หน้าแรก การเมือง อัยการสั่งฟ้อ...

อัยการสั่งฟ้อง 5 นักปกป้องสิทธิ คดีชุมนุม 50 เมตรรอบทำเนียบ เรียกร้องสิทธิในที่ทำกิน-ชุมชน

16.06.26 | 18:27 น.

อัยการสั่งฟ้องคดีชุมนุม 50 เมตรรอบทำเนียบฯ 5 นักปกป้องสิทธิฯ สมาชิก P-Move พร้อมนัดสอบคำให้การ 5 ส.ค. นี้ ‘จำนงค์’ ลั่นสู้ทุกศาลสร้างบรรทัดฐานเสรีภาพประชาชน ‘ธีรเนตร’ ชี้คดีสร้างภาระประชาชน ขณะที่ PI ย้ำตำรวจมีหน้าที่คุ้มครองการชุมนุมโดยสงบ ไม่ใช่ทำให้ผู้ใช้สิทธิต้องเผชิญภาระในลักษณะคดีฟ้องปิดปาก (SLAPP) ด้านทนายใช้หลักประกันจากกองทุนยุติธรรมยื่นขอปล่อยตัวชั่วคราว

เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 Protection International (PI) รายงานว่า ที่ศาลแขวงดุสิต 5 นักปกป้องสิทธิมนุษยชนจากขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-Move) ประกอบด้วย จำนงค์ หนูพันธ์ ประธานขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-Move) ธีรเนตร ไชยสุวรรณ รองประธาน P-Move และกรรมการสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ (สกต.) สินชัย รู้เพราะจีน ผู้ประสานงานเครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง (คปสม.) สมศักดิ์ บุญมาเลิศ อดีตประธานเครือข่ายสลัม 4 ภาค และ จรัสศรี จันทร์อ้าย กรรมการบริหารสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) เดินทางเข้ารับฟังคำสั่งของอัยการในคดีที่ถูกกล่าวหาว่า ร่วมกันจัดให้มีการชุมนุมสาธารณะในพื้นที่ห้ามชุมนุมภายในรัศมี 50 เมตรรอบทำเนียบรัฐบาล

คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากการชุมนุมของ P-Move เพื่อผลักดันข้อเรียกร้องเกี่ยวกับ สิทธิในที่ดินทำกิน สิทธิชุมชน และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติของประชาชน ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 เมื่อเดือนตุลาคม 2568

ในวันนี้ สมาชิก P-Move พร้อมด้วย ทิตย์ศาสตร สุดแสน และวีรวัฒน์ อบโอ ทนายความจากมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน (CRC) เดินทางมายังศาล โดยมีสมาชิก P-Move และเครือข่ายภาคประชาชนร่วมให้กำลังใจ ก่อนอัยการมีคำสั่งฟ้องจำเลยทั้ง 5 คน

ทนายเผยขั้นตอนต่อไป หลังอัยการสั่งฟ้อง ยื่นประกัน-เข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดี ชี้เป็นคดีเกี่ยวกับเสรีภาพการชุมนุม

Advertisement

ภายหลังอัยการมีคำสั่งฟ้องจำเลยทั้ง 5 คน ทิตศาสตร์ สุดแสน ทนายความจากมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน (CRC) กล่าวว่า ขั้นตอนต่อไปจำเลยจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาล โดยในเบื้องต้นศาลแขวงดุสิตได้นัดสอบคำให้การและตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 5 สิงหาคม 2569 เวลา 09.00 น.

สำหรับขั้นตอนหลังจากนี้ จำเลยทั้ง 5 คนจะต้องเข้าสู่กระบวนการในชั้นศาล โดยศาลจะสอบถามคำให้การของจำเลยว่าจะรับสารภาพหรือปฏิเสธข้อกล่าวหา หากจำเลยให้การปฏิเสธ ศาลจะเข้าสู่กระบวนการกำหนดประเด็นข้อพิพาทและพิจารณาพยานหลักฐาน ก่อนกำหนดวันนัดสืบพยานต่อไป

ทิตศาสตร์กล่าวว่า วันนี้ทีมทนายความได้ใช้หลักประกันจากกองทุนยุติธรรมยื่นขอปล่อยตัวชั่วคราวทั้ง 5 คน แล้วซึ่งทั้งหมดก็ได้รับการปล่อยตัวเพื่อมาสู้คดีได้ตามกระบวนการยุติธรรม

“หลังจากศาลรับฟ้องแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการต่อสู้คดีในชั้นศาล ซึ่งหากจำเลยให้การปฏิเสธ ก็จะต้องเข้าสู่กระบวนการสืบพยาน โดยคาดว่าคดีอาจสามารถดำเนินการแล้วเสร็จภายในปีนี้” ทนายความกล่าว

