หน้าแรก การเมือง เท้ง ชี้ กทม....

เท้ง ชี้ กทม. คือฝันใหญ่ของปชน. ยกโมเดลดูแลเด็กเล็กท้องถิ่น ขอเปลี่ยนคุณภาพชีวิตคนกรุง

20.06.26 | 16:09 น.

‘เท้ง‘ ชี้ สนาม กทม.คือฝันใหญ่ของ ปชน. ปลุกกาเพื่อเปลี่ยน เลือก “ดร.โจ-สก.“ แก้ส่วย รื้อระบบงบแสนล้าน เหน็บ ใช้ดิจิทัลมากกว่า Traffy Fondue แซวตัวเองหลังไมค์พัง ลั่น ”เปราะบางเหมือนการเมือง สะกิดหน่อยโดนคดี“

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 20 มิถุนายน ที่อาคารอนาคตใหม่ พรรคประชาชนจัดกิจกรรม “เมืองแคร์คน Policy Fest” โดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวในหัวข้อ “ประเทศไทยที่เราอยากเห็น กรุงเทพฯ ที่เราอยากให้เป็น” ว่า การทำงานของพวกเราตั้งแต่สมัยพรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล จนถึงพรรคประชาชน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ “การฝันให้ใหญ่” ยกตัวอย่างประโยคสั้น ๆ ที่เราอาจจะยังทำไม่สำเร็จคือ “ทำให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน”

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า เรายังมีความฝันใหญ่หลายเรื่องที่ทำสำเร็จมาแล้วเช่น กฎหมายสุราก้าวหน้า สมรสเท่าเทียม และยกเลิกบังคับการเกณฑ์ทหาร ซึ่งขณะนี้ทุกพรรคการเมืองเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน ดังนั้นการทำงานของพวกเราที่ผ่านมา 8-9 ปี แม้จะไม่ได้เป็นฝ่ายบริหาร แต่การฝันให้ใหญ่ ลงมือทำจริง และมีประชาชนอยู่เคียงข้างเราทำให้ทุกสิ่งเกิดขึ้นได้จริง ๆ

ทั้งนี้ สนามการเลือกตั้งท้องถิ่นอย่างกรุงเทพมหานคร เป็นอีกหนึ่งความฝันใหญ่ของพรรคประชาชนตั้งแต่สมัยพรรคอนาคตใหม่ คือ การผลักดันการเมืองท้องถิ่นให้ก้าวหน้า ผลักดันวาระเมืองและการกระจายอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นสนาม อบจ. สนามเทศบาล สนามอบต.หลายแห่งมีงบประมาณในมือไม่มาก บางแห่งมีแค่หลักสิบล้านบาท บางแห่งมีหลักร้อยล้านบาท เช่น อบจ.ลำพูน แต่งบประมาณจำกัดจำเขี่ยอำนาจไม่เต็มมือ แต่เรายังสามารถส่งมอบนโยบายให้กับประชาชนได้

Advertisement

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ความสำเร็จของ อบจ.ลำพูนในโครงการรถรับส่งบุตรหลานที่โรงเรียนให้กับครอบครัวที่มีรายได้น้อย ทั้งยังยกศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก โดยเฉพาะในจังหวัดภูเก็ตและเมืองพัทยา ที่พ่อแม่ในภาคบริการทำงานกลางคืน แต่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กกลับทำงานในเวลาราชการ อบจ.ภูเก็ตจึงขยายระยะเวลาให้บริการศูนย์เด็กเล็กเพื่อให้ตอบโจทย์ครอบครัวที่ทำงานในภาคบริการ นโยบายเล็กๆ น้อยๆ ที่เราทำสำเร็จแล้วในสนามการเมืองท้องถิ่นใช้งบประมาณไม่เยอะ แต่ใช้ความตั้งใจและการใส่ใจรายละเอียด ยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชนในต่างจังหวัดได้ถึงขนาดนี้

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า วันนี้จึงจะส่งคำถามดัง ๆ ไปยังพี่น้องชาวกรุงเทพฯ จากงบประมาณไม่กี่ร้อยล้านต่อปี เป็นงบประมาณปีละแสนล้านบาท เป็นอำนาจเต็มมือมากขึ้น หากให้โอกาสพรรคประชาชนให้โอกาสนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในนามพรรคประชาชน ทีมบริหารพรรคประชาชน และ สก.จากพรรคประชาชน 50 เขต เราจะเปลี่ยนได้ขนาดไหน เราจะเปลี่ยนให้คุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพฯ ดีกว่านี้ได้แค่ไหน

