หน้าแรก การเมือง อนุกมธ.ดิจิทั...

อนุกมธ.ดิจิทัล กังวล TH-AI Passport ทำข้อมูลคนไทยรั่วไหล โต้ภราดร ไม่ได้ขวาง แต่ติดใจความโปร่งใส

22.06.26 | 15:58 น.

‘อนุ กมธ.ดิจิทัล’ โวย รบ.ปกปิดข้อมูลโครงการ TH-AI Passport หวั่นอาจทำข้อมูลคนไทยรั่วไหลต่างชาติ ซ้ำรอยบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ‘การดี’ ย้อน ‘ภารดร’ ไม่ได้ขวางทุกเรื่อง แต่ช่วยทำการบ้าน หลังหลักฐานโผล่ชัดไม่โปร่งใส ขอให้เปิดใจกว้าง อย่าตั้งป้อมปกป้องอย่างเดียว

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 22 มิถุนายน ที่รัฐสภา นางการดี เลียวไพโรจน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองประธานคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) เพิ่มขีดความสามารถแข่งขันดิจิทัลไทย ในคณะ กมธ.การสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) สภาผู้แทนราษฎร พร้อมคณะ แถลงว่า จากกรณีอนุ กมธ.ได้ขอเอกสารเกี่ยวกับโครงการ TH-AI Passport ทั้งสัญญาจ้างที่เกิดขึ้น วันนี้ได้เพียงแค่ใบปะหน้าหรือหน้าปกเท่านั้น รวมถึงเอกสารแผนการดำเนินงานทั้งหมด หรืองานงวดที่ 1 วันนี้น่าจะมีการรับส่งแล้วจากผู้รับจ้างและผู้ว่าจ้าง แต่วันนี้เรายังไม่ได้เอกสารนั้น และรายชื่อคณะกรรมการตรวจรับทั้งหมดเรายังไม่ได้เอกสาร ดังนั้น ตนและกรรมาธิการจะทวงถามต่อจากกลไกกรรมาธิการต่อไป แต่เราได้รายชื่อผู้ที่ร่างTOR ฉบับนี้แล้ว แต่อยากสะท้อนให้เห็นว่าโครงการนี้ควรจะดำเนินการอย่างไรต่อไป เพื่อให้แน่ใจทั้งความเชี่ยวชาญและความโปร่งใส และความอิสระในการตัดสินใจมีอยู่จริง

นางการดีกล่าวว่า วันนี้ได้มีการประชุมอนุ กมธ. โดยเชิญ 16 สมาคมและสภาดิจิทัลมาร่วมหารือ ซึ่งสิ่งที่พูดคุยกันโดยสาระสำคัญยืนยันว่าในฐานะที่อยู่ในวงการเทคโนโลยี และมีผู้เชี่ยวชาญ ไม่ได้มีการขัดขวางการใช้ AI เราเห็นด้วยที่จะยกระดับทักษะการใช้ AI ในประเทศไทย และเห็นว่าไทยควรมีการยกระดับเรื่องอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์เพื่อเป็นต้นทางไปสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ แต่สิ่งที่ไม่สบายใจและกังวลคือกระบวนการ หรือความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้าง และกระบวนการเกิดขึ้นข้างในที่กำลังตามหาในเรื่องสัญญา และในฐานะที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ ได้มีข้อคิดเห็นที่ไม่เห็นด้วยที่อยู่ใน TOR

“พวกเราได้ให้ข้อเสนอแนะเพื่อเป็นประโยชน์สูงที่สุดบนพื้นฐานสำคัญ คือ 1.โครงการนี้จะต้องโปร่งใส 2.ต้องใช้เงินภาษีทุกบาททุกสตางค์ให้คุ้มค่าที่สุด และ3.ประโยชน์ต้องเกิดกับประชาชนและประเทศไทยในระยะยาว เราจึงได้มีข้อเสนอแนะโดยทำเป็นรายงานต่อไปเพื่อนำเสนอให้กับคณะกรรมาธิการดีอีเอสในวันที่ 25 มิ.ย.นี้” นางการดีกล่าว

นางการดีกล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอ 4 กรอบ คือ1.ถามหาถึงมาสเตอร์แพลน หรือภาพใหญ่ของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจปัญญาประดิษฐ์ว่าจะเป็นทิศทางไปอย่างไร และมีความเกี่ยวข้องว่าโครงการนี้เหมาะสมหรือไม่ 2.การจัดทำกระบวนการที่ทำให้กระบวนการนี้มีประโยชน์สูงสุด ซึ่งเราได้รับข้อเสนอแนะจำนวนมาก เช่น การเปลี่ยนวิธีการทำ แทนที่จะเอาเงินออกไปข้างนอก เปลี่ยนเป็นใช้เป็นช่วง เช่น 3 เดือนแรกควรมีวิธีคิด ควรให้ผู้ใช้ลำดับสำคัญมาก่อน จากนั้นมีการควบรวมกับผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ในประเทศไทย ทำให้เกิดผู้ใช้ที่กว้างขวางขึ้น ซึ่งการทำเช่นนี้จะเป็นการทำทั้งแพลตฟอร์มที่จะได้ทั้งผู้สร้างที่ดี และเก่ง ขณะเดียวกันเป็นการสร้างผู้ใช้ที่มีการรู้เท่าทัน AI ได้อย่างดี