ทิตย์ศาสตรระบุว่า คดีนี้ไม่ใช่คดีอาชญากรรมโดยแท้ แต่เป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับการใช้สิทธิเสรีภาพในการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ โดยยืนยันว่าการชุมนุมของ P-Move เป็นการชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน

“การจำกัดสิทธิการชุมนุมต้องมีเหตุผลที่ชัดเจนและเป็นกรณีเฉพาะ เพราะการชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ ต้องได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR)” ทนายความกล่าว

“ธีรเนตร” ชี้การดำเนินคดีสร้างภาระประชาชน เรียกร้องยกเลิกกฎหมายชุมนุม

นายธีรเนตร ไชยสุวรรณ กล่าวภายหลังได้รับการประกันตัวแล้วว่า การชุมนุมของ P-Move เป็นการใช้สิทธิของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ เป็นการชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ และไม่มีความรุนแรง
เขากล่าวว่า ที่ผ่านมา P-Move มีการเคลื่อนไหวเรียกร้องแก้ไขปัญหาของประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง แต่ในช่วงรัฐบาลที่ผ่านมา มีการนำพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะมาใช้ดำเนินคดีกับประชาชนมากขึ้น

“รัฐบาลควรใช้กระบวนการรับฟังและแก้ไขปัญหา ไม่ใช่นำกระบวนการทางคดีมาเป็นภาระกับประชาชนที่ออกมาเรียกร้องสิทธิ” ธีรเนตรกล่าว พร้อมระบุว่า ในระยะยาวเราจะมีการผลักดันให้ยกเลิก พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อสิทธิการรวมตัวของประชาชน

“จำนงค์” ชี้ต้องสร้างบรรทัดฐานสิทธิชุมนุม ย้ำจับตาประกาศศาลฎีกาเรื่องคดีฟ้องปิดปาก

จำนงค์ หนูพันธ์ ประธานขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-Move) กล่าวว่า แม้ขณะนี้ภาคประชาชนจะเผชิญกับคดีความจากการเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิอย่างต่อเนื่อง แต่ P-Move ยังคงเดินหน้าต่อสู้ในทุกกระบวนการของศาล เพื่อสร้างบรรทัดฐานเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมของประชาชน

จำนงค์กล่าวว่า ที่ผ่านมา ประธานศาลฎีกาได้มีแนวคิดและมีประกาศเกี่ยวกับแนวทางการพิจารณาคดีที่มีลักษณะเป็น “คดีฟ้องปิดปาก” (Strategic Lawsuits Against Public Participation: SLAPP) ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามว่าหลักการดังกล่าวจะถูกนำมาประกอบการพิจารณาคดีของประชาชนที่ออกมาใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเรียกร้องประโยชน์สาธารณะอย่างไร

“เราต้องดูว่าหลักการที่ประธานศาลฎีกาได้มีแนวทางไว้เกี่ยวกับคดีฟ้องปิดปาก จะสามารถนำมาประกอบกับคดีของประชาชนได้มากน้อยแค่ไหน เพราะสิ่งที่ประชาชนกำลังต่อสู้ไม่ใช่เพียงคดีของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็นการสร้างมาตรฐานว่าสิทธิในการเรียกร้องปัญหาสาธารณะจะได้รับการคุ้มครองอย่างไร”

จำนงค์กล่าวเพิ่มเติมว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ตนเองและสมาชิก P-Move ต้องเผชิญกับคดีความจากการเคลื่อนไหวหลายคดี โดยบางคดีมีทั้งโทษจำคุกและโทษปรับ แม้ศาลจะมีคำสั่งรอลงอาญา แต่เห็นว่าการดำเนินคดีเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อประชาชนที่ออกมาเรียกร้องสิทธิ

“เราจะต่อสู้ตั้งแต่ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ จนถึงศาลฎีกา เพื่อให้เกิดความชัดเจนว่าสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญจะต้องได้รับการคุ้มครอง และไม่ควรถูกจำกัดจนประชาชนไม่สามารถออกมาเรียกร้องปัญหาของตัวเองได้

“จรัสศรี” ห่วงคดีลักษณะฟ้องปิดปาก ทำประชาชนหวาดกลัว ไม่กล้าใช้สิทธิแสดงออก

จรัสศรี จันทร์อ้าย ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและกรรมการบริหารสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) กล่าวว่า รู้สึกกังวลต่อการดำเนินคดีที่เกิดขึ้นกับประชาชนจากการออกมาใช้สิทธิในการชุมนุมและแสดงความคิดเห็น เนื่องจากอาจสร้างความหวาดกลัวและทำให้ประชาชนไม่กล้าออกมาเรียกร้องปัญหาที่ได้รับผลกระทบ

