ปริญญา ร่ายยิบ 5 ข้อ ไขข้ออ้างกกต. เอาโพยเข้าสถานที่เลือกส.ว. เป็นสิ่งที่ทำได้โดยชอบจริงหรือ?
เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2569 ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์แสดงความคิดเห็นทางกฎหมาย กรณี [ การนำโพยเข้าสถานที่เลือก ส.ว. เป็นสิ่งที่ทำได้โดยชอบจริงหรือ? ] โดยมีเนื้อหาดังนี้
ตามที่สำนักงาน กกต. ได้ออกเอกสารชี้แจงเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมาว่า การนำโพยจดหมายเลขผู้สมัครเข้าสถานที่เลือก ส.ว. ไม่เป็นความผิดตามกฎหมาย และดังนั้นการที่มี กกต. ท่านหนึ่งไปเดินเก็บโพยจึงไม่เป็นความผิดตามกฎหมายด้วย โดยได้ยกคำพิพากษาของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง 13/2568 เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2568 มาชี้แจงนั้น
ผมเห็นว่ามีประเด็นทางกฎหมายที่มีความสับสน และควรต้องทำให้เกิดความเข้าใจร่วมกัน ทั้งนี้เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหา “คดีฮั้ว ส.ว.” ที่ระยะเวลาผ่านไปสองปี แต่ กกต. ก็ยังไม่ส่งคำร้องไปให้ศาลฎีกาพิจารณาแม้แต่คนเดียว ดังนี้ต่อไปนี้ครับ
1.คำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง 13/2568 ที่สำนักงาน กกต. ยกมาอ้างถึงนั้น เป็นคดีที่ ส.ว. สำรอง 7 คน ฟ้อง กกต. (กกต. 7 คน กับเลขาธิการ กกต. รวมเป็น 8 คน) ในเรื่องการปฏิบัติหน้าที่หรือหลีกเลี่ยงการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่สุจริต คือเป็นคดีที่ฟ้อง กกต. ไม่ใช่คดีที่ฟ้อง ส.ว. ผู้ที่พกโพยครับ
2.ศาลอาญาทุจริตฯ ยกฟ้องในคดีดังกล่าว เพราะศาลเห็นว่าจากหลักฐานเท่าที่ปรากฏ กกต. ทั้ง 7 และเลขาธิการ กกต. “ไม่ได้กระทำการใดอันจะถือว่ามีมูลเป็นการกระทำความผิด“ ตามที่โจทก์ฟ้อง ทั้งนี้ ด้วยเหตุผลโดยสรุปคือ
(1) การเอาเอกสารเข้าไปในสถานที่เลือก ส.ว. “ไม่เป็นความผิดในตัวเอง” เนื่องจากไม่มีบทกฎหมายห้ามหรือบัญญัติเป็นความผิดไว้ “โดยตรง” ดังนั้น การนำ “โพยหรือเอกสารที่จดหมายเลข” จึงไม่เป็นความผิด (ซึ่งศาลหมายถึงความผิดที่มีโทษทางอาญา)
(2) เมื่อ “มิได้มีข้อห้ามไว้โดยตรง” จึงไม่อาจฟังได้ว่า กกต. ทั้ง 7 และเลขาธิการ กกต. ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพราะ “จำเลยทั้งแปดย่อมไม่อาจระงับยับยั้งเปลี่ยนแปลงแก้ไขการกระทำที่ไม่ขัดต่อกฎหมายได้”
(3) ข้อเท็จจริงสำคัญที่เป็นเหตุผลทำให้ศาลอาญาทุจริตฯ พิพากษายกฟ้อง กกต. ในคดีนี้ คือ ในวันที่ 26 มิถุนายน 2567 ซึ่งเป็นวันเลือก ส.ว. ระดับประเทศนั้น กกต. ทั้ง 7 คนได้มีมติเอกฉันท์ ให้เลขาธิการ กกต. (ซึ่งเป็น ผอ. การเลือก ส.ว. ระดับประเทศ) ดำเนินการห้ามมิให้มีการนำเอกสารใดเข้าไปในที่เลือกระดับประเทศ รอบสอง (ซึ่งเป็นรอบสุดท้าย) ยกเว้นเอกสารแนะนำตัว (ที่เรียกว่า ส.ว. 3) ที่ กกต. แจกให้ผู้สมัครที่เข้ารอบสุดท้ายเท่านั้น ดังนั้น ศาลอาญาทุจริตฯ จึงเห็นว่า กกต. ทั้ง 7 และเลขาธิการ กกต. มิได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ให้การเลือก ส.ว. เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม
