หน้าแรก การเมือง นิกร ยกประชาม...

นิกร ยกประชามติโต้เท้ง ปัดบิดคำปมส.ส.ร. ย้ำผลหารือไม่ใช่คำวินิจฉัย แนะรับผิดชอบการนำทางผิดให้ปชช.บ้าง

22.06.26 | 11:26 น.

นิกร โต้กลับ ‘เท้ง’ ปัดบิดคำปมที่มา ส.ส.ร. ย้ำการหารือไม่ใช่คำวินิจฉัยศาล รธน. ยกสมัย ‘ประชามติ’ เตือนความจำ ติงเป็นนักการเมืองต้องรับผิดชอบการนำทางให้ ปชช.บ้าง ไม่ใช่พลาดแล้วโทษคน-พรรคอื่น เหมือนที่เคยทำ

จากกรณีคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา และฝ่ายค้าน เข้าพบประธานศาลรัฐธรรมนูญ และได้ความเห็นว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) จากประชาชนโดยตรงสามารถทำได้ 100% แต่ไม่สามารถเลือกคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ ด้าน นายนิกร จำนง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะคณะทำงานด้านรัฐธรรมนูญของพรรค มองว่า การหารือดังกล่าวเป็นเพียงแนวทางดำเนินการ ไม่ใช่คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่มีผลผูกพันกับทุกองค์กร เสมือนการหารือเรื่องประชามติที่ชี้ว่าทำได้ 2 ครั้ง แต่สุดท้ายคำวินิจฉัยยืนยันให้ทำประชามติ 3 ครั้ง

ทำให้ นายณัฐพงษ์​ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) และผู้นำฝ่ายค้าน แย้งนายนิกรว่า คนที่เขียนคำวินิจฉัยใช่ตุลาการหรือไม่ ดังนั้น ข้อคิดเห็นของตุลาการก็คือเจตนารมณ์ของคำวินิจฉัย หากเป็นเช่นนั้นก็ไม่อยากให้นายนิกรหรือพรรคการเมืองอื่นๆ พยายามออกมาบิดคำตรงนี้

เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน นายนิกร จำนง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะคณะทำงานด้านรัฐธรรมนูญของพรรค ออกมากล่าวถึงเรื่องนี้อีกครั้งทางเฟซบุ๊กว่า ผมในฐานะเป็นผู้หนึ่งที่เดินอยู่บนเส้นทางของความพยายามที่จะให้มีรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ทำนองเดียวกันแต่ดีกว่ารัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งผมเป็นนักการเมืองที่อยู่ในยุคสมัยของนายกฯบรรหาร ศิลปอาชา ผู้ริเริ่มนั้นด้วย แต่ต่อมาถูกฉีกทิ้งไปด้วยการทำรัฐประหารเมื่อปี 2549 เกือบ 20 ปีแล้ว ที่ผมยังพยายามมาอย่างต่อเนื่องจนถึงวันนี้

ขอชี้แจงประเด็นที่ผมถูกพาดพิงจากนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ในฐานะเป็นถึงผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้กล่าวพาดพิงผมนอกสภาด้วยความไม่เป็นธรรม ที่ผมให้ความเห็นโดยไม่พาดพิงนักการเมืองผู้ใดว่าความเห็นของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ไม่ใช่คำวินิจฉัย ไม่สามารถใช้ผูกพันองค์กรใดได้ แล้วยังพาดพิงพรรคภูมิใจไทยว่าพรรคภูมิใจไทยอยากได้ ส.ส.ร.ที่มาจากการเลือกของรัฐสภาโดยตรงเลยว่าผม “บิดคำ”

ผมจึงต้องออกมาชี้แจงให้ฟังให้ดีว่า ผมพูดและใช้คำแบบตรงไปตรงมา ไม่ได้บิดเบือนหรือบิดคำแต่อย่างใด เพราะประเด็นที่ผู้เข้าไปพบได้ออกมาแถลงนั้น ถ้าเป็นไปตามที่พูดเป็นประเด็นคำหารือก็มิใช่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด

