ไทยยังไม่เจอวิกฤตความเชื่อมั่นแบบอินโดนีเซีย แม้งบ’70 ประเทศจ่ายดอกเบี้ยหนี้สาธารณะวันละ 852 ล้าน ชี้เสี่ยงวิกฤตฐานะการคลัง หากยังเดินหน้านโยบายประชานิยม-ละเมิดกรอบวินัยการคลัง-ไม่ปฏิรูปรายได้ภาครัฐ ก่อหนี้เพิ่มจนต้องขยับเพดาน สู่วิกฤตความเชื่อมั่นแบบอินโดฯ ค่าเงินดิ่ง ตลาดหุ้นทรุด
เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 21 มิถุนายน รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน และรองประธานกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน เปิดเผยว่า สถานการณ์ทางการเงินการคลังของประเทศไทยขณะนี้จะยังไม่นำไปสู่ภาวะวิกฤตความเชื่อมั่นแบบอินโดนีเซีย แต่มีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น หากไม่มีแผนการปรับสมดุลทางการคลังอย่างเป็นรูปธรรมในช่วง 1-2 ปีข้างหน้าอย่างจริงจัง กรณีของอินโดนีเซีย ตัวเลขเศรษฐกิจหลายตัวดีกว่าไทย ไม่ว่าจะเป็นสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีก็ต่ำกว่าไทยมาก อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไตรมาสแรกก็สูงถึง 5.61% แต่การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจหลายอย่างก่อให้เกิดวิกฤตความเชื่อมั่นอย่างรุนแรงและเกิดข้อสงสัยต่อฐานะทางการคลังของประเทศในอนาคต
รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าวว่า อินโดนีเซียมีปัญหาการขาดดุลงบประมาณสะสมบวกกับการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด หลังรัฐบาลปราโบโว ซูเบียนโต ขึ้นบริหารประเทศ มีการเดินหน้านโยบายประชานิยมที่ละเมิดต่อกรอบวินัยการเงินการคลังจำนวนมาก มีมาตรการแทรกแซงเศรษฐกิจโดยรัฐที่ฝืนกลไกตลาดอย่างมาก และนโยบายชาตินิยมทางด้านทรัพยากร นักลงทุนกังวลต่อธรรมาภิบาลในการบริหารประเทศไม่มั่นใจต่อวินัยการเงินการคลัง มีการปลดรัฐมนตรีการคลังที่ยึดหลักการรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัดออกจากตำแหน่ง มีการตั้งข้อสงสัยถึงความเป็นกลางและเป็นอิสระของการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลาง
รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าวอีกว่า ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ประกาศจัดตั้งบริษัท PT Danantara Sumberdaya Indonesia เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวกลางเพียงรายเดียวในการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์สำคัญหลายประเภท เช่น ถ่านหิน น้ำมันปาล์มดิบ การแทรกแซงภาครัฐต่อกลไกตลาดส่งออกดังกล่าวทำให้ “นักลงทุน” มองว่าเป็นการบิดเบือนกลไกตลาดที่รุนแรง จนกระทั่ง MSCI ได้ส่งสัญญาณอาจจะพิจารณาปรับสถานะ “อินโดนีเซีย” จากกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) ลงไปเป็นกลุ่มตลาดชายขอบ (Frontier Market) ส่งผลให้เงินทุนไหลออก กดค่าเงินรูเปียห์อินโดนีเซียอ่อนค่าลงอย่างรุนแรงกว่า 8% ตลาดหุ้นอินโดนีเซียดิ่งลงกว่า 32%
รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าวต่อว่า งบประมาณปี 2570 ของไทย หนี้สาธารณะจะอยู่ที่ร้อยละ 69.36 ต่อ GDP และตัวเลขนี้ห่างจากเพดานกฎหมายวินัยการคลังที่ร้อยละ 70 เพียงแค่ 0.64% เท่านั้น ถ้าเศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าประมาณการเป้าหมายเพียงเล็กน้อย หนี้จะทะลุเพดานทันที งบประมาณปี 2570 ต้องจ่ายดอกเบี้ยถึง 310,950 ล้านบาท แต่จ่ายคืนเงินต้นเพียง 151,520 ล้านบาท หมายความว่ารัฐบาลจ่ายดอกเบี้ยมากกว่าเงินต้นประมาณสองเท่าและภาระจ่ายดอกเบี้ยสูงกว่างบประมาณของหลายกระทรวงเสียอีก นี่ไม่ใช่การบริหารจัดการงบประมาณบริหารเงินภาษีของประชาชนที่ดี เรากำลังจะจมปลักอยู่กับหนี้สาธารณะ พวกเราจะต้องจ่ายภาษีเพิ่มขึ้นเพื่อชำระหนี้ และเพิ่มภาระให้ลูกหลานมากขึ้นเรื่อยๆ
