กมธ.รุมซัก TH-AI Passport เดือด ส.ส.ภท.ฟาดไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับ วอล์กเอาท์ ปลัดดีอีแจงยิบทำมาเกือบปี ไม่ใช่31วัน เคลียร์ปมใช้เงินนอกงบฯ ‘ชาดา’ ท้ายื่นปปช.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า 2 คณะกรรมาธิการ(กมธ.) สภาผู้แทนราษฎร ประกอบด้วย กมธ.ศึกษาการจัด ทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนฯ ที่มี น.ส.รัชนก ศรีนอก ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นประธานกมธ.ฯ และกมธ.การกฎหมายการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน มีนายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธาน กมธ.ฯ พิจารณาเรื่อง TH-AI Passport เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน โดยเริ่มต้นมีส.ส.พรรคภูมิใจไทยบางส่วนได้ผนึกกำลังกันถามที่ประชุมว่า กมธ.การกฎหมายฯมาร่วมพิจารณาเรื่องนี้ได้ปฏิบัติตามข้อบังคับหรือไม่ และเห็นว่าเป็นหน้าที่ กมธ. การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ต่อมาส.ส.ภูมิใจไทยบางคนไม่เห็นด้วยเดินออกจากห้องประชุม ขณะที่ทั้งนั้นนายรังสิมันต์ และน.ส.รัชนก ยืนยันว่าทำได้ อยู่ในกรอบกฎหมาย และผู้ชี้แจงไม่ต้องมาหลายครั้ง ต่อมานายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน เข้าร่วมประชุมด้วย โดนส.ส.ภูมิใจกล่าวหาว่าเป็นการประชุมที่เซ็ตอัพขึ้นมา ไม่ขอร่วมสังฆกรรม
ต่อมา นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ชี้แจงที่ประชุม ว่า เป็นแผนงานที่จัดทำมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2565 ในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกฯ ผ่านคณะกรรมการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย โดยได้มีการดำเนินงานต่อเนื่องมาจนถึงปี 2567 ต่อมาในวันที่ 1 พฤษภาคม 2568 คณะกรรมการขับเคลื่อนในสมัยรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกฯ ได้กำหนดเป้าหมายเชิงรุกให้มีผู้ใช้งานหรือรู้จัก AI จำนวน 20 ล้านคนภายในปี 2570 เมื่อมีการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล ทำให้การดำเนินงานไม่ต่อเนื่อง งดีอีจึงเสนอต่อรัฐบาลเพื่อปรับโครงสร้างจัดตั้งคณะกรรมการ AI ให้เป็นคณะกรรมการระดับชาติในรูปแบบคณะกรรมการถาวร ปี 2569 ยังคงยึดกรอบเป้าหมายเดิมคือการขับเคลื่อนให้มีผู้เข้าถึง AI จำนวน 20 ล้านคนเช่นเดิม จากนั้นในช่วงปลายเดือนกันยายน 2568 มีการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลอีกครั้ง ได้กำหนดแนวนโยบายเร่งด่วนประกอบด้วย 5 เสาหลัก เพื่อผลักดันการพัฒนาทักษะและการเข้าถึงเทคโนโลยี มีกรอบเป้าหมายขั้นต่ำในการขับเคลื่อนเฟสแรกอยู่ที่อย่างน้อยครึ่งหนึ่งของกรอบเป้าหมายหลักที่ตั้งไว้ ในส่วนงบฯปกติของดีอีมีอยู่ไม่มาก จึงใช้กองทุนดีอี ผ่านกระบวนการคัดสรรและกลั่นกรองอย่างเข้มงวดเป็นลำดับชั้น การจัดทำโครงการผ่านขั้นตอนการเตรียมการและดำเนินงานตั้งแต่เดือนพฤษภาคม กันยายน และตุลาคม 2568 จนบรรลุข้อตกลงและลงนามในสัญญาจ้างได้เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2569 กระบวนการทั้งหมดใช้เวลารวมกันเกือบ 1 ปีเต็ม ไม่ใช่การเร่งรัดดำเนินการภายในระยะเวลา 31 วัน
