ยังไม่เริ่มก็วุ่น “ศุภชัย” ฟาดเดือดกลาง กมธ.ติดงบ-กฎหมาย ปด2 กมธ.ร่วมสอบ TH-AI Passport ก่อนวอล์กเอาต์ หลังถูกปิดไมค์ ฉะ “ไอซ์-โรม” ใช้กรรมาธิการเป็นเครื่องมือการเมือง ขู่อาจผิดข้อบังคับ-จริยธรรม ซัดพรรค ปชน. Set up ประชุม ด้าน “โรม” แจง วาระประชุมเดียวกัน สามารถประชุมร่วมได้ ขณะที่ “ไอซ์” ขอบคุณสมาชิก ขยันขันแข็งการตรวจข้อบังคับละเอียด
เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาการจัด ทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนฯ ที่มี น.ส.รัชนก ศรีนอก ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ประธานกมธ.และกมธ.การกฎหมายการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนฯ มี นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานกมธ. โดยมีวาระพิจารณาเรื่อง TH-AI Passport
โดยทันทีที่เริ่มต้นเปิดการประชุม นายวิทวัส ไตรสรณกุล ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะ กมธ.กฎหมายฯ ได้สอบถามประธานในที่ประชุมว่า ตนไม่ทราบเรื่องว่าจะมีการประชุมร่วมของ 2 กรรมาธิการ จึงอยากให้ชี้แจงว่า ที่เชิญกมธ.กฎหมายฯ มาร่วมประชุมด้วยเหตุผลอะไร ถ้าจะเชิญควรเชิญ กมธ.ศาลฯ หรือไม่ เพราะดูแลเรื่องกองทุน หรือจะเชิญกองทุนดิจิทัล ตนเกิดความไม่สบายใจ จะเชิญใครมาก็น่าจะปรึกษาหารือกันในกมธ. ขออนุมัติ ขอความเห็น ทำให้ น.ส.รักชนก ชี้แจงว่า ในการประชุม กมธ.สัปดาห์ที่แล้ว ได้มีหนังสือนัดประชุม และแจ้งว่า จะมีการประชุมร่วมกับ กมธ.การกฎหมาย ดังนั้นขอให้กลับไปอ่านในหนังสือที่ส่งลงไปในกลุ่มไลน์ เชื่อว่าคนที่ได้อ่านกลุ่มไลน์ ก็ทราบการแจ้งล่วงหน้าแล้ว และทุกครั้ง ที่มีการประชุมได้ให้ฝ่ายเลขาแจ้งส่วนตัวกับ กมธ.ทุกคนอยู่แล้ว
นายวิทวัส ได้ถามเหตุผลที่เชิญ กมธ.กฎหมายฯมา เพราะเหตุผลใด น.ส.รักชนก ชี้แจงว่า มีประชาชนมายื่นเรื่องร้องเรียนต่อ กมธ.การกฎหมายฯ เรื่อง TH- AI Passport
จากนั้น นายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ตนไม่ทราบว่ามีการหารือใน กมธ.ก่อนหรือไม่ว่า จะมีการประชุม 2 คณะ และได้พยายามสอบถามกับเจ้าหน้าที่สภา ก็ทราบว่าประธาน 2 คณะไปหารือกันหลังบ้าน และไม่ได้มีมติออกมาชัดว่าจะรับเรื่อง จึงขอถามว่า เป็นหน้าที่อำนาจของ กมธ.กฎหมายฯ หรือไม่ ตนไม่ได้ว่าไม่มีสิทธิจะยื่น แต่ต้องยื่นเรื่องไปให้กรรมาธิการที่มีหน้าที่โดยตรง เช่น อยากเห็นว่าทุจริตก็ไปยื่น กมธ. ป.ป.ช. หรือ กมธ. ติดตามงบ แต่กมธ.การกฎหมายฯ ไม่ควรจะเอื้อมมือเข้าไปรับในเรื่องที่ไม่ควรจะรับ อย่าไปบอกว่าทุกเรื่องเป็นเรื่องกฎหมาย และบอกว่าเราต้องดำเนินการ ตนไม่เห็นด้วย ซึ่งการดำเนินการของกรรมาธิการคณะต่าง ๆ ต้องยึดหลักตามข้อบังคับ หน้าที่อำนาจของเราคือเสนอแนวทางปรับปรุงกฎหมาย รวมถึงบังคับใช้กฎหมาย ไม่ได้มีหน้าที่จนถึงต้องไปตรวจสอบว่า TOR ถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง และกรณีนี้หากเราไม่มีอำนาจ จะเดินหน้าต่อไปใช่หรือไม่ เพราะเกรงว่า ถ้าเราทำ เราเป็น สส. เป็น กมธ. หากทำผิดข้อบังคับ จะผิดประมวลจริยธรรมหรือไม่