(4) ส่วนการที่ กกต. คนหนึ่ง (จำเลยที่ 5) ไปเดินเก็บโพยแล้วศาลเห็นว่าไม่เป็นความผิดนั้น เพราะศาลอาญาทุจริตฯ เห็นว่า “เป็นการกระทำตามมติของ กกต.” สำหรับกรณีเลขาธิการ กกต. (จำเลยที่ 8 ) ที่โจทก์ฟ้องว่าเมื่อมีการไปแจ้งว่ามีการนำโพยเข้าสถานที่เลือก แต่เลขาธิการ กกต. ไม่ทำอะไร โดยบอกว่า “ถ้าไม่พอใจให้ไปร้อง กกต. ภายในสามวัน” นั้น ศาลอาญาทุจริตฯ เห็นว่า เลขาธิการ กกต. ได้แจ้งให้ไปร้องที่ กกต. แล้ว และคำร้องก็อยู่ในระหว่างดำเนินการ จึง “มิอาจถือว่าจำเลยที่ 8 ปฏิบัติหน้าที่หรือหลีกเลี่ยงการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่สุจริต”
สรุปคือ ศาลอาญาทุจริตฯ เห็นว่าจากข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบ ไม่ปรากฏว่ามีมูลการกระทำที่ไม่สุจริต ดังนั้น ในเมื่อไม่มีกฎหมายกำหนดไว้เป็นการเฉพาะว่าการนำโพยเข้าสถานที่เลือก ส.ว. เป็นความผิด การที่ กกต. ไม่ห้ามนำโพยเข้าจึงไม่เป็นความผิดด้วย อีกทั้ง กกต. ก็ได้มีมติให้เลขาธิการ กกต. ดำเนินการห้ามนำโพยเข้าแล้ว จึงถือว่าไม่ได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่แล้ว (ซึ่งผมมีความเห็นต่างในบางประการซึ่งจะได้หาโอกาสเขียนในโอกาสต่อไป)
3.คดีที่ศาลอาญาทุจริตฯ ยกฟ้อง กกต. ไม่ได้หมายความว่า เป็นการรับรองว่า การนำโพยเข้าไปในสถานที่เลือก ส.ว. เป็นการกระทำที่ “สุจริตและเที่ยงธรรม” แต่เป็นการวินิจฉัยว่าการนำโพยเข้าไปในสถานที่เลือก “ไม่มีกฎหมายห้ามไว้โดยตรง” จึง “ไม่เป็นความผิดในตัวเอง” ในเรื่องความผิดทางอาญา ซึ่งเป็นคนละประเด็นกัน
ในการพิจารณาว่า มี ส.ว. คนใดได้รับเลือกมาโดยไม่ ”สุจริตและเที่ยงธรรม“ หรือไม่นั้น เป็นอำนาจศาลฎีกา (แผนกคดีเลือกตั้ง) การที่การกระทำใดไม่มีกฎหมายห้ามไว้ เป็นเรื่องของการไม่มีความผิดทางอาญาเท่านั้น แต่ไม่ได้หมายความว่าการกระทำนั้นจะเป็นความ “สุจริตและเที่ยงธรรม” โดยอัตโนมัติ หากศาลฎีกาเห็นว่า ส.ว. คนใดได้รับเลือกมาโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรม ศาลฎีกาก็ย่อมมีอำนาจที่จะเพิกถอนสิทธิ และทำให้พ้นตำแหน่ง (โดย ส.ว. สำรองก็จะเลื่อนขึ้นมาเป็นแทน) และหากว่ามีการกระทำอื่นที่กฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิด เช่น การรับหรือให้เงินเพื่อให้เลือกหรือไม่เลือก ก็จะถูกดำเนินคดีอาญาต่อไป
4.สิ่งที่เอกสารชี้แจงของสำนักงาน กกต. ฉบับนี้ ไม่ได้ชี้ให้เห็น (และเป็นความลักลั่น) คือ ศาลอาญาทุจริตฯ ยกฟ้อง กกต. เพราะ กกต. มีมติไม่ให้นำเอกสารใดเข้าที่เลือกในรอบสุดท้าย (ยกเว้นเอกสารแนะนำตัว ส.ว. 3) จึงถือได้ว่า กกต. มิได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ควบคุมดูแลให้การเลือก ส.ว. เป็นไป “โดยสุจริตและเที่ยงธรรม” แล้ว และการที่ กกต. ไปเดินเก็บโพย จึงไม่เป็นความผิด เพราะเป็นการปฏิบัติตามมติ กกต.