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ในหลายเมืองในต่างประเทศที่ดินแพงกว่าเรา ยกตัวอย่างสิงคโปร์และฮ่องกง แต่ค่าเช่าบ้านและค่าซื้อบ้านในประเทศดังกล่าวเมื่อเทียบกับสัดส่วนรายได้ต่อเดือนถอดออกมาแล้วต่ำกว่าคนกรุงเทพฯ แต่ว่าคนกรุงเทพฯ ใช้ชีวิตยาก เงินในกระเป๋าเหลือไม่พอรายได้ไม่พอรายจ่ายเป็นหนี้สิน เป็นความยากในการใช้ชีวิต นโยบายที่ทำสำเร็จในท้องถิ่นหลายแห่ง เชื่อมั่นว่าถ้าวันนี้เรามีอำนาจในมือ จะทำอะไรได้มากกว่านี้

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า การเปลี่ยนกรุงเทพมหานครให้เป็นเมืองที่แคร์คนมากกว่านี้ ลำพังแค่อำนาจผู้ว่าฯ อาจจะทำได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ ทางเท้ามีกับระเบิด น้ำรอระบาย ไฟไม่สว่าง ขยะไม่ได้รับการจัดเก็บ เป็นปัญหาขั้นพื้นฐานที่ผู้ว่าฯ กทม.คนไหนในฐานะพ่อเมืองต้องเข้ามาแก้ไข แต่เรายังมีปัญหาใหญ่มากกว่านั้นที่บางทีมองไม่เห็นจับต้องไม่ได้แต่เรารู้สึกอยู่ทุกวัน

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า วันนี้กรุงเทพมหานครมีอำนาจในการตราข้อบัญญัติที่ก้าวหน้าหรือไม่ รวมถึงการจัดการสัมปทานที่ไม่เป็นธรรมตั้งแต่เรื่องรถไฟฟ้าและโรงขยะอ่อนนุช และการจัดการงบประมาณที่ไม่โปร่งใส ผู้ว่าฯ กทม.แม้จะมีอำนาจเต็มมือในการจัดทำข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายปีละแสนล้านบาท แต่สุดท้ายจะผ่านงบประมาณก็ต้องให้ ส.ก.50 เขตเป็นผู้ผ่านข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ถ้าเรายังเปลี่ยนการเมืองในสนามสภากรุงเทพมหานครไม่ได้หรือไม่ดีพอ หรือมีการต่อรองกับผู้ว่าฯ กทม.ว่าจะผ่านงบประมาณได้ แต่จะต้องมีผลประโยชน์ทับซ้อน เราจะเปลี่ยนงบประมาณกรุงเทพมหานครให้โปร่งใสจริง ๆ ได้อย่างไร งบประมาณลู่วิ่งหรือเครื่องออกกำลังกายที่มองไม่เห็น จะโปร่งใสได้ใช่หรือไม่ จำเป็นอย่างยิ่งต้องมีพลังจากสภากรุงเทพมหานครในการสร้างความเปลี่ยนแปลง

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาตนเองลงพื้นที่ช่วย ส.ก.หาเสียงมากกว่า 20 เขต พ่อค้าแม่ค้าบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่าค้าขายลำบาก เจอวิกฤตพลังงาน เศรษฐกิจฝืดเคือง และรีดรับส่วย นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครก็ยอมรับว่าส่วยเทศกิจมีอยู่จริง เราจะปล่อยให้ระบบเหล่านี้กดขี่คนตัวเล็กตัวน้อยต่อไปใช่หรือไม่ หากอยากจะสร้างความเปลี่ยนแปลงทำให้ระบบราชการกรุงเทพมหานครมีความโปร่งใสมากยิ่งขึ้น ผู้ว่าฯ กทม.และทีมบริหารไม่กี่สิบคนดูแลสำนักงานเขตทั้ง 50 เขตไหวใช่หรือไม่

