หน้าแรก การเมือง พริษฐ์ อัดมงค...

พริษฐ์ อัดมงคล ไม่ตอบคือยอมรับ คนในคลิปโพยฮั้ว ดักคอกกต.อย่าใช้ 50 shades of Blue ตัดตอนน้ำเงินอ่อน

17.06.26 | 15:28 น.

‘ไอติม’ ฟาด ‘มงคล’ ไม่ตอบคือยอมรับเป็นคนในคลิปโพยฮั้ว ส.ว. แฉกลุ่มทุนโอนไวโยง ส.ส.-ส.ว.สุราษฎร์ฯ ดักคอ กกต.อย่าใช้ระบบ 50 Shade of Blue ตัดตอนน้ำเงินอ่อนเพื่อเซฟน้ำเงินเข้ม

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 17 มิถุนายน ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ปฏิเสธตอบคำถามหลังมีการเผยแพร่คลิปวิดีโอโพยฮั้วเลือก ส.ว.ว่า ก็งงว่าทำไมถึงย้อนกลับมาที่ตน เพราะตนไม่ใช่คนในคลิป และคำถามที่ตนถามก็ชัดเจนคือแค่จะให้นายมงคลยืนยันว่าบุคคลในคลิปใช่นายมงคลหรือไม่ นายมงคลน่าจะรู้ดีที่สุด แค่ตอบว่าใช่หรือไม่

“แต่ก็เห็นว่าคุณมงคลไม่ได้ตอบ และคิดว่าบางครั้งการไม่ตอบก็เป็นคำตอบแบบหนึ่ง ฉะนั้น เราก็ดูได้จากหลักฐานในคลิป และการไม่ตอบคำถามของประธานวุฒิสภาว่าบุคคลในคลิปก็คือคุณมงคล ผมคิดว่ายิ่งตอกย้ำว่าคำถามที่ผมถามถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตั้งแต่ที่ผมได้เผยแพร่คลิปเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา จนถึงอีกชุดคำถามที่ผมถามประธานวุฒิสภาว่าใช่บุคคลในคลิปหรือไม่ รวมถึงเอกสารที่มีการยื่นกับ กกต.เป็นเอกสารที่เขียนอะไรไว้บ้าง ใครเป็นคนจัดทำ แต่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่ได้รับคำตอบ คนที่ออกมาชี้แจงที่ผ่านมาก็เป็นคนที่ผมไม่ได้ถามและชี้แจงในประเด็นที่ผมไม่ได้ถามเป็นคำถามหลัก” นายพริษฐ์กล่าว

นายพริษฐ์กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 18 มิถุนายน กกต.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะร่วมประชุมกับคณะกรรมาธิการ (กมธ.) กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร โดยวาระที่จะพูดคุยมี 2 เรื่องคือ การตรวจสอบคดีฮั้ว ส.ว. กับตรวจสอบข้อพิรุธในการเลือกตั้งปี 2569 จึงคาดหวังว่า กกต.จะเตรียมคำถามในวันที่ 18 มิถุนายน

เมื่อถามว่า มีหลักฐานที่ชัดเจนกว่านี้หรือไม่ เพราะอาจถูกมองว่าเป็นการกล่าวหาได้ นายพริษฐ์กล่าวว่า หากติดตามการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 14 มิถุนายนที่ผ่านมา จะเห็นว่าคลิปที่ได้เผยแพร่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของชุดข้อมูลและชุดหลักฐานที่ได้รวบรวมมาเพื่อตั้งคำถามถึงการทำหน้าที่ของ กกต. เกี่ยวกับคดีฮั้ว ส.ว. และเข้าใจดีว่า กกต.จะชี้แจงว่าสามารถจดตัวเลขเพื่อกันลืม ซึ่งไม่ได้ผิดกฎหมาย แต่สิ่งที่ตั้งคำถามว่าเหตุการณ์ในคลิปเห็นปฏิกิริยาของ กกต.ที่มีการเรียกเอกสารและตักเตือนผู้สมัครด้วย หากเอกสารที่เก็บไม่ได้มีปัญหาอะไร และพฤติกรรมในวันดังกล่าวไม่ได้มีข้อพิรุธ เหตุใด กกต.จึงเรียกเก็บเอกสารและตักเตือนผู้สมัคร นอกจากนี้ ได้รับทราบมาว่า ในคณะไต่สวนชุดที่ 26 ยังมีเอกสารหลักฐานอีกหลายชุด หลายประเภท เช่น บัตรการลงคะแนนที่ชุดตัวเลขเดิมๆ ปรากฏซ้ำ ซึ่งนำมาคำนวณตามหลักคณิตศาสตร์ สรุปได้ว่าไม่สามารถเกิดขึ้นได้โดยธรรมชาติ แต่มาจากขบวนการจัดตั้ง และจากหลักฐานจัดตั้งคาดว่าในสำนวนจะมีหลักฐานการนัดหมายรวมตัวกันก่อนวันเลือก มีหลักฐานการจ่ายค่าเดินทางให้กลุ่มคนที่อยู่ในกระบวนการจัดตั้ง รวมถึงเส้นทางการเงิน เกี่ยวข้องกับผู้ที่ถูกกล่าวหา