คำถามคือ ถ้าโพยจดหมายเลขผู้สมัครไม่ได้มีผลทำให้การเลือกเป็นไปโดยไม่สุจริตและไม่เที่ยงธรรม ทำไมมีมติไม่ให้นำโพยเข้าและการไปเดินเก็บโพย จึงเป็นการดำเนินการควบคุมการเลือก ส.ว. ให้เป็นไป “โดยสุจริตและเที่ยงธรรม” และทำให้ กกต. พ้นผิดเรื่องการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในคดีนี้ได้?
คำตอบคือ เนื่องจากโพยจดหมายเลขผู้สมัครเป็นสิ่งที่จะทำให้การเลือก ส.ว. ไม่สุจริตหรือไม่เที่ยงธรรมได้นั่นเอง เมื่อ กกต. มีมติไม่ให้เอาเข้าสถานที่เลือกแล้ว กกต. จึงพ้นผิดฐานละเว้นการปฎิบัติหน้าที่ (ในทางกลับกันโดยนัยของคำพิพากษานี้ หาก กกต. ไม่มีมติห้ามนำโพบเข้า กกต. ก็อาจจะมีความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่) ดังนั้น กกต. จะไปถือว่า การที่นำโพยเข้าสถานที่เลือกไม่เป็นความผิดอาญา จึงเท่ากับว่าการมีโพยและเลือกตามโพย เป็นการเลือก ”โดยสุจริตและเที่ยงธรรม“ แล้วโดยอัตโนมัติไม่ได้
5.ที่สำคัญในคำพิพากษาศาลอาญาทุจริตฯ นี้ ศาลใช้คำว่า โพยหรือเอกสารที่ “จด” หมายเลขผู้สมัครคนอื่น ซึ่งหมายถึงโพยหรือโน๊ตช่วยจำ มิได้หมายรวมถึง โพยที่ผู้อื่นจัดทำให้ หรือ “โพยใบสั่ง” ให้เลือกตามที่มีการสั่งการไว้
นอกจากนี้การที่ศาลใช้คำว่า การนำโพยที่จดหมายเลขผู้สมัครคนอื่นเข้าสถานที่เลือก ส.ว. “ไม่เป็นความผิดในตัวเอง” และการกระทำนี้ “โดยลำพัง” ไม่เป็นความผิด นั่นหมายความว่า หากประกอบกับการกระทำอื่นๆ ที่เป็นความผิด เช่นการมีเงินหรือผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง การนำโพยเข้าสถานที่เลือก โดยเฉพาะอย่างยิ่งโพยที่มีผู้จัดทำให้ ก็อาจจะเป็นความผิดได้
สรุป: เอกสารชี้แจงของ กกต. ฉบับนี้ เป็นการนำคำพิพากษาศาลอาญาทุจริตฯ มาชี้แจงเรื่องการที่ กกต. ไม่ห้ามการนำโพยเข้าสถานที่เลือก ส.ว. และการไปเดินเก็บโพยตามที่มีข่าวและคลิปออกมา ซึ่งศาลอาญาทุจริตฯ ได้พิพากษาตามหลักฐานที่โจทก์นำสืบขณะนั้นว่าไม่ปรากฏว่า กกต. และเลขาธิการ กกต. ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่สุจริตเท่านั้น แต่ไม่ได้หมายความว่า การนำโพยเข้าสถานที่เลือกเป็นสิ่งที่สุจริตและเที่ยงธรรม ซึ่งเป็นเรื่องต่างหาก และเป็นอำนาจอีกศาลหนึ่งคือศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ซึ่ง กกต. ควรต้องเร่งรัดดำเนินการ (เพราะเวลาผ่านไปถึง 2 ปีแล้ว) ส่งคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อพิจารณาพิพากษาให้เกิดความเป็นธรรม (ทั้งต่อ ส.ว. ผู้ถูกกล่าวหา และ ส.ว. สำรองที่จะได้เป็นแทน) โดยเร็วต่อไปครับ



