เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการเซตซีโร่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ชุดปัจจุบัน เพื่อไม่ให้เกิดปลาสองน้ำ ว่า เป็นวาทกรรมหนึ่ง ซึ่งความจริงจะใช้คำอื่นก็ได้ เช่น การประนีประนอม เพราะเรื่องนี้เหมือนเหรียญสองด้าน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า การเซตซีโร่เป็นการไม่ให้โอกาสคนที่มีคุณสมบัติครบถ้วนและมีประสบการณ์ได้ทำงานต่อ จะเห็นได้ว่า นายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. ระมัดระวังท่าทีต่อกรณีที่เกิดขึ้น เพราะหากประธาน กกต.ออกมาพูด จะกลายเป็นว่าพูดถึงประโยชน์ของตัวเอง เช่นเดียวกับร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ที่ตนคิดว่า มีหลายเรื่องทำให้ยุ่งยากและสร้างปัญหาใหม่ แต่เมื่อกติกาออกมาแล้วก็ต้องปฏิบัติตาม ขณะเดียวกันคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ต้องรับผิดชอบมากขึ้นเช่นกัน ในแง่กระบวนการสรรหา กกต.ชุดใหม่ โดยอำนาจให้ความเห็นขึ้นอยู่กับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งถือเป็น 1 ในแม่น้ำ 5 สาย
“น่าเป็นห่วงว่าหาก กกต.ชุดใหม่ซึ่งมาจากแม่น้ำ 5 สาย ถ้าเข้าสู่สนามเลือกตั้งแล้ว มันเกิดมีพรรคการเมืองที่อาจจะอิงอยู่กับแม่น้ำ 5 สายอีก ตรงนี้จะกลายเป็นประเด็นทางการเมืองขึ้นมา ผมก็บอกว่าทุกอย่างต้องเป็นไปตามกรอบกฎหมาย จะทำอย่างนี้ก็ทำได้ แต่ก็ต้องระมัดระวังอย่าให้กลายเป็นความวุ่นวาย เพราะสุดท้ายแล้ว จะกลายเป็นสิ่งที่คนกำลังตั้งข้อสังเกตว่าไม่มีมาตรฐานสำหรับองค์กรอิสระ แต่เมื่อมีการเซตซีโร่ กกต.ชุดปัจจุบัน ต่อจากนี้ต้องคอยดูว่าจะเซตซีโร่องค์กรอิสระด้วยอื่นหรือไม่ และด้วยเหตุผลใด สำหรับกรณี กกต.จะตรวจสอบคุณสมบัติ 9 รัฐมนตรีนั้น บังเอิญมาในจังหวะที่กำลังจะเซตซีโร่ กกต.พอดีจึงจับชนกันว่าเป็นการตอบโต้เอาคืน” นายอภิสิทธิ์กล่าว