“ผมเข้าใจวันนี้ เป็นที่สนใจของประชาชน ผมไม่ได้ต้องการจะปิดข้อเท็จจริง ปิดปาก แต่ควรจะให้กรรมาธิการ ที่รับผิดชอบโดยตรง เช่น กมธ. ติดตามงบฯ ย้ำว่าการทำหน้าที่ใน กมธ. ติดตามงบฯ เราสลายความเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ผมยืนยันหลักนั้นอยู่“ นายศุภชัย กล่าว

ด้าน นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ส.ส.สุพรรณบุรี พรรคภูมิใจไทย กล่าวท้วงอีกว่า เราเป็น กมธ.กฎหมาย เราเคารพกฎหมายรัฐธรรมนูญ และข้อบังคับในการประชุม วันนี้ตนเกิดความสงสัยคล้ายกับนายศุภชัย ว่าการประชุมร่วมครั้งนี้ ปฏิบัติตามข้อบังคับหรือไม่ เพราะตามข้อบังคับข้อที่ 90 การประชุมร่วมกันจะเป็นกี่คณะ ทุกวันศุกร์จะต้องยื่นไปที่ประธานสภาเพื่อพิจารณาว่าให้มีการประชุมร่วมกันหลายคณะหรือไม่ หากเป็นเรื่องเดียวกันตนเองก็พยายามสอบถามเจ้าหน้าที่ ปรากฏว่าก็ไม่ค่อยชัดเจนว่ามีการยื่นหรือไม่อย่างไร
นายณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า การพิจารณาโครงการ TH – AI Passport เป็นอำนาจหน้าที่ของกมธ.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ซึ่งตนก็ทราบว่ามีการยื่นเรื่องเช่นเดียวกันนี้ เข้าไปสู่กรรมาธิการชุดที่แล้ว และบรรจุระเบียบวาระว่าจะประชุม ทำไมไม่ผนวกรวมให้เป็น 3 คณะเลย ปลัดกระทรวงดิจิทัลดชเพื่อ้ศรษฐกิจและสังคม(ดีอี)จะได้ไม่ต้องมาประชุมทุกสัปดาห์ให้เสียเวลาปฏิบัติหน้าที่
“ผมเห็นด้วยว่าเราพยายามซักฟอกโครงการนี้ ทั้งซักแห้ง ซักเปียก ซักในร้าน มันสะอาดจนไม่รู้จะให้มันสะอาดขนาดไหน จึงขอความชัดเจนด้วยว่าได้ปฏิบัติตามข้อบังคับและระเบียบหรือไม่”นายณัฐวุฒิ กล่าว
ทำให้ นายรังสิมันต์ ชี้แจงว่า มีการตกลงกันว่าจะประชุมกันในวันพฤหัสบดี ซึ่งเราตกลงกันดีว่าจะมีการประชุมตอนบ่าย โดยที่ผ่านมาก็มีการประชุมช่วงบ่ายจริง ที่ผ่านมาตนเคารพข้อตกลง โดยเรามีเรื่องร้องเรียนเยอะมาก ดังนั้นหากไม่ขยันทำงานตอนนี้ คิดว่าเราทำงานไม่ผ่านกับความคาดหวังของประชาชน จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมตนต้องบรรจุวาระเพิ่มเติม กรอบอำนาจหน้าที่ของกมธ. ตนไม่ปฏิเสธว่าตามข้อบังคับข้อที่ 90 (1) เขียนกรอบอำนาจหน้าที่ไว้กว้างๆ ซึ่งทุกคนที่เคยเป็นส.ส.มา น่าจะทราบดีว่า กมธ. การกฎหมายฯ มีกรอบอำนาจหน้าที่ค่อนข้างกว้าง ตนเองไม่จำเป็นต้องมาอ่านข้อบังคับให้ฟัง แต่หากดูในหนังสือเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 ที่มีการร้องเรียนต่อ กมธ.การกฎหมายฯ คือการให้ตรวจสอบกระบวนการข้อทางกฎหมาย และการยุติธรรมโครงการดังกล่าว โดยในกรอบการรับเรื่องร้องเรียน ตนใช้อำนาจประธานกมธ.ในการพิจารณาแล้วว่าเรื่องนี้อยู่ในกรอบอำนาจหน้าที่ที่เราสามารถทำได้ ประกอบกับบรรทัดฐานที่ผ่านมาในหลายกรณี ตนไม่ใช่เคยอยู่กับกมธ.กฎหมายฯ เป็นครั้งแรก เคยผ่านมาแล้วหลายรอบ และผ่านมาหลายประธาน กมธ. ทราบดีว่าเราสามารถพิจารณาเรื่องเหล่านี้ได้
