‘อนุทิน’ เดินหน้าTH-AI พอใจ ‘รมต.-ปลัดดีอี’ แจง ชี้ต้องทันโลก ปชน.พบพิรุธจ่อยื่นป.ป.ช. โหวตฉลุย ‘นพดล’ นั่งเลขากฤษฎีกา
เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน ที่กระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมมอบนโยบายสำคัญของกระทรวงมหาดไทย (มท.) กล่าวถึงกรณีโครงการ TH-AI Passport จะบานปลายหรือไม่ว่า เราต้องเติบโตไปกับโลก ถามว่าวันนี้ถ้าใครไม่เข้าถึง AI แม้จะไม่ถึงขั้นดับดิ้นสิ้นใจไป แต่จะเป็นคนล้าหลังไม่ทันโลก การดำรงชีวิตของผู้คนในปัจจุบันต้องมีทุกสิ่งที่ประกอบเพื่อให้เราอยู่ในเวทีโลก และมีความพร้อมมากกว่าคนอื่น ซึ่งประเทศไทยมีความมั่นคงเรื่องเทคโนโลยี
เมื่อถามว่า อาจจะไม่ได้มีเสียงคัดค้านเรื่องแนวคิด แต่มีการท้วงติงเรื่องทีโออาร์ ที่อาจมีความเกี่ยวพันกับบุคคลในตระกูลชิดชอบ นายอนุทินกล่าวว่า ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นผู้ดำเนินการ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี เป็นผู้รับผิดชอบ และดำเนินการโครงการนี้ได้อธิบายจนเป็นที่เข้าใจแล้ว ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลจะต้องกังวล คือการดำเนินการด้วยความสุจริตเป็นไปตามระเบียบขั้นตอน และเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามนั้นถือว่าผู้ที่ดำเนินการได้ดำเนินการตามภารกิจที่ได้รับมอบหมาย และนโยบายที่รัฐบาลกำหนดให้ทำ เพราะถ้าไม่ทำจะมีปัญหาเรื่องของผลงาน รวมถึงการประเมิน ทั้งนี้ ยืนยันว่า จะเดินหน้าโครงการ เพราะ AI ไม่ใช่ถามสามคำถามแล้วช้าลงเรื่อยๆ เวลาทำมาหากินรอไม่ได้ถ้าถามต้องตอบทันที ถามวันนี้ตอบเมื่อวาน
ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน(ปชน.) พร้อมด้วย นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ น.ส.รักชนก ศรีนอก ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคปชน. และนายธีระชาติ ก่อตระกูล อดีตผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เงา พรรคปชน. ครั้งที่ 6 ถึงการทุจริตในโครงการ TH-AI Passport
น.ส.รักชนก เปิดหลักฐานซึ่งเป็นเอกสาร Meta Data ของไฟล์เอกสารเริ่มต้นโครงการคลิกออฟ TH-AI Passport ซึ่งน.ส.รักชนกอ้างว่าเป็นเอกสารบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งอักษร B โดยระบุว่า เอกสารดังกล่าวฟ้องให้เห็นว่ามีการสร้างไฟล์ตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2568 แต่จากข้อมูลของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กลับมีการประชาพิจารณ์ในช่วงวันที่ 15 ธันวาคม 2568 และมีการประมูลในช่วงปลายเดือนธันวาคม ซึ่งแปลได้ว่ามีการทำงานกันมาก่อนหน้าที่จะมีการประมูลอยู่แล้ว คิดว่าโครงการนี้มากกว่าคำว่าส่อ แต่เป็นการทุจริตจริงๆ ดังนั้น ขอให้มีการทบทวนทีโออาร์ ทั้งนี้ จะได้นำหลักฐานที่รวบรวมได้ไปยื่นต่อสำนักงานคณะป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ต่อไป
นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ขอเรียกร้องไปยังรัฐบาล 3 ข้อ คือ 1.ระงับโครงการทันที เอาจริงกับการจัดการคอร์รัปชั่น หรือจะลอยตัวอยู่เหนือปัญหา ไม่รู้ ไม่เห็น เพราะต้องเกรงใจลูกชายของคนที่นายกฯ ยังต้องเกรงใจอยู่ 2.ปฏิรูปเงินนอกงบประมาณ และกองทุนดีอีฯ ให้มีความโปร่งใสตรวจสอบได้ และ 3.เปลี่ยนจากการซื้อ เป็นการสร้าง
ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่หนึ่ง เป็นประธานการประชุม พิจารณาบุคคลผู้มีความเหมาะสมเป็นเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยคณะกรรมาธิการสามัญตรวจสอบประวัติความประพฤติ พฤติกรรมทางจริยธรรม ของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อ ในดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา จำนวน 1 คน คือ นายนพดล เภรีฤกษ์ ซึ่งคณะกรรมาธิการได้ดำเนินการตรวจสอบ เสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยขั้นตอนการแถลงรายงานการตรวจสอบของคณะกรรมาธิการ รวมทั้ง การอภิปรายคุณสมบัติของผู้ถูกเสนอชื่อ เป็นการประชุมลับ
จากนั้น เป็นการรับทราบรายงานลับ พร้อมกับลงมติ โดยที่ประชุมมีมติด้วยคะแนนเสียง เห็นชอบ 147 คะแนน ไม่ให้ความเห็นชอบ ไม่มี งดออกเสียง 22 คะแนน ดังนั้นผลการออกเสียงลงคะแนนปรากฏว่า นายนพดล ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาด้วยคะแนนเสียงข้างมาก จึงถือเป็นผู้ได้รับความเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา

