หน้าแรก การเมือง ชัชชาติ ชี้ เ...

ชัชชาติ ชี้ เด็กคือทรัพยากรล้ำค่าสุด ประกาศดูแลตั้งแต่ 3 เดือน ศานนท์ลงดีเทล 3 หมวด 9 ข้อ

15.06.26 | 18:14 น.

เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน เวลา 15.20 น. ที่มูลนิธิเด็กอ่อนในสลัม (ซอยเสือใหญ่) เขตจตุจักร กรุงเทพฯ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 9 พร้อมทีม ‘กรุงเทพฯ ทำงาน’ หรือผู้บริหาร กทม.ชุดเดิม อาทิ น.ส.ทวิดา กมลเวช และนายศานนท์ หวังสร้างบุญ ดีตรองผู้ว่าฯ ลงพื้นที่มูลนิธิเด็กอ่อนในสลัมฯ แถลงการณ์ชูนโยบายการขยายดูแลเด็กเล็กในกทม. โดยมี ครูต้อ (ศีลดา รังสิกรรพม) ผู้จัดการมูลนิธิฯ ร่วมให้ข้อมูล

สำหรับประเด็นในวันนี้ ทีมกรุงเทพฯ ทำงาน นำเสนอนโยบายการขยายการดูแลเด็กอ่อน-เด็กเล็กใน กทม. จากข้อบัญญัติ กทม. ใหม่ จึงมีแนวคิดจะผลักดันนโยบาย เพราะเป็นปัญหาสำคัญของเมืองที่ไม่ควรถูกมองข้าม ‘เด็กเล็กที่จะมาพัฒนาเมืองต่อไป

นายชัชชาติกล่าวว่า จริงๆแล้วนี่คือเป็นปัญหาใหญ่ อันนี้เป็นปัญหาของเมืองตอนนี้ไม่ได้เกี่ยวกับการเมือง แต่เป็นปัญหาสำคัญของเมือง ปัญหาของเด็กซึ่งพ่อแม่ต้องทำงานแล้วไม่มีใครดูแล  ทำให้หลายคนไม่อยากมีลูก

“คุณภาพการดูแลเด็กที่ผ่านมา ทางสภากทม. เอง ก็ได้ช่วย เพราะเราไม่สามารถมีหน่วยของรัฐที่ดูแลเด็กทั้งหมดได้ อายุ 6 ขวบ มีประมาณ 250,000 คน ต้องมีหน่วยงานเอกชนมาช่วย แล้วเราสนับสนุน เช่นเรื่องค่าอาหาร ค่าผู้ดูแลต่างๆ ที่ผ่านมาต้องขอบคุณทางสภากทม.ในการแก้ข้อบัญญัติ ทำให้เราสามารถสนับสนุนหน่วยงานเอกชนที่ดูแล เด็กก่อนวัยเรียนได้” นายชัชชาติกล่าว


นายชัชชาติกล่าวต่อว่า จะมีอยู่ช่วงหนึ่งช่วงเด็กอ่อน ตั้งแต่ 3 เดือน ซึ่งตรงนี้มีความละเอียดอ่อนกว่าเด็กก่อนวัยเรียน เพราะถือว่าเด็กอนุบาลอาจจะใช้พี่เลี้ยงหนึ่งคนต่อเด็ก 10 คน แต่เด็กอ่อนใช้1ต่อ 5 หรือ 1 ต่อ 3 คน ซึ่งตรงนี้มีแนวทางดำเนินการต่อไป เป็นเรื่องสำคัญตนก็เชื่อว่าเป็นปัญหาของเมือง

Advertisement

“เชื่อว่าแคนดิเดตหลายคนมีนโยบายนี้ อยากให้เห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ ให้พ่อแม่สามารถทำมาหากิน เศรษฐกิจ หารายได้มาเลี้ยงครอบครัวทำให้คุณภาพชีวิตเด็กดีขึ้น” นายชัชชาติกล่าว

ด้าน นายศานนท์ กล่าวว่า นโยบายมีทั้งหมด 3 หมวด 9 ข้อ เรื่องแรกเรื่องขยายการดูแลมากขึ้น เด็กเกิดน้อยลง เมื่อ 4 ปี ที่แล้ว เด็กประมาณ 300,000 คน ตอนนี้เหลือ 250,000 คน ช่วงอายุ 0-6 ขวบ ลดลงประมาณ 17% จาก 4 ปี ที่แล้วเราดูแลเพิ่ม จาก 50,000 คน เป็น 60,000 คน ที่กทม.ดูแลเอง เราตั้งเป้าว่าในหมวดแรก ดูแลจาก 60,000 เป็น 80,000 คน การดูแลเพิ่มอีก 30,000 คน มาจากการขยายผ่านเอกชน ที่อาจารย์ชัชชาติได้กล่าวไว้ข้างต้น

“เรามองว่ามันจะมีหลายโมเดลมาก เช่น การขยายศูนย์เด็กเล็กที่เอกชนดูแลหรือศูนย์นอกชุมชน การขยายบ้านย่าใหญ่หรือคนที่เป็นผู้สูงอายุ ให้เอกชนมาช่วยดูแล การขยายโรงเรียนอนุบาล” นายศานนท์


นายศานนท์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันเราขยายโรงเรียนอนุบาล1 จากสามขวบ ขยายเป็นก่อนอนุบาลหรือว่าเตรียมอนุบาลสองขวบ ก็จะมีการขยายทั้งหมด เพื่อให้การดูแลมากขึ้น มีการบริการทางศูนย์สาธารณสุข ปัจจุบันเรามีศูนย์เด็กอ่อน จาก 3 เพิ่มเป็น 13 แห่ง

เรื่องที่สอง คือเรื่องคุณภาพสำคัญไม่แพ้กัน การดูแลคุณครู และเรื่องของกายภาพศูนย์เด็ก
ในข้อบัญญัติใหม่ก็จะมีตัวระเบียบใหม่จะมีการอุดหนุนคุณครู สัดส่วนของครูที่เล็กลงในช่วงอายุเช่น ช่วงอายุ 3 ขวบขึ้นไปเป็น 1 ต่อ 10 2-3 ขวบ อาจจะเป็นอัตราส่วนที่ลดลง อาจจะเป็น 1 ต่อ 5 3 เดือน อย่างที่ว่า อาจจะเป็น 1 ต่อ 3 เป็นต้น

นายศานนท์ กล่าวต่อว่า มีการดูแลในเรื่องของเงินเดือน คุณครูที่มีวุฒิมากขึ้น ถ้าได้ปริญญาโท เงินเดือนก็มากขึ้น ค่าอุดหนุนอาหารเด็กก็จะมากขึ้น ตรงนี้ก็จะอยู่ในรายละเอียดของระเบียบ ในเรื่องขอกายภาพ ก็จะมีการปรับปรุงอนุบาลในโรงเรียนสังกัดของกรุงเทพฯ เรานำร่องไปแล้ว 7 แห่ง เราจะขยายให้ครบ 50 เขต มีอนุบาลคุณภาพทุกเขต และจะร่วมกับมหาลัยนวมินทร์ ทำสาธิตปฐมวัย จะเป็นโรงเรียนที่ร่วมกับมหาวิทยาลัยผลิตครู” นายศานนท์กล่าว


หมวดสุดท้าย เรื่องของการขยายสนับสนุนคุณพ่อคุณแม่ เปิดพื้นที่เรียนรู้การเล่นอิสระ ให้มีในพื้นที่สวนสาธารณะ ต่างๆทั้ง 53 สวน ของกทม. ศูนย์เด็กเล็กจะมีวัน Pay Day วันที่เราให้เด็กมาเล่น และมีการเปิดห้องสมุดของเล่น

“เราเห็นปัญหาหลักๆ ก็คือคุณพ่อคุณแม่ต้องซื้อของเล่น และสมัยนี้ของเล่นค่อนข้างแพง ห้องสมุดแทนที่จะยืมหนังสือ ให้มีการยืมของเล่น มีการทำห้องเรียนพ่อแม่ ซึ่งจะดูแลเด็ก ตั้งแต่ตั้งครรภ์ จะดูคุณพ่อคุณแม่ว่า อะไรควรทำไม่ควรทำ การดูแลจอตอนนี้เด็กเด็ก โตขึ้นมาผ่านการใช้มือถือ สอนให้พ่อแม่ เข้าใจวิธีการเลี้ยงดูลูกตั้งแต่ตั้งครรภ์จนถึงอายุ 2 ขวบ การดูแลวัคซีนและสุขอนามัยต่างๆ” นายศานนท์กล่าว

จากนั้น นายชัชชาติ กล่าวต่อว่า เด็กเป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุดของเมือง เพราะสุดท้ายแล้วก็จะเป็นผู้ที่จะมาดูแลเมืองเมืองนี้ เราต้องให้ความสำคัญ มีสุภาษิตโบราณบอกว่า เราใช้คนทั้งหมู่บ้าน ในการเลี้ยงเด็ก 1 คน
ทำให้เห็นว่าโครงการต่างๆ ก็มีโครงการหลายเรื่องที่สอดประสานกัน และกทม.เอง คงไม่สามารถทำเองได้หมด


“เอกชนที่เก่งๆอย่างคุณครู ที่ต่างๆก็จะช่วยเราส่งเสริมทำให้เราใช้งบประมาณน้อยลง เหมือนกับมีแรงบวกจากหน่วยงานต่างๆถือว่าเป็นนโยบายสำคัญมากๆสำคัญไม่แพ้กว่ามหาวิทยาลัยระดับโลกหรือว่าโรงเรียนมัธยมระดับสากลหรือโรงเรียนอินเตอร์ต่างๆ เพราะว่าเด็กเขาพัฒนาสูงสุดตั้งแต่ช่วง 0-6 ขวบ เราทำให้ได้ดี หลายโครงการต่อไป” นายชัชชาติกล่าว

นายชัชชาติ กล่าวทิ้งท้ายว่า กังวลว่าคนจะมาใช้สิทธิ์น้อยเพราะว่าจริงๆแล้วผู้ว่าฯต้องประสานงานกับหลายอย่างเพราะเราเอาฉันทามติไปอ้างอิง ไม่ว่าท่านใดก็ตาม เพราะงั้นถ้าเรามีประชาชนออกมาใช้สิทธิ์กันเยอะๆเวลาเราไปคุยกับใครหน่วยงานรัฐบาลหรือหน่วยงานอื่นที่ทำเพื่อประชาชน ถ้าเรามีฐานเสียงประชาชนอยู่ข้างหลังเราเป็นล้านๆคนมันทำให้เรามีพลัง ฉันทามติประชาชนไม่ว่าจะเป็นผู้ว่าฯท่านไหน

“อยากให้ออกมาเลือกกันเยอะๆ ไม่ว่าใครคนที่พวกเราไว้ใจเราคิดว่าจะทำงานได้ แต่ว่าออกมาเพื่อแสดงพลังในระบอบประชาธิปไตย การเลือกตั้งสำคัญเพราะว่าตัวตนเราสำคัญที่สุด” นายชัชชาติกล่าว