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า หากอยากได้การเปลี่ยนแปลงระดับเขต การเมืองที่โปร่งใส ระบบราชการที่มีประสิทธิภาพ ต้องให้ตัวแทนของประชาชนเข้าไปจัดการ การเมืองในสนามกรุงเทพมหานครที่เกิดปัญหา เพราะตัวแทนระดับเขตยังไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง โดยเฉพาะผู้อำนวยการเขต ที่ได้รับการแต่งตั้ง เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในการดูแลการทำงานของแต่ละฝ่าย หากผู้อำนวยการเขตไม่ได้ยึดโยงจากประชาชน จะมีคนที่ตั้งใจสอดส่องปัญหาเหล่านี้จริงหรือไม่ เราต้องยอมรับว่าการไต่เต้าในระบบราชการมีอยู่ทุกที่ ต้องมีค่าตำแหน่งค่าเก้าอี้ก็มาจากส่วยที่รีดไถประชาชน มันเป็นเรื่องปกติที่ไม่ต้องโจมตีใคร

“เป็นเรื่องผิดที่มันเป็นเรื่องปกติที่อยู่ในสังคมไทยคำถามดัง ๆ คือ คนไทยต้องการแบบนี้ใช่หรือไม่ คนกรุงเทพฯ ต้องการแบบนี้จริง ๆ หรือไม่ หากต้องการอยากเปลี่ยน นี่คือโอกาส” นายณัฐพงษ์ กล่าว

นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า การเลือกตั้งในวันที่ 28 มิ.ย.นี้ ตนเองไม่อยากให้ไปเลือกด้วยความรู้สึกที่ว่าจะเลือกพ่อเมืองคนต่อไปเข้ามาบริหารกรุงเทพมหานคร แต่อยากให้ออกไปเลือกผู้นำเมืองที่สร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง ลำพังพ่อเมืองอย่างเดียวเปลี่ยนแปลงกรุงเทพมหานครไม่ได้ เพราะเมืองที่เป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงจะต้องมีคุณสมบัติ 3 ข้อ ได้แก่

1.มีเจตจำนงทางการเมืองที่ชัดเจน อาสาเข้ามาทำงานการเมืองเพื่อรับใช้ประชาชน ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน

2.มีทีมบริหารมืออาชีพพร้อมเข้ามาทำงานตั้งแต่วันแรก หลังได้รับตำแหน่ง

3.มี ส.ก.ในมือ เพื่อผลักดันวาระที่ก้าวหน้าผ่านสนามการเมืองท้องถิ่น

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า แถมโบนัสคือนายชัยวัฒน์ไม่ได้มีแค่ 3 คุณสมบัติ แต่มีเพื่อน ส.ส.อีก 119 คนที่พร้อมผลักดันกฎหมายในระดับประเทศเพื่อทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่แคร์ทุกคนมากกว่านี้ นอกจากนี้ยังมีหลักคิด 4 ประการในการบริหารเมือง ประกอบด้วย

1.ต้องการการเมืองในระดับประเทศที่โปร่งใส

2 .ต้องการรัฐธรรมนูญที่มีความเป็นประชาธิปไตย

3.ต้องการระบบราชการที่มีประสิทธิภาพ

4.ต้องการทำให้อำนาจสูงสุดในประเทศนี้เป็นของประชาชน

นายณัฐพงษ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า หากคนกรุงเทพฯ อยากได้ประเทศที่มีหน้าตา 4 ข้อนี้ วันที่ 28 มิ.ย.นี้ ขอเชิญชวนพ่อแม่พี่น้องกาด้วยเจตจำนงเดิม กาเพื่อเปลี่ยนอีกหนึ่งครั้ง ทำให้ประเทศมีความโปร่งใส ทำให้ ระบบราชการมีประสิทธิภาพ มีการใช้เครื่องมือดิจิทัลมากกว่า Traffy Fondue และทำให้กรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่แคร์คน มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง เปลี่ยนแปลงได้จากการเมืองในท้องถิ่น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงหนึ่งที่นายณัฐพงษ์พูด พบว่าไมโครโฟนมีปัญหา เสียงไม่ดัง ทำให้ต้องเปลี่ยนเป็นไมโครโฟนแบบถือ นายณัฐพงษ์ จึงกล่าวติดตลกว่า “สายไมค์เปราะบางเหมือนการเมืองไทย อะไรไปสะกิดนิดเดียวคดีก็เข้านะครับ” เรียกเสียงหัวเราะจากบรรดาแฟนคลับได้ที่มารับฟังได้เป็นอย่างมาก