Advertisement

การออกมาแถลงให้ประชาชนเข้าใจว่ามีข้อยุติแล้วว่าเลือก ส.ส.ร.โดยตรงเพื่อสนับสนุนร่างตามแนวคิดของตนต่างหากที่เป็นการบิดประเด็น ที่ผมได้ออกมาให้ความเห็นต่อกรณีนี้ไว้ เช่นเดียวกับเมื่อคราวที่เกิดความพยายามของพรรคที่คุณณัฐพงษ์ ผู้เป็นหัวหน้าพรรคอยู่ ได้มีความเชื่อว่าสามารถทำประชามติได้เพียงสองครั้ง ซึ่งในขณะนั้นผมก็ได้โต้แย้งเตือนจากประสบการณ์ที่ผมเคยประสบมาเองตอนพยายามแก้รัฐธรรมนูญช่วงปี 2564 ว่าทำไม่ได้ ต้อง 3 ครั้ง แต่ก็ไม่ฟังกัน ชวนกันยื่นร่างต่อสภาเพื่อให้เป็นไปตามความเชื่อของพวกตน และก็ได้มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองโดยอาจซ่อนการหวังผลทางสร้างความนิยมทางการเมืองจากประชาชนโดยยกทีมเข้าหารือกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

แล้วก็ออกมาแถลงแบบเดียวกันกับคราวนี้ว่าศาลรัฐธรรมนูญให้ทำประชามติแค่สองครั้ง ผมก็พยายามบอกว่าเป็นความเห็นของตุลาการเท่านั้น ไม่ใช่คำวินิจฉัย ก็ยังออกมาย้ำอีกครั้งว่าเห็นไปทางนั้นมากกว่าครึ่งหนึ่งของตุลาการเขียนคำวินิจฉัยส่วนตนไว้ แล้วก็พยายามกันแล้วกันอีกโดยไม่ได้พิจารณาว่าต้องเสียเวลาของสภาและประชาชนที่รอคอยรัฐธรรมนูญกันเพียงใด แล้วผลสุดท้ายก็มีคำวินิจฉัยออกมาว่าต้อง 3 ครั้ง และต้องเสียเวลาของประชาชนไปรวมๆ เกือบ 3 ปี

มาคราวนี้อีกที่เดินนำประชาชนไปในเส้นทางที่สุ่มเสี่ยงที่อาจจะขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแบบเดิมอีก แล้วก็ออกมายืนยันแถลงกับประชาชนอีกว่าเลือก ส.ส.ร.ผู้รับผิดชอบทำรัฐธรรมนูญโดยตรงได้แน่นอน 100% ทั้งๆ ที่ไม่ใช่คำวินิจฉัยที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ยังเป็นแค่สรุปประเด็นหารือกับตุลาการบางท่านเท่านั้น แล้วก็มาโทษคนอื่นที่ออกมาทักและไม่ยอมเดินตามแนวทางของตนว่าอย่างนั้นอย่างนี้ ทั้งยังเอาสีมาย้อมเขาอีก

ก็คนอื่นเขาต้องรับผิดชอบกับเป้าหมายของตนตามวิถีที่เขาเห็นว่าจะเป็นไปได้จริง ทั้งยังไม่ต้องกังวลว่าจะถูกร้องว่าขัดจริยธรรมที่ไม่ทำหน้าที่สมาชิกรัฐสภาตามที่กล่าวคำปฏิญาณก่อนเข้าปฏิบัติหน้าที่ว่า “จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ” อย่างท้าทายไม่เป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญปี 2560 ประกอบคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ได้กำหนดไว้

ผมอยากจะบอกว่าพวกเราเป็นนักการเมืองต้องมีความรับผิดชอบในการนำทางประชาชนกันบ้าง ไม่ใช่นำไปตามความเชื่อของตนแล้วไม่รับผิดชอบต่อผลที่ตามมา ว่ามันจะเกิดขึ้นได้จริงเพียงใด ประชาชนจะผิดหวังต่อผลที่เป็นไปไม่ได้ตามที่วาดฝันให้กับเขาอย่างไร เมื่อผิดพลาดก็รังแต่ไปโทษคนอื่น โทษพรรคอื่น หรือแม้แต่โทษฟ้าโทษดินไปวันๆ เช่นดังที่ได้มีการกระทำกันมา

วันนี้จึงขอพูดในฐานะผู้ที่หวังจะได้รัฐธรรมนูญของประชาชนฉบับใหม่ ที่ตั้งตาทำและตั้งตารอมาเกือบ 20 ปีแล้ว เมื่อมีใครพาออกไปในเส้นทางที่สุ่มเสี่ยงต่อความล้มเหลวอีก ก็ต้องออกมาชี้แจงและต่อว่าให้มีความรับผิดรับชอบทางการเมืองกันบ้าง