หน้าแรก การเมือง ศิริกัญญา อัด...

ศิริกัญญา อัดงบปี 70 รายจ่ายประจำพุ่งแสนล้าน กดงบลงทุนหด ขณะงบดีอีพุ่ง จับตา AI Passport เฟส 2

22.06.26 | 12:46 น.

‘ศิริกัญญา’ อัดงบปี 70 ฝีแตกรายจ่ายประจำพุ่งแสนล้าน กดงบลงทุนหด ขณะงบดีอีพุ่ง 30% จับตา TH-AI Passport เฟส 2 ลั่น ‘รัฐบาล’ ถึงทางตันการคลัง

เมื่อเวลา 10.10 น. วันที่ 22 มิถุนายน ที่รัฐสภา น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) แถลงภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เงาครั้งที่ 7 ถึงการเตรียมความพร้อมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วาระแรก ว่า จะเข้าสู่การพิจารณาในสภาฯ วันที่ 29 มิถุนายนจนถึงวันที่ 1 กรกฎาคมนี้ ซึ่งจากที่ได้ติดตามการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ของครม. วันที่ 23 มิถุนายนนี้น่าจะเป็นมติสุดท้ายที่จะเห็นชอบกับเอกสารงบประมาณที่จะนำเข้าสู่สภาฯ ทั้งนี้ คาดว่าการอนุมัติร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ จะไม่ได้มีรายละเอียดที่แตกต่างไปจากตอนที่มีการอนุมัติไว้เมื่อวันที่ 18 มิถุนายนมากนัก

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม สาระสำคัญของบประมาณยังไม่ได้เปลี่ยนแปลง เป็นปีที่งบประมาณที่ฝีแตก ตัวปัญหาเรื้อรัง โรคเรื้อรังต่าง ๆ ที่เราเคยมีมานานจนถึงปีนี้ยังไม่สามารถที่จะจำกัด หรือปกปิดบาดแผลเหล่านั้นได้อีกต่อไป เราจึงจะเห็นได้จากตัวงบประมาณที่มีรายจ่ายประจำพุ่งสูงถึง 1.2 แสนล้านบาท ขณะที่รายจ่ายลงทุนปรับลด 7 หมื่นล้านบาท ซึ่งเมื่อไปดูไส้ในว่ารายจ่ายประจำที่เพิ่มขึ้นมีอะไรบ้าง ก็จะพบว่าเฉพาะตัวบำนาญอย่างเดียวที่มีอยู่ 2 รายการคือบำนาญให้ข้าราชการเพิ่มขึ้นประมาณ 2 หมื่นกว่าล้าน

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวด้วยว่า ในส่วนของเงินสมทบกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เพิ่มมาประมาณ 5 หมื่นกว่าล้านบาท รวมถึงเงินชำระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นมาประมาณ 4 หมื่นกว่าล้าน แค่นี้ก็ครบแสนล้านแล้ว ฉะนั้น จึงไม่แปลกใจที่งบประมาณของหน่วยงานอื่น ๆ ถูกปรับลดกันถ้วนหน้า โดยเฉพาะกรมหรือกระทรวงที่เป็นงบลงทุนเป็นหลัก อาทิ คมนาคม กรมโยธาธิการ

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวด้วยว่า การที่งบบำนาญต่าง ๆ หรืองบชำระดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ไม่ใช่เราจะเพิ่มหรือขยายสวัสดิการที่เป็นบำนาญให้ข้าราชการแต่อย่างใด รวมถึงงบชำระดอกเบี้ยก็ไม่ได้หมายความว่าเราอยากชำระดอกเบี้ยเพิ่มเติม แต่เป็นการจัดงบประมาณให้สะท้อนกับความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น เพราะที่ผ่านมามีการพยายามกดตัวเลขงบประมาณ ในการที่จะใช้จัดสรรบำนาญให้กับข้าราชการเกษียณอายุมาโดยตลอด เหมือนที่เราเห็นว่าจะต้องมีการใช้งบชดเชยเงินคงคลัง เพราะงบประมาณเหล่านี้ตั้งไว้ต่ำกว่าความเป็นจริง