ส่วนทำไมถึงต้องพิจารณาร่วมนั้น นายรังสิมันต์ กล่าวว่า เพราะเป็นเรื่องทำนองเดียวกัน เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับหน่วยงานชี้แจง ซึ่งกมธ. ฎหมายฯและกมธ. ติดตามงบฯได้มีการกำหนดวันพิจารณาในช่วงเวลาเดียวกัน ดูหนังสือที่ออกวันที่ 5 มิถุนายน ที่จะพิจารณาเรื่องนี้ ก็เป็นช่วงเวลาเดียวกันตามข้อบังคับเมื่อเป็นช่วงเวลาเดียวกัน จึงต้องพิจารณาควบคู่กันไปที่ เพราะ กมธ. อว. ไม่ได้อยู่ในนี้ ก็ไปพิจารณาวันอื่น ดังนั้นในข้อบังคับต้องมีการพูดคุยกัน ตนมีการหารือกับ น.ส.รักชนกหลังบ้าน แต่กระบวนการในการดำเนินการ ไม่ได้ดำเนินการเฉพาะการถามเท่านั้น ฝ่ายเลขาฯ จะต้องมีการหารือกัน มีผอ. คอยพิจารณา เพื่อให้เรื่องสอดรับการกระบวนการเหล่านั้น เป็นกระบวนการที่มีการดำเนินการ ดังนั้น ไม่ต้องห่วงเรื่องความชอบ หรือไม่ด้วยข้อบังคับ เพราะชอบแน่นอน แต่ตนเองพร้อมรับในเรื่องต่าง ๆ และยืนยันว่า กระบวนการทั้งหมดเป็นไปโดยชอบตามข้อบังคับ และกระบวนการในนี้เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ชี้แจงจะได้ไม่ต้องเข้ามาหลายครั้ง
ขณะที่ นายปิยรัตน์ จงเทพ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กมธ.กฎหมายฯ ชี้แจงว่า ตนได้อ่านรายละเอียดผู้ร้องติดตามโครงการนี้ รู้สึกว่าหากถามแบบตรง ๆ โดยรัฐธรรมนูญก็ให้อำนาจ กมธ. พอสมควร แม้แต่ข้อบังคับ เมื่อไปดูในรายละเอียด หากจะพิจารณาก็มีประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชน เพราะโครงการนี้ มีการเก็บอัตลักษณ์ข้อมูลประชาชน ดังนั้น เมื่อมีการเก็บข้อมูล ความมั่นใจของประชาชนว่าข้อมูลจะหลุดรั่วหรือไม่ จะมีการปล่อยข้อมูลไปสู่สาธารณะหรือไม่ ไม่ปลอดภัยอย่างไร ก็มีสิทธิในการดำเนินการ จึงคิดว่าเรื่องนี้เข้าองค์ประกอบ และบทบาทหน้าที่ของกมธ.
ทำให้ นายศุภชัย กล่าวอีกว่า แม้จะเขียนมาว่าสามารถให้กมธ. ดำเนินการต่อไปได้นั้น แต่ตนเองคิดว่าเรื่องที่เสนอมา ไม่ใช่หน้าที่อำนาจของ กมธ. การกฎหมายฯ และตนไม่เห็นว่าเรื่องนี้เราควรจะรับเข้ามา ขณะที่ประเด็นของการรับเรื่องเข้ามานั้นประธานมีอำนาจหารือกัน ตนเองว่ามันมีขั้นตอนตามวิธีปฏิบัติของสภา ว่าหากมีประเด็นข้อสงสัย ต้องไม่มีการชี้ขาด ตนเองว่าก่อนการพิจารณาเรื่องนี้ ควรจะต้องเสนอให้ประธานสภาชี้ขาด ว่าอยู่ในอำนาจของใคร เราอย่าพึ่งสรุป เรื่องนี้ผิดหลัก และไม่อยากให้เป็นผลไม้พิษ ที่ติดอยู่กับ กมธ. การกฎหมายฯ เป็นผลไม้เป็นพิษไปถึงต้น ไปถึงดอก ดังนั้น หากจากพิจารณาตรงนี้ ให้คณะกรรมาธิการติดตามงบ หากประธานมีมติให้พิจารณา ก็พิจารณาเรื่องนี้ได้ แต่ตอนนี้ไม่เห็นด้วย
