กรุงเทพมหานครเติบโตขึ้นบนหยาดเหงื่อของคนจนเมือง คนงานก่อสร้าง แม่ค้าหาบเร่ คนเก็บของเก่า และแรงงานนอกระบบนับล้านที่หล่อเลี้ยงเมืองนี้ให้เดินหน้า แต่กลับเป็นกลุ่มแรกที่ถูกผลักออกเมื่อเมืองต้องการ “พัฒนา”
ทุกวันนี้สลัม/ชุมชนแออัดยังเผชิญการไล่รื้อโดยไร้ที่รองรับ ถูกเรียกเก็บค่าน้ำค่าไฟในอัตราชั่วคราวที่แพงกว่าคนอื่นหลายเท่า ถูกกันออกจากการจัดทำผังเมือง และถูกทำให้ “มองไม่เห็น” ในทะเบียนราษฎรของรัฐ ขณะที่ที่ดินใจกลางเมืองถูกแปรเป็นโครงการของกลุ่มทุน ความเหลื่อมล้ำเรื่องที่อยู่อาศัยจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หากเป็นผลของนโยบายที่เลือกข้างมาตลอด
เราเชื่อว่าเมืองไม่ได้เป็นของคนที่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินเท่านั้น แต่เป็นของทุกคนที่ร่วมสร้างและอาศัยอยู่ในเมืองนี้ คำว่า “เมืองของทุกคน” จะมีความหมายก็ต่อเมื่อคนจน คนสลัม และผู้มีรายได้น้อย มีที่ยืนอย่างมั่นคงและมีศักดิ์ศรี ไม่ใช่เป็นเพียงถ้อยคำหาเสียงที่ลืมเลือนหลังเลือกตั้ง
ข้อเสนอนโยบายของเครือข่ายสลัมสี่ภาคต่อไปนี้จึงตั้งอยู่บนหลักการสำคัญสามประการ คือ สิทธิในที่อยู่อาศัยและการมีที่ยืนในเมืองในฐานะสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ การมีส่วนร่วมของชุมชนในทุกการตัดสินใจที่กระทบต่อชีวิตของพวกเขา และการจัดสรรทรัพยากรของเมืองอย่างเป็นธรรม โดยถือคนจนเมืองเป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่ส่วนเกินที่ต้องกวาดให้พ้นสายตา
1.มาตรการยุติการไล่รื้อที่ปราศจากแผนรองรับ กำหนดให้ กทม. หยุดการไล่รื้อชุมชนทุกกรณีที่ยังไม่มีมาตรการรองรับด้านที่อยู่อาศัย โดยยึดหลักว่า “ต้องไม่มีใครไร้ที่อยู่จากการพัฒนาเมือง” และการโยกย้ายใดๆ ต้องเกิดขึ้นบนฐานการมีส่วนร่วมและความยินยอมของชุมชน
2.การพัฒนาที่ดินสาธารณะเพื่อคนจนเมือง ผลักดันให้ กทม.สำรวจและจัดทำบัญชีที่ดินรกร้างของหน่วยงานตนเองเป็นลำดับแรก เพื่อนำที่ดินมาจัดทำที่อยู่อาศัยราคาเข้าถึงได้ในรูปแบบเช่าระยะยาว ร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ตามแนวทางโครงการ “บ้านมั่นคง”
3.การรับรองสิทธิและสถานะของชุมชน ปรับปรุงและปลดล็อกหลักเกณฑ์การจดทะเบียนจัดตั้งชุมชนให้เข้าถึงได้ง่ายและเป็นธรรม เพื่อให้ชุมชนที่ยังไม่ได้รับการรับรองสามารถเข้าถึงงบประมาณพัฒนา สาธารณูปโภคพื้นฐาน และสวัสดิการของรัฐได้อย่างเท่าเทียม
4.ให้สิทธิทะเบียนบ้านเพื่อให้เข้าถึงประปา ไฟฟ้า ในราคาที่เป็นธรรม
5.การคุ้มครองพื้นที่เศรษฐกิจชุมชนและหาบเร่แผงลอย กำหนดนโยบายคุ้มครองและส่งเสริมพื้นที่ทำกินของผู้ค้ารายย่อย หาบเร่ และแผงลอย ในฐานะเศรษฐกิจฐานรากของเมือง โดยจัดให้มีพื้นที่ค้าขายที่ถูกกฎหมาย มั่นคง และมีการบริหารจัดการร่วมกับผู้ค้าและชุมชน
6.ผังเมืองรวมที่เป็นธรรมและมีส่วนร่วม ออกแบบและทบทวนผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครบนฐานการมีส่วนร่วมของคนจนและผู้มีรายได้น้อย โดยกำหนดให้มีพื้นที่สำหรับที่อยู่อาศัยและการดำรงชีพของกลุ่มผู้มีรายได้น้อยอย่างชัดเจน และไม่ให้ผังเมืองเป็นเครื่องมือเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มทุน
7.กลไกความร่วมมือแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยคนจนเมือง จัดตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่าง กทม. หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และตัวแทนภาคประชาชน เพื่อเป็นกลไกถาวรในการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยของคนจนเมืองอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง
8.การคุ้มครองสิทธิด้านทะเบียนราษฎรของผู้ถูกไล่รื้อ กำหนดให้ กทม.มีกระบวนการชะลอและระงับการย้ายชื่อผู้ได้รับผลกระทบจากการไล่รื้อเข้าสู่ทะเบียนบ้านกลาง เพื่อป้องกันการสูญเสียสิทธิและสถานะทางทะเบียนอันกระทบต่อการเข้าถึงสวัสดิการ
9.สิทธิการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของชุมชนที่ยังไม่ได้รับการรับรอง เปิดโอกาสให้ชุมชนที่ยังไม่ได้รับการรับรองสามารถเข้าร่วมการประชุมประจำเดือนระดับเขตได้ เพื่อให้เข้าถึงข้อมูลข่าวสาร นโยบาย และกลไกการพัฒนาของรัฐอย่างทั่วถึง
10.การจัดสรรกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่นที่เป็นธรรม กำหนดตัวชี้วัดหรือเงื่อนไขให้กองทุนหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่น (สปสช.) จัดสรรงบประมาณสนับสนุนชุมชนและองค์กรภาคประชาชนในสัดส่วนไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 เพื่อแก้ไขความเหลื่อมล้ำจากสภาพปัจจุบันที่งบส่วนใหญ่ตกอยู่กับหน่วยงานภาครัฐและ กทม.กับการขยายโครงการของกองทุน สปสช. ให้ทุกชุมชนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้อย่างทั่วถึง
11.การสนับสนุนงบประมาณแก่หน่วยงานพัฒนาที่อยู่อาศัย จัดสรรงบประมาณให้สำนักพัฒนาที่อยู่อาศัยของ กทม. อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยของคนจนและผู้มีรายได้น้อย
12.นโยบายสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เป็นธรรมต่อคนจน ออกแบบนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยคำนึงถึงคนจนเมืองเป็นศูนย์กลาง โดยเฉพาะการสนับสนุนการปรับปรุงที่อยู่อาศัยให้สามารถป้องกันภัยพิบัติ และการวางระบบเยียวยาผู้ได้รับผล
กระทบจากภัยพิบัติอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน
13.ให้ กทม.อำนวยความสะดวกในการชุมนุมของประชาชน
เมืองจะเจริญไม่ได้หากปราศจากคนจน