รศ.ดร.อนุสรณ์ชี้ว่า หากเรานำภาระจ่ายดอกเบี้ยหนี้สาธารณะมาคำนวณดู พบว่าคนไทยต้องร่วมกันจ่ายภาระดอกเบี้ยให้กับหนี้สาธารณะของประเทศวันละ 852 ล้านบาท ชั่วโมงละ 35 ล้านบาท นาทีละ 592,000 บาท หากยังเดินหน้านโยบายประชานิยม ละเมิดกรอบวินัยการคลัง ไม่ปฏิรูปรายได้ภาครัฐ ก่อหนี้เพิ่มจนต้องขยับเพดาน เสี่ยงวิกฤติฐานะการคลังสู่วิกฤตความเชื่อมั่นแบบอินโดนีเซีย ค่าเงินดิ่ง ตลาดหุ้นทรุด ได้ในอนาคต
รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าวว่า การจัดทำงบประมาณไม่สะท้อนถึงความพยายามในการรักษาวินัยการเงินการคลังที่มากเพียงพอ มีอย่างน้อย 12 หน่วยงานที่ได้รับงบประมาณเพิ่ม แต่ไม่ได้แสดงถึงประสิทธิภาพและผลสัมฤทธิ์ในการทำงาน และอาจไม่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ แผนงบประมาณปี 2570 จำเป็นต้องมีการทบทวนและปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องพลวัตของทุนนิยมโลกาภิวัฒน์ที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ภูมิรัฐศาสตร์โลกไม่เหมือนเดิม แต่รัฐบาลยังจัดทำงบประมาณที่ไม่ต่างจากปี 2568 /2569 มากนัก เหตุปัจจัยภายในประเทศก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ความพยายามของทุนเทาที่ใช้ “ไทย” เป็นฐานในการฟอกเงิน ยังคงรุกคืบยึดอำนาจรัฐต่อไป และรัฐบาลยังไม่มีการจัดสรรงบประมาณเพื่อจัดการแก้ปัญหานี้อย่างเป็นระบบ
รศ.ดร.อนุสรณ์เผยว่า รัฐบาลมีภาระผูกพัน ต้องรับผิดชอบต่อคุณภาพชีวิต ต่อการกินดีอยู่ดี ของประชาชน ไม่ใช่เรื่องของความกรุณาปรานีที่รัฐจะให้หรือไม่ให้ก็ได้ตามอำเภอใจ แต่การอ้างวินัยการคลัง ตัดลบงบประมาณบางหน่วยงาน บางกระทรวง เป็นการปฏิเสธสิทธิสวัสดิการพื้นฐานประชาชน หากพูดถึงวินัยการเงินการคลังต้องตัดลดงบประมาณไม่จำเป็นลง
รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าวด้วยว่า การเปลี่ยนแปลงสถานะของชาวไทยจาก “ผู้รับความเมตตา” มาเป็น “พลเมืองผู้มีสิทธิ” เกิดขึ้นมาแล้วตั้งแต่การอภิวัฒน์ประชาธิปไตย 24 มิถุนายน 2475 แต่รัฐบาลส่วนใหญ่รวมทั้งรัฐบาลชุดนี้ยังคิดเหมือนเดิมว่ารัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณเพื่อดูแลประชาชนอย่างไรก็ได้ตามอำนาจที่ประชาชนมอบให้มาในคูหาเลือกตั้ง คนไทยธรรมดาสามัญตระหนักรู้มากขึ้นเรื่อยๆ ว่า ตนเองมีสถานะบางอย่างที่เปลี่ยนไปแล้ว มีสิทธิบางอย่างที่รัฐต้องรับผิดชอบ และ สิทธิเหล่านั้นไม่ใช่ของประทานจากผู้มีอำนาจ แต่เป็นสิ่งที่ตนเองพึงได้รับโดยชอบธรรม และ ประชาชนยังมีผู้แทนของเขาในการทำหน้าที่ตรวจสอบ ติดตาม ประเมินผล การใช้เงินภาษีของประชาชนผ่านงบประมาณ งบประมาณปี 2570 ยังคงจัดสวัสดิการแบบระบบย่อยๆ หลายระบบ หลายมาตรการตามนโยบายประชานิยมของรัฐบาล ไม่ต่อเนื่องและบูรณาการกัน มีรูปแบบการดูแลแบบสังคมสงเคราะห์ ต้องพิสูจน์ความยากจน มีการด้อยค่าซ้อนอยู่ในระบบการช่วยเหลือ และมักเกิดความผิดผลาดในการคัดกรอง ถูกควบคุมโดยดุลพินิจของผู้มีอำนาจ มากกว่า สิทธิของประชาชนตามกฎหมาย
“สังคมไทยยังเผชิญปัญหาต่างๆ มากมาย และรัฐบาลต้องต่อสู้กับปัญหาเหล่านี้ภายใต้การกำกับของสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ งบประมาณปี 2570 ต้องให้หลักประกันเวลาเจ็บป่วย ต้องได้รับการรักษาพยายามอย่างมีคุณภาพแม้นไม่มีเงินหลักประกันจากความไม่รู้ ด้วยการใช้งบประมาณทางด้านการศึกษาอย่างมีคุณภาพ หลักประกันที่จะได้มีอากาศสะอาดหายใจ มีน้ำสะอาดไว้ใช้อุปโภคบริโภค มีอาหารคุณภาพเพียงพอต่อการดำรงชีพต่อไป และมีที่อยู่อาศัยบ้าน ไม่ประสบความยากลำบากด้านที่อยู่อาศัย การตัดลดงบประมาณทางด้านการศึกษาและสาธารณสุขไม่ใช่ทำให้เกิดวินัยทางการคลังแต่อย่างใด ไม่ใช่การฟื้นฐานะการคลังและเศรษฐกิจ แต่จะทำให้ความยากจนและการพังทลายลงของระบบสาธารณสุขเพื่อคนยากคนจน การลงทุนสวัสดิการสังคมให้เป็นระบบ การลดสวัสดิการประชานิยมที่ปรากฏในงบประมาณปี 2570 จะทำให้รากฐานประชาธิปไตยเข้มแข็งขึ้น” รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าว

