หน้าแรก การเมือง เปิดภาพ ปราสา...

เปิดภาพ ปราสาทคนา ล่าสุด พบร่องรอยกระสุนจากการสู้รบผงะ เจอที่ซ่องสุมเสบียง ทหารเขมร

19.06.26 | 17:37 น.

เปิดภาพ ปราสาทคนา ล่าสุด พบร่องรอยกระสุนจากการสู้รบ รอวันบูรณะ หลัง “กรมศิลป์ฯ” เก็บหลักฐานไปพิสูจน์ ผงะ! เจอที่ซ่องสุมเสบียง “ทหารกัมพูชา” สลักภาษา “กัมปูเจีย ทะเมย” ใช้ไลฟ์สด ขณะที่บันไดไม้ถูกทำลายช่วงสู้รบไม่เหลือซาก

เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน ที่ปราสาทคนา อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 พร้อม พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้พาสื่อมวลชนลงพื้นที่ปราสาทคนา ซึ่งตั้งอยู่บริเวณสันปันน้ำบนเทือกเขาพนมดงรัก ต.แนงมุด อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ เพื่อดูผลการปฏิบัติการทางทหารในช่วงการสู้รบรอบที่ 2 ช่วงปลายปีที่ผ่านมา

โดยจุดแรก เจ้าหน้าที่ได้นำชมจุดจัดเก็บเสบียงของทหารกัมพูชาในช่วงการสู้รบ ซึ่งพบอาหารกระป๋องเป็นจำนวนมาก เช่น ข้าวกระป๋องและปลากระป๋อง บ่งบอกให้เห็นว่า ทหารกัมพูชาสามารถอาศัยอยู่ได้ในช่วงการสู้รบ

นอกจากนี้ ยังมีการเขียนตัวอักษรภาษากัมพูชาบนแผ่นหินว่า “กัมปูเจีย ทะเมย” แปลว่า “กัมพูชาใหม่” และเป็นชื่อเพจเฟซบุ๊กของทหารกัมพูชา ที่มักโพสต์คอนเทนต์ลงในเพจดังกล่าว รวมทั้งใช้เป็นพื้นที่ไลฟ์สด ซึ่งถูกเขียนไว้ในช่วงที่กัมพูชาควบคุมพื้นที่อยู่ และยังพบโครงสร้างที่เป็นโรงครัวอาหาร เพื่อรองรับผู้บังคับบัญชา

Advertisement

จากนั้น แม่ทัพภาคที่ 2 และโฆษกกองทัพบก ได้ร่วมวางดอกไม้เพื่อไว้อาลัยแก่ ร.ต.เทิดศักดิ์ ศรีลาชัย บริเวณอนุสาวรีย์ ซึ่งเป็นทหารกล้าที่เสียชีวิตในสมรภูมิการสู้รบ ขณะปฏิบัติหน้าที่ระวังป้องกันให้กับชุดปฏิบัติการทหารช่างสนามที่ทำการเจาะเส้นทางเข้าสู่ที่หมาย เพื่อเปิดเส้นทางให้กับหน่วยดำเนินกลยุทธ์ แม้จะถูกระดมยิงด้วยจรวดหลายลำกล้อง BM-21 และอาวุธยิงสนับสนุนจำนวนมาก แต่ด้วยความมุ่งมั่น ร.ต.เทิดศักดิ์ ยังคงปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกล้าหาญ จนทหารไทยสามารถเข้าตียึดและควบคุมที่หมายปราสาทคนาได้สำเร็จ

จากนั้นได้พาไปดู “ธงประกาศชัยชนะ” ซึ่งเป็นธงเสาไม้ รูปแบบใช้ไม้ค้ำ 3 ท่อน โดยเป็นธงที่ทหารไทยปักไว้ในวันที่สามารถยึดพื้นที่ได้ ซึ่งอยู่ใกล้กับศิวลึงค์และโยนี เทวสถานในพื้นที่