นายพริษฐ์​กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ตามที่ได้รับทราบข้อมูลว่า กกต.จะพิจารณาที่จั จ.สุราษฎร์ธานี เป็นที่แรก โดยได้รับข้อมูลและเบาะแสจากการยื่นคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (วิปฝ่ายค้าน) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเส้นทางการเงินเกี่ยวข้องที่ไหลออกจากกลุ่มทุนกลุ่มหนึ่งที่เป็นผู้สนับสนุน ไปยังหลายเส้นทาง รวมถึงบุคคลที่ขณะนี้เป็น ส.ว.ในจังหวัดดังกล่าว และบุคคลที่เป็นทีมงาน รวมถึง ส.ส.ในจังหวัดดังกล่าว

Advertisement

“อยากให้มองหลักฐานประกอบรวมกันและเห็นพิรุธเกิดขึ้น แล้วตรวจสอบว่า กกต.จะปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาและไม่ตัดตอนกระบวนการยุติธรรม โดยทำให้เรื่องนี้ไปไม่ถึงศาล ล่าสุดเห็นว่าอธิบดีดีเอสไอให้สัมภาษณ์ว่าเหตุการณ์ที่เกิดในคลิป และ กกต.ตั้งคำถาม ไม่เคยถูกรวมในสำนวนที่ดีเอสไอมีการสอบสวน และไม่เคยให้ กกต.คนดังกล่าวมาชี้แจงในฐานะพยาน และต้องถามคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ว่าขณะนี้โพยอยู่ที่ไหน รวมในสำนวนหรือไม่ เหตุการณ์ในวันดังกล่าวรวมอยู่ในสำนวนเพื่อตรวจสอบหรือไม่ ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้รับความชัดเจน” นายพริษฐ์กล่าว

เมื่อถามว่า มองว่าเป็นการยื้อเวลาหรือไม่ นายพริษฐ์กล่าวว่า ตามกรอบกฎหมาย กกต.จำเป็นที่จะต้องมีมติภายใน 90 วัน หลังจากพิจารณาวันแรก และหากตั้งข้อสังเกตดีๆ วันแรกที่ประธาน กกต.ออกมาให้สัมภาษณ์บอกว่าจะมีการพิจารณาแบบจันทร์เว้นจันทร์รวม 12 ครั้ง หากลองบวกตัวเลขจะคิดเป็น 24 สัปดาห์ หรือ 180 วัน จึงตั้งข้อสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น แต่พอผ่านมาไม่มีวันก็มีการเปลี่ยนว่าจะมีการพิจารณาทุกวันจันทร์ ซึ่ง กกต.จะต้องพิจารณาให้เสร็จภายใน 90 วันและเราต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่าทสุดท้ายแล้วจะมีการพยายามตัดตอนกระบวนการยุติธรรม เพื่อทำให้การส่งคำร้องของผู้ถูกกล่าวหาใดที่แม้มีหลักฐานชัดจะไปไม่ถึงฝันหรือไม่

เมื่อถามว่า หากสุดท้ายแล้ว กกต.มีมติว่าเรื่องดังกล่าวไม่มีมูล จะตรวจสอบต่อไปอย่างไร นายพริษฐ์กล่าวว่า เบื้องต้นจะต้องทวงถามเหตุผลและคำอธิบายของ กกต. เพราะคณะไต่สวนชุดที่ 26 ที่เป็นการทำงานร่วมกันของ กกต.และดีเอสไอมีข้อสรุปออกมาว่าหลักฐานมีเพียงพอที่จะเสนอเรื่องไปยังศาลอย่างน้อย 229 คน หาก กกต.จะมีมติออกมาแล้วสวนทางคือไม่มีการส่งคำร้องใดๆ ไปที่ศาล คิดว่า กกต.ต้องอธิบายกับสังคมว่าทำไมจึงตัดสินใจเช่นนั้น

“ผมชวนคิดต่อว่าท้ายที่สุดแล้ว หาก กกต.มีมติส่งเรื่องไปที่ศาลเฉพาะบางคน แล้วมีการเป่าคดีหรือยกคำร้อง คนอีกกลุ่มหนึ่งก็ต้องทวงถามเช่นกันว่าเหตุผลที่ตัดสินใจต่างกันเป็นเพราะความหนักแน่นของหลักฐานต่างกัน หรือเป็นเพราะมีความพยายามสละบางคนในคำร้องแล้วส่งไปที่ศาลเพื่อลดกระแสสังคม หรือปกป้องคนบางคนที่อาจจะอยู่ใกล้ ศูนย์กลางอำนาจมากกว่า ผมใช้คำว่าตอนนี้เราอาจจะมีระบบที่เรียกว่า 50 shades of Blue คือ 50 เฉดของสีน้ำเงิน มีความกังวลใจว่าหากเป็นน้ำเงินอ่อนที่สละได้เรื่องก็อาจจะไปถึงศาล แต่หากเป็นน้ำเงินเข้มที่อยู่ใกล้ชิดกับศูนย์กลางอำนาจจะไปไม่ถึงศาลหรือไม่ ฉะนั้น หาก กกต.มีมติออกมาที่ปฏิบัติกับ 229 คน แตกต่างกัน ก็ต้องทวงถามว่าความแตกต่างนั้นอยู่บนพื้นฐานความหนักแน่นของหลักฐานที่ต่างกัน หรืออยู่ที่ผู้ถูกกล่าวหานั้นใครอยู่ใกล้ชิดศูนย์กลางอำนาจระบอบสีน้ำเงินมากกว่าหรือไม่” นายพริษฐ์กล่าว