นายณัฐพงษ์ได้ตั้งคำถามต่อหน่วยงานในห้องประชุม เช่น ป.ป.ช. ขอถามผู้อำนวยการสำนักมาตรการป้องกันการทุจริตว่า ทีโออาร์มีการเปลี่ยนแปลง อาจเป็นไปได้หรือไม่ว่าทีโออาร์มีการล็อกสเปกขึ้น หรือมีความพยายามที่จะเขียนให้มีรายละเอียดที่มีความหมายคล้ายกันกับอีกหนึ่งกระทรวง อยากสอบถามตัวแทนจาก ป.ป.ช.ว่ากรณีแบบนี้สามารถสงสัยได้หรือไม่ว่ามีการคุยกันเบื้องหลังหรือมีผลประโยชน์ทับซ้อน
จากนั้น นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้ยกมือและขอออกจากห้องประชุม เพราะมีความจำเป็นที่จะต้องไปหาหมอ ก่อนจะพูดในที่ประชุมว่า ตัวเองไม่มีความรู้เรื่องคอมพิวเตอร์ โง่ในเรื่องนี้ และไม่อยากจะฉลาดในเรื่องนี้ ไม่รู้ว่าโครงการ TH-AI Passport มีประโยชน์อะไรกันแน่ แต่ทุกคนได้วิจารณ์กันไป เชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่าประโยชน์ของโครงการนี้คืออะไร ตอนนี้เหมือนกับว่าปชน.กำลังด้อยค่าโครงการของรัฐบาล ถ้าโครงการนี้มีเงื่อนงำจริงและมีการทำผิดหรือทุจริตจริง ไม่ต้องเรียกมาประชุม ไม่ต้องตั้งคำถาม ให้รวบรวมไปยื่น ป.ป.ช. หากโครงการนี้มีการกระทำที่ทุจริตจริง ก็พร้อมจะร่วมตรวจสอบ
ทั้งนี้ ในช่วงท้ายการประชุม น.ส.รักชนกกล่าวว่า เข้าใจว่า AI มีประโยชน์ แต่เข้าใจหรือยังว่าโครงการนี้มีปัญหา หากยืนยันว่าโครงการนี้มีประโยชน์ก็ทำต่อ แต่ขอให้ยกเลิกโครงการรอบนี้ 1,600 ล้านบาท แล้วเสนอโครงการนี้เข้ามาใหม่ในงบประมาณปกติ หรือจะใช้เงินกองทุนแบบเดิมก็ได้ แต่สิ่งที่เป็นข้อสังเกตของ กมธ.และสาธารณชนที่มองว่าทุจริต คอร์รัปชั่น ล็อกสเปก ฮั้วประมูล ต้องเคลียร์สิ่งเหล่านี้ ทำไมถึงเลือกที่จะลุยไฟ ปิดตา มองไม่เห็น ถึงสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นทั้งหมด นี่เป็นสิ่งที่พวกเราไม่เข้าใจ
ปลัดกระทรวงดีอีกล่าวว่า “รับฟังทุกอย่างและดำเนินการอยู่ แล้วงบประมาณก็ไม่ได้บอกว่าทำครั้งนี้ครั้งเดียวแล้วจะเลิก ก็นำโครงการนี้เข้ามาขอในงบประมาณปี’70 ด้วย เพราะฉะนั้นการกล่าวหาว่าทุจริต หรือประพฤติมิชอบ หรืออะไรก็ตาม ยืนยันว่าทำตามกระบวนการทุกอย่าง แล้วจะให้ทำอย่างไรอีก อยู่ๆ จะให้เรายกเลิกด้วยเหตุอะไร บริษัทก็จะมาฟ้องกระทรวง จะให้พวกผมทำอย่างไร ท่านต้องเข้าใจบริบทความเป็นราชการด้วย ถามว่าวันนี้ให้ผมบอกยกเลิกด้วยเหตุอะไร เหตุที่ถูกกล่าวหาว่าไม่โปร่งใส ก็ยังเดินตามขั้นตอนทุกอย่าง แล้วจะให้เราทำอย่างไร”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปลัดกระทรวงดีอีชี้แจงค่อนข้างมีอารมณ์ ทำให้นายรังสิมันต์กล่าวว่า เข้าใจในความรู้สึกแต่ทุกคนมีหน้าที่แตกต่างกัน พวกตนคือฝ่ายตรวจสอบอยู่ในสภาก็ทำหน้าที่อย่างเต็มที่