ส่วนบันไดไม้ 1,181 ขั้น ที่ถูกพูดถึงหลายครั้ง ซึ่งเป็นบันไดที่กัมพูชาใช้เป็นทางหลักในการเดินขึ้นมาทางปราสาทคนา และเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ปัจจุบันกองทัพภาคที่ 2 ได้เผาทำลายบันไดดังกล่าวในช่วงการสู้รบรอบที่ 2 จากระยะทางทั้งหมดประมาณ 450 เมตร ทำลายไป 250 เมตร เหลือเพียง 200 เมตรเท่านั้น และปัจจุบันทหารมีการวางแนวรั้วลวดหนาม 2 ชั้น

ทั้งนี้ ภายหลังจากยึดพื้นที่คืนมาได้ ทหารไทยยังคงสภาพเดิมเอาไว้ เพื่อเก็บไว้เป็นอนุสรณ์สถาน ให้เห็นถึงความยากลำบากในการปฏิบัติหน้าที่ของทหารไทย

สำหรับปราสาทคนา คำว่า “คนา” หมายถึง มากมายมหาศาล โดยเจ้าของปราสาทแห่งนี้คือ “แม่ทัพหญิง” ซึ่งเป็นผู้ที่มีความเด็ดขาด โดยมีสัญลักษณ์เป็น “ศิวลึงค์” และ “โยนี” ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโยนี เนื่องจากเป็นปราสาทของแม่ทัพหญิง ตัวปราสาทส่วนใหญ่สร้างด้วยดินเผา และประกอบด้วย 3 จุดหลัก คือ มีกำแพงแก้วศิลาแลงยาว 39.5 เมตร ล้อมรอบเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส ซึ่งในห้วงของการปะทะ ปราสาทแห่งนี้มีร่องรอยความเสียหายจากการสู้รบ เช่น รอยกระสุนตามต้นไม้

โดยสันนิษฐานว่า เป็นเทวสถานในศาสนาฮินดู สร้างขึ้นเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 15 หรือประมาณ 1,100 ปีมาแล้ว ก่อสร้างด้วยอิฐจำนวน 3 หลัง หรือมากกว่านั้น หันหน้า หรือมีทางเข้าด้านทิศตะวันออก มีกำแพงก่อด้วยศิลาแลงล้อมรอบ โดยกำแพงขาดหายเป็นช่วง สามารถวัดขนาดได้ว่ามีความยาวด้านละ 39.50 เมตร

ตัวปราสาทมีสภาพชำรุดทรุดโทรม ชิ้นส่วนประกอบอาคารหลุดร่วงแตกหัก เช่น เสาประดับกรอบประตูแปดเหลี่ยม ทับหลังสลักภาพช้างเอราวัณ 3 เศียร ทับหลังสลักภาพบุคคลนั่งชันเข่า ศิวลึงค์ที่มีลักษณะติดกับฐาน ปรากฏส่วนวิษณุภาคที่มีลักษณะแปดเหลี่ยม และส่วนรุทรภาคที่แตกหัก จำนวน 3 ชิ้น พบบริเวณกลุ่มปราสาทประธาน และห่างออกไปทางทิศตะวันตกใกล้กับตัวปราสาท มีหนองน้ำชื่อหนองคะนา และหนองน้ำขนาดเล็กอีกแห่งหนึ่ง

ทั้งนี้ กรมศิลปากร โดยสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา เคยดำเนินการสำรวจเมื่อประมาณเดือนกันยายน พ.ศ. 2544 ปัจจุบันกรมศิลปากรได้เข้ามาเก็บหลักฐาน ประกอบด้วยรูปพญาครุฑและหลักศิลาสถาน จำนวน 28 ชิ้น เพื่อนำไปศึกษาและเตรียมบูรณปฏิสังขรณ์ เนื่องจากที่ผ่านมาไม่มีหลักฐานว่า ปราสาทแห่งนี้มีลักษณะศิลปกรรมดั้งเดิมเป็นอย่างไร และตัวปราสาทตั้งอยู่ในรูปแบบใด ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษา

ปัจจุบันพื้นที่แห่งนี้อยู่ในความควบคุมของหน่วยเฉพาะกิจทหารพราน กรมทหารพรานที่ 26 กองทัพภาคที่ 2

ส่วนในวันที่ 20 มิถุนายน จะมีพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่กำลังพลที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ และเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมีแม่ทัพภาคที่ 2 เป็นประธาน