“ผมไม่ได้ห้าม ไม่ได้คัดค้านในการที่จะเอาความจริงเข้ามาสู่การพิจารณา แต่ตนเองถือเรื่องหลักการการดูระเบียบ ข้อบังคับ ไม่ได้เป็นการขัดขวางการพิจารณาเรื่องนี้” นายศุภชัย กล่าว

ขณะที่นายณัฐวุฒิ กล่าวย้ำว่า อยากให้ประธานสภาฯตรวจสอบ และแจ้งให้ กมธ. ที่เกี่ยวข้องทราบ ไม่อยากให้ดำเนินการผิดข้อบังคับ
น.ส.รักชนก กล่าวว่า จากการอ้างว่า เป็นอำนาจประธานสภาฯพิจารณาเรื่องนี้ ตนเข้าใจว่าเรื่องการคัดแยกเรื่องว่าซ้ำซ้อนหรือไม่ ต้องขอขอบคุณนายวิทวัส นายศุภชัย นายณัฐวุฒิ สมาชิกจากพรรคภูมิใจไทย ที่ขยันขันแข็งในการตรวจละเอียดถึงข้อบังคับการประชุมว่าเราสามารถพิจารณาเรื่องนี้ต่อไปได้ ดังนั้นขอให้ฝ่ายเลขานำเอกสารขึ้นชี้แจงว่าเราสามารถประชุมร่วมกันได้
ทำให้นายณัฐวุฒิ ทักท้วงว่า รู้สึกเหมือนว่าประธานจะเสียดสี น.ส.รักชนก จึงถามว่า ”คำไหนคะ“ แต่นายณัฐวุฒิ ไม่ได้ตอบ และกล่าวว่า “ยังมี กมธ. อว. ทำไมไม่ไปปรึกษา ทำไมถึงปรึกษาแต่ กมธ. เฉพาะพรรคประชาชนมา ท่านเอ่ยชื่อพรรคแบบนี้ ท่านตั้งใจจะทำอะไร ท่านทำอะไรกันอยู่พรรคประชาชน คุยกันสองคน” ทำให้น.ส.รักชนก แย้งว่า “ท่านคุมสติก่อนนะคะ”
ทั้งนี้ นายศุภชัย ยังคงทักท้วงประธานในที่ประชุมอย่างต่อเนื่อง จนนายรังสิมันต์ ต้องกดปิดไมค์ถึง 2 ครั้ง เนื่องจากนายศุภชัย ไม่ยอมหยุด และกล่าวว่า ตนพยายามรักษาบรรยากาศการประชุม และอยากให้ทุกคนดูเอกสาร ที่แสดงให้เห็นว่าการประชุมร่วม สามารถทำได้เพราะทำตามข้อบังคับ ตามกระบวนการ ตนคิดว่าไม่มีใครไปฝ่าฝืนข้อบังคับแน่ๆ และการประชุมร่วมไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก ในสภาชุดที่แล้วก็เคยมีการประชุมร่วม อยากให้สบายใจว่าเราไม่ได้ฝ่าฝืนข้อบังคับ ตนรับฟังเรื่องการท้วงติงต่างๆ แต่วันนี้เรามีวาระการประชุมชัดเจน ไม่เช่นนั้น จะกลายเป็นเรื่องของวาระการถกเถียง ว่า เราประชุมร่วมกรรมาธิการกันได้หรือไม่
นายศุภชัย กล่าวย้ำว่า เรื่องนี้ไม่ใช่หน้าที่ของ กมธ.กฎหมาย และขอทักท้วงการประชุมของกมธ.กฎหมาย และหากคิดว่าจะประชุมต่อ โดยมีอำนาจก็ว่าไป แต่ตนเองไม่มีอำนาจเท่าประธาน แต่อยากให้บันทึกไว้เป็นหลักฐาน และใครที่เห็นด้วยกับตนเอง คิดว่าการประชุมวันนี้ กมธ.กฎหมายไม่มีหน้าที่อำนาจในการพิจารณา ก็ให้บันทึกไว้ด้วยก็ได้ และขอให้ที่ประชุมบันทึกในส่วนของตนเอง
อย่างไรก็ตาม ในที่ประชุมยังคงมีการทักท้วงจาก นายณัฐวุฒิ และนายวิทวัส ว่าไม่สามารถประชุมร่วมกันได้ และฝากย้ำว่าให้ส่งเรื่องไปให้ประธานสภาพิจารณาให้มีมติชี้ขาดก่อนจะประชุม