จรัสศรีกล่าวว่า แม้ที่ผ่านมา ศาลยุติธรรมจะมีการสื่อสารถึงความสำคัญในการรับมือกับ คดีฟ้องปิดปาก ซึ่งเป็นคดีที่ถูกใช้เพื่อสร้างภาระ กดดัน หรือทำให้ผู้ที่ออกมาเปิดเผยข้อมูลเพื่อประโยชน์สาธารณะต้องยุติการเคลื่อนไหว แต่ในทางปฏิบัติ ประชาชนยังคงต้องเผชิญกับกระบวนการดำเนินคดีที่สร้างภาระทั้งด้านเศรษฐกิจ เวลา และผลกระทบต่อครอบครัว

“เรามองว่ากรณีนี้มีลักษณะคล้ายกับการฟ้องปิดปาก เพราะเป็นการดำเนินคดีกับประชาชนที่ออกมาใช้สิทธิแสดงออกและเรียกร้องปัญหาสาธารณะ หากประชาชนต้องกลัวว่าจะถูกดำเนินคดีทุกครั้งที่ออกมาเรียกร้อง ก็จะไม่มีใครกล้าออกมาพูดถึงปัญหาที่เกิดขึ้น” จรัสศรีกล่าว

จรัสศรียังกล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า โดยเฉพาะผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนต้องเผชิญภาระหลายด้าน ทั้งการดูแลครอบครัว การทำงาน และค่าใช้จ่ายจากการเดินทางมาต่อสู้คดี จึงเห็นว่ารัฐควรสร้างระบบที่คุ้มครองการใช้สิทธิของประชาชนมากกว่าการใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นภาระต่อผู้ที่ออกมาเรียกร้องความเป็นธรรม
PI ย้ำตำรวจมีหน้าที่คุ้มครองการชุมนุมโดยสงบ ไม่ใช่ทำให้ผู้ใช้สิทธิต้องเผชิญภาระในลักษณะคดีฟ้องปิดปาก (SLAPP)

ด้าน ปรานม สมวงศ์ ผู้แทน Protection International ประเทศไทย กล่าวว่า การชุมนุมโดยสงบเพื่อเรียกร้องสิทธิในที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ สิทธิชุมชน และสิทธิในที่อยู่อาศัย เป็นเสรีภาพที่ได้รับการคุ้มครองทั้งตามรัฐธรรมนูญไทยและกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีหน้าที่อำนวยความสะดวกและคุ้มครองการใช้สิทธิดังกล่าว

แม้คดีจะยังอยู่ในกระบวนการพิจารณา แต่การดำเนินคดีต่อผู้ที่ออกมาใช้สิทธิเพื่อประโยชน์สาธารณะ ย่อมสร้างภาระด้านเวลา ค่าใช้จ่าย รายได้ และผลกระทบต่อครอบครัว ซึ่งเป็นต้นทุนที่ประชาชนต้องแบกรับจากการใช้สิทธิขั้นพื้นฐานของตนเอง

Protection International เห็นว่า คดีที่เกี่ยวข้องกับการใช้เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและการปกป้องประโยชน์สาธารณะ ควรได้รับการพิจารณาโดยคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน หลักความได้สัดส่วน และเจตนารมณ์ของแนวทางศาลยุติธรรมในการป้องกันการใช้กระบวนการทางกฎหมายเพื่อสร้างภาระแก่ผู้ที่ใช้สิทธิเสรีภาพและมีส่วนร่วมในกิจการสาธารณะ ตามแนวทางที่ประธานศาลฎีกาได้วางไว้เกี่ยวกับการรับมือคดีฟ้องปิดปาก (SLAPP)

“สินชัย-สมศักดิ์” ยืนยันเดินหน้าต่อสู้เพื่อปัญหาประชาชน

สินชัย รู้เพราะจีน กล่าวว่า การเคลื่อนไหวของ P-Move เกิดจากปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนทั่วประเทศ และการรวมตัวเป็นช่องทางหนึ่งในการส่งเสียงถึงรัฐบาลแม้จะมีอุปสรรคหรือมีการดำเนินคดี แต่ภาคประชาชนจะยังเดินหน้าสร้างบรรทัดฐานในการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม

ด้าน สมศักดิ์ บุญมาเลิศ กล่าวว่า การดำเนินคดีส่งผลกระทบต่อชีวิตประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องเดินทางมาเรียกร้องปัญหา พร้อมย้ำว่าการชุมนุมเป็นสิทธิของประชาชนในการสะท้อนปัญหาและเสนอแนวทางแก้ไขต่อรัฐ