‘กลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหาร’ โอด ได้รับผลกระทบไทยช่วยไทยพลัส ขอ รัฐบาลนำธุรกิจขนาดเล็กยอดขายไม่เกินร้อยล้านเข้าโครงการด้วย ด้าน ‘อิสริยะ’ เหน็บ เหมือนลงโทษผู้ประกอบการที่ทำดี แนะ รบ.ปรับเกณฑ์
เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ 15 มิถุนายน ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เงา ครั้งที่ 6 ว่า วันนี้ได้เชิญตัวแทนกลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหาร ซึ่งเป็นกลุ่มร้านอาหารคนตัวเล็ก แต่อยู่ในระบบภาษี ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการไทยช่วยไทยพลัส รวมถึงวิกฤตอีกด้านหนึ่งคือการที่รัฐบาลจะนำโครงการไทยช่วยไทยพลัสเข้าร่วมแพลตฟอร์ม แต่ธุรกิจร้านค้าขนาดเล็กหลายส่วน กำลังโดนแพลตฟอร์มเอาเปรียบ ดังนั้น จึงต้องตั้งคำถามไปยังรัฐบาลว่าสิ่งที่กำลังดำเนินการอยู่มีความเหมาะสมหรือไม่ ตนไม่ได้ค้าน ในส่วนนี้ แต่มองว่ารัฐบาลอย่าทำงานหยาบ ควรทำงานให้ละเอียดและตรงจุดกว่านี้
โดย นายวรันทร แดนใหญ่ กรรมการสมาคมร้านอาหาร กล่าวว่า สภาพเศรษฐกิจของไทยในร้านอาหารระดับ S (SMEs) ยอดขายตกต่อเนื่องมา 2-3 ปี โดยคลื่นลูกใหญ่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือ ช่วงที่มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูง ต้นทุนวัตถุดิบทั้งทางตรงและทั้งอ้อมราคาสูงขึ้น รวมถึงกำลังซื้อของประชาชนลดลง และเมื่อโครงการไทยช่วยไทยพลัสออกมา ซึ่งถูกกำหนดสิทธิ์ว่าร้านอาหารที่จดทะเบียนถูกต้องที่มียอดขายเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี เฉลี่ยแล้ววันละ 5 พันบาท ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ ตนมองว่าร้านก๋วยเตี๋ยวหน้าบ้านยอดขายอาจมากกว่านี้ แต่ไม่ได้เข้าระบบภาษีจึงสามารถเข้าร่วมโครงการนี้ได้
นายวรันทร กล่าวต่อว่า ฉะนั้น จึงอยากให้รัฐบาลเล็งเห็นว่าเมื่อโครงการไทยช่วยไทยพลัสออกมา ทำให้ยอดขายของตนยิ่งตกลงไปอีก เนื่องจากประชาชนที่เข้าร่วมโครงการไปใช้สิทธิ์กับร้านอาหารสตรีทฟู้ดที่เข้าร่วมโครงการ ตนจึงอยากเสนอให้ทางรัฐบาลนำธุรกิจร้านอาหารในระดับ S ที่ยอดขายไม่เกิน 100 ล้านบาท เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัสได้
ขณะที่นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า มาตรการไทยช่วยไทยพลัสที่อนุญาตให้ร้านอาหารที่เป็นบุคคลธรรมดาเข้าร่วมโครงการได้ ตนมองว่าเป็นการลงโทษผู้ประกอบการที่ทำดี โดยในที่นี้หมายถึงร้านอาหารที่ไม่จำเป็นต้องมีขนาดใหญ่ แต่จดทะเบียนนิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทอย่างถูกต้อง มีการเสียภาษีอย่างถูกต้อง แต่รัฐบาลกลับมองว่ากลุ่มที่จดทะเบียนนี้เป็นร้านขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นวิธีคิดที่ขาดรายละเอียด เนื่องจากในความจริง เป็นร้านอาหารระดับ S ไม่ได้เป็นร้านอาหารขนาดใหญ่เสมอไป อย่างที่ตัวแทนสมาคมร้านอาหารได้กล่าวไป
นายอิสริยะ กล่าวต่อว่า ข้อเสนอของตนคือ ในช่วงนี้โครงการอยู่ในช่วงเดือนที่ 1 และยังเหลือเวลาอีก 3 เดือน จึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาลปรับแก้กฎเกณฑ์ของฝั่งร้านค้า ร้านอาหาร โดยให้นิติบุคคลขนาด S ที่จดทะเบียนถูกต้อง ซึ่งมีฐานข้อมูลอยู่ในกรมสรรพากรและกรมพัฒนาธุรกิจการค้าอยู่แล้ว สามารถเข้าร่วมโครงการในช่วงเวลาที่เหลือได้ อีกส่วนหนึ่งคือตัวเลขผู้ลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส โดยตัวเลขลงทะเบียนล่าสุดคือ 26 ล้านคน เท่ากับยังมีอีกประมาณ 4 ล้านคน ที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิ์ ทำให้มีวงเงินเหลือประมาณ 1.6 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลสามารถนำงบประมาณในส่วนนี้มาช่วยผู้ประกอบการ และเป็นการจูงใจให้ร้านอาหารเข้าระบบภาษี