“ทั้งที่ความเป็นจริงใช้สูงเกือบ 4 แสนล้านบาทมาโดยตลอดหลายปีแล้ว แต่ตั้งไว้ขาดแล้วต้องมาใช้งบกลาง เงินใช้จ่ายฉุกเฉิน หรือเงินคงคลังมาแทนเช่นในปี 2570 ก็มีการต้องตั้งเงินคงคลังถึง 7 หมื่นล้านบาทก็มาจากเงินบำนาญและงบชำระดอกเบี้ยที่ตั้งไว้ไม่เพียงพอ ดังนั้น เท่ากับรัฐบาลหลังชนฝาแล้ว ไม่สาทารถปรับแต่งตัวเลขงบประมาณได้เหมือนเดิมอีกต่อไป และต้องยอมรับสภาพความเป็นจริงสถานการณ์ที่หนักหนาสาหัสของงบประมาณไทย” น.ส.ศิริกัญญา กล่าว

Advertisement

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า ท่ามกลางหน่วยรับงบประมาณที่ถูกปรับลดงบประมาณถ้วนหน้า ยังมีหนึ่งกระทรวงที่ได้รับงบประมาณเพิ่มถึง 30% คือกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยหน่วยงานที่ได้รับงบประมาณพุ่งสูงที่สุดคือ สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ที่เป็นเจ้าของโครงการ TH-AI Passport ได้งบประมาณเพิ่ม 2 เท่า ที่สำคัญปลัดกระทรวงดีอีฯ ก็ยืนยันมาแล้วว่าในนั้นจะมีโครงการ TH-AI Passport เฟส 2 ให้ทางสภาฯ ได้ติดตามต่อ ก่อนหน้ามีการใช้เงินกองทุนดีอีฯ เราอาจจะมองไม่เห็น ตรวจสอบไม่คล่อง แต่เมื่อมาขอสภาฯ แล้วเราคงจะต้องเปิดเผยให้มีความโปร่งใสให้ประชาชนและส.ส.ได้ตรวจสอบ

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวด้วยว่า อีกเรื่องคือ พ.ร.บ.โอนงบประมาณปี 2569 ที่เหลือเวลาใช้อีกไม่มาก เราเตือนไปแล้วตั้งแต่ต้นว่ามาโอนงบในไตรมาส 3 ของปีงบประมาณจะทำได้ไม่เยอะ ซึ่งก็ปรากฎว่าได้ไม่เยอะจริง ๆ จากที่ตั้งเป้าไว้ 1 แสนล้านบาท แต่โอนจริงได้แค่ 1 หมื่นล้านบาท ทำให้ต้องฟรีชและระงับการจัดซื้อจัดจ้างไปชั่วคราว เพื่อให้ผ่านกระบวนการสำนักงบประมาณว่าตัวไหนจะได้ไปต่อ ตัวไหนจะถูกตัด ซึ่งใช้เวลาเป็นเดือนทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณมีการชะลอตัว

“งบประมาณที่ได้มา 1 หมื่นล้านบาทไม่คุ้มค่ากับการเสียเวลา แต่สิ่งที่รัฐบาลต้องทำก็สะท้อนว่าสถานการณ์การคลังของปี 2569 คงอยู่ในสภาวะหลังชนฝาเช่นเดียวกัน เงินนิด ๆ หน่อย ๆ ก็ต้องเอาไว้ก่อนไม่เช่นนั้นจะไม่มีเงินมากเพียงพอที่จะทำให้สามารถใช้งบประมาณได้ตลอดปี 2569 นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีติ่งไว้ว่าพ.ร.บ.โอนงบประมาณปี 2569 ที่ได้มาประมาณ 1 หมื่นล้านบาทนั้นจะใช้เยียวยาผลกระทบจากการปะทะบริเวณไทย-กัมพูชา ซึ่งแม้จะโอนได้นิดหน่อยแต่เราก็ไม่เพิกเฉยและจะพยายามติดตามรายละเอียดว่าส่วนที่ควรตัดได้ตัดหรือไม่ ส่วนไหนที่ไปตัดควรถูกตัดหรือไม่ เนื่องจากจะได้เห็นรายละเอียดในวันที่ 23 มิถุนายน และเข้าสู่การพิจารณาในสภาฯ วันที่ 25 มิถุนายนนี้ จึงอยากเชิญชวนประชาชนติดตาม” น.ส.ศิริกัญญา กล่าว