จากนั้น น.ส.รัชนก ได้ชี้แจงถึงหนังสือความเชื่อมโยงว่า สามารถนัดประชุมในวันเดียวกันได้

ขณะที่ นายสนธิญา สวัสดี นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ได้สอบถามน.ส.รักชนก ว่า ที่โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก คำว่า จุ้นคืออะไร และคำว่า เผลอเตะชามข้าวหมา หมายความอย่างไร กรณีคำว่าจุ้น หมายถึงตนหรือไม่ เพราะมีการเชิญตนเข้าร่วมประชุมด้วย
น.ส.รักชนก จึงตอบว่า เข้าใจว่าคำว่าจุ้นเป็นพาดหัวข่าว ต้องไปทำหนังสือถามสำนักข่าว ไม่ทราบว่าพาดหัวข่าวอย่างไร ก่อนที่จะให้ปลัดกระทรวงชี้แจงถึงวาระการประชุม แต่นายสนธิญา ยังแย้งว่า หากให้ตาไปถามสำนักข่าว ตนเองขอไม่เข้าร่วมการประชุม ทำให้ น.ส.รัชนก ผายมือ และกล่าวว่า “เชิญค่ะ ประตูอยู่ด้านนี้” และเข้าสู่วาระการประชุม ทำให้ที่ประชุมถกเถียงการกันก่อนจะเข้าวาระมากกว่า 30 นาที
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังนายศุภชัยออกจากห้องประชุมไปได้ประมาณ 30 นาที ได้กลับเข้าห้องประชุมอีกครั้ง นายศุภชัยได้ขัดจังหวะระหว่างที่ น.ส.รักชนกกำลังพูดเล่าย้อนไทม์ไลน์ TH-AI Passport โดยแย้งว่าวันนี้เป็นการเชิญหน่วยงานมาชี้แจง แต่ไม่ควรทำเหมือนกำลังแถลงข่าวให้สื่อมวลชนฟัง เพราะจะไปเสียเวลาในการมาชี้แจงของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ขณะที่ นายรังสิมันต์ แย้งว่า หากมองว่า น.ส.รัชนก ทำผิดควรจะประท้วงว่าน.ส.รัชนกทำผิดข้อบังคับข้อใด ซึ่งตนมองว่าน.ส.รัชนกมีสิทธิ์ที่จะนำเสนอข้อมูล ขณะที่หน่วยงานที่มาชี้แจงก็สามารถที่จะชี้แจงได้อยู่แล้ว ขอให้ทุกคนอดทนฟังน.ส.ชนกชี้แจงให้จบเพื่อให้บรรยากาศได้เดินหน้าต่อ
นายศุภชัยได้ประท้วงอีกครั้งหลัง น.ส.รัชนกได้นำเอกสารพีโออาร์ ของสองโครงการคือ TH-AI Passport และของ อว. ขึ้นสไลด์เปรียบเทียบให้ที่ประชุมดู แต่นายศุภชัยติดใจเนื่องจาก เป็นภาพที่ตัดมาจาก Facebook ของน.ส.รักชนก และปรากฏข้อความความเห็นว่า “ดังนั้นงานวันพรุ่งนี้คุณพูดอะไรไปมันก็ไร้ค่าเพราะถึงยังไงเค้าก็ก็จะเอาให้ได้เหตุผลก็ไม่ใช่ใดอื่นเพราะยุคนี้สมัยนี้สีน้ำเงินเป็นสีมงคลประจำโครงการภาครัฐก็เท่านั้นเองค่ะ”
ทำให้ น.ส.รักชนก แจ้งให้เจ้าหน้าที่ตัดข้อความดังกล่าวออกเหลือแต่เอกสารทีโออาร์เพื่อให้การประชุมเดินหน้าต่อ
หลังจากที่ประชุมเดินหน้าไปได้สักระยะ นายศุภชัยได้ประท้วงอีกรอบ เมื่อเห็นนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน เข้ามา ว่าตนสรุปได้ว่าการประชุมวันนี้เป็นการ setup ขึ้นมาของพรรคประชาชน ถ้าเป็นเช่นนั้นตนไม่ขอร่วมสังฆกรรม
ทำให้นายณัฐพงษ์ ยืนยันว่าไม่ได้มีการ setup ขึ้นมาสาเหตุที่ตนเข้าร่วมประชุมวันนี้เนื่องจากได้ติดตามข่าวและการถ่ายทอดสดของกรรมาธิการ พร้อมส่งไลน์แจ้งขออนุญาตจากนายรังสิมันต์เพื่อเข้าร่วมฟังประชุมด้วย




