์ ภาคใต้ เป็นญาติหรือเปล่า ตนขอให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยดำเนินการเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม
นายกฯยังถามหารองฯซีฟู้ด เคยเห็นหน้ากันหรือเปล่าท่านไหน ตนไม่รู้จัก ด้านปลัดกระทรวงมหาดไทยจึงถามต่อว่าอยู่ไหม ขอให้ชี้แจงถึงกรณีดังกล่าวมา นายกฯถาม 3 ครั้งแล้ว ทำให้นายนิรัตน์ขออนุญาตให้ปลัดกระทรวงตั้งคณะกรรมการระดับรองปลัดกระทรวง ลงมาตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ทำให้นายกฯย้ำว่า ตนพร้อมรับฟังและไม่ได้บอกว่ารองฯซีฟู้ดผิด เพราะเมื่อรับข้อมูลมาต้องการทราบว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร เราต้องไม่ปกป้อง ท่านบอกว่าเขารู้ว่าท่านเป็นน้องผม เขาก็ไม่สน เขาก็จะปล่อยข่าวทั่วเกาะว่าเขาจะย้ายผม แล้วใครปล่อยได้อย่างไรแล้วจะอยู่กันอย่างไร จะย้ายแล้วไปขอใครย้าย เพราะการย้ายผู้ว่าฯจะต้องเข้า ครม. ทำให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยถามย้ำอีกครั้งว่ารองผู้ว่าฯ ท่านใดมีชื่อเล่นเป็นสัตว์ทะเล เพราะนายกฯ ถาม 4 ครั้งแล้ว มีรองผู้ว่าชื่อกุ้งใช่หรือไม่
ทำให้รองผู้ว่าราชการจังหวัดที่มีชื่อเล่นว่า กุ้ง กล่าวว่า ตนชื่อกุ้ง เช่นเดียวกับนายอดุลย์ ชูทอง ที่ชื่อกุ้งเช่นกัน พร้อมกล่าวต่อว่า ตนทนกับกระแสข่าวที่ออกมาทั้งหมดขณะนี้จึงขอความเป็นธรรมกับนายกฯ ขออนุญาตนำเรียนข้อมูลเป็นเอกสาร เนื่องจากมีข้อมูลที่เกี่ยวข้องหลายบุคคล โดยนายกฯขอให้รองฯกุ้ง ส่งหนังสือถึงปลัดกระทรวง โดยยังคงย้ำว่ารองผู้ว่าฯ จะใช้สิ่งใดไปปลดผู้ว่าฯ การพูดถึงสิ่งแบบนี้เหมือนเป็นอากาศธาตุ
“คนที่พูดก็ปัญญาอ่อนเต็มทน จะเอาอะไรไปปลดผู้ว่าราชการจังหวัด มท.1 นั่งหัวโด่ตรงนี้ จะปลดยังไงผมอยากจะรู้ หรือจะปลด มท.1 ของแบบนี้พูดไปอายเขาด้วย เราเป็นข้าราชการ นี่ถือเป็นความผิดพลาดในการบริหารบุคคล” นายอนุทินกล่าว