Advertisement

นางการดีกล่าวต่อว่า การใช้งานหรือกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความต้องการหลัก วันนี้เราจะมองภาพ TH-AI Passport จะมีวิธีคิดเหมือนรัฐบาลไปต่อราคาถุงยังชีพแล้วเอามาแจกไปเรื่อยๆ แบบนี้ไม่ได้ เพราะประเทศไทยมีความต้องการและจำเป็นเฉพาะเจาะจง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพและต้องการความช่วยเหลือที่มีการเปลี่ยนผ่านในยุค AI เช่น การท่องเที่ยว เอสเอ็มอี การแพทย์แผนไทย การเกษตร และภาครัฐ เป็นต้น เราเสนอเพื่อให้เกิดการตรวจสอบอย่างละเอียดในกระบวนการที่กำลังเกิดขึ้นในโครงการนี้ ที่สำคัญเราจะนำเสนอกับ กมธ.ดีอีเอสว่าควรจะตั้งอนุ กมธ.ในติดตามโครงการ TH-AI Passport เพราะต้องการความมั่นใจว่าคณะกรรมการตรวจรับมีความเชี่ยวชาญเพียงพอ และมีความอิสระที่สามารถตัดสินได้อย่างโปร่งใส หากจะทำให้คุณค่าที่สุดจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงอย่างนัยสำคัญ ภายในกระบวนการซึ่งมีอีกหลายข้อ

นางการดีกล่าวด้วยว่า 3.การปล่อยไหลไปของข้อมูล ซึ่งเป็นสิ่งน่ากังวลมากที่สุด เพราะข้อมูลถือเป็นทรัพยากรยุคใหม่ในโลกดิจิทัล เรามีความกังวลตั้งแต่ข้อมูลส่วนบุคคลว่าจะอยู่ที่ไหน จัดเก็บอย่างไร การประมวลผลที่ระบุวัตถุประสงค์ในทีโออาร์ว่าจะต้องจัดเก็บไว้ในประเทศเท่านั้นถือยังมีความไม่ชัดเจนอยู่มาก รวมถึงการใช้ข้อมูลโอนเอียงในการตัดสินใจของผู้ใช้ และ 4.เรื่อง KPI ถ้าจะบอกว่าโครงการนี้สำเร็จ รัฐควรมีตัวชี้วัดก่อนและหลังของโครงการนี้อ ถึงจะเรียกได้ว่าคุ้มค่ามากที่สุด

“เราจะรวบรวมข้อมูลทุกอย่างมาเป็นรายงานให้ได้ภายในระยะเวลา 48 ชั่วโมงข้างหน้านี้ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าจะนำเสนอ กมธ.ดีอีเอสต่อไป เพราะวันนี้เรามาอยู่บนทาง TH-AI Passport บนข้อสงสัยถึงถึงการทุจริตการจัดซื้อจัดจ้าง เรื่องนี้เรายังดำเนินการอยู่ผ่าน กมธ.สำคัญ เช่น กมธ.กฎหมาย กมธ.ติดตามงบ และ กมธ.ปปง. ดังนั้น การดำเนินการของอนุ กมธ.เห็นว่าถ้าจะทำโครงการนี้ให้ดีขึ้น สัญญาควรต้องมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อที่ไทยจะได้ยกระดับ AI ได้จริง สามารถใช้ภาษีได้ประโยชน์สูงสุด โปร่งใสทุกขั้นตอน ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป” นางการดีกล่าว

ด้านนายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะรองประธานคณะอนุ กมธ. กล่าวเสริมว่า ความเห็นของอนุ กมธ.ค่อนข้างไปในทางเดียวกันว่าอยากเห็นประเทศไทยมีการพัฒนาและการลงทุนเรื่อง AI เพียงแต่โครงการนี้มีสิ่งที่น่าสงสัยหลายจุด ซึ่งก็ต้องมีการตรวจสอบต่อไป ประเด็นที่พูดคุยวันนี้คือการใช้เงิน 1.6 พันล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการนำไปซื้อโทเคน (Token) ซึ่งเป็นบริษัทต่างชาติ เงินเกือบทั้งหมดของโครงการจะไหลออกไปต่างประเทศเป็นค่าโทเคน ทั้งที่มีวิธีอื่นที่อาจจะดีกว่า เช่น การนำโมเดล มารันในเครื่องในประเทศ ก็จะประหยัดค่าโทเคนได้มาก ทำให้เงินไม่ไหลออกและเป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการในไทยอีกด้วย หากผู้ประกอบการไทยได้พัฒนาโปรดักส์ AI ของไทยเอง และสามารถนำมาตอบโจทย์ในประเทศไทย ก็จะเป็นการสร้างอุตสาหกรรมในไทยที่ไม่ได้เป็นเพียงผู้ซื้ออย่างเดียว

นายอิสริยะกลาวว่า ส่วนเรื่องของการไหลออกของข้อมูล เพราะทราบกันดีว่า TH-AI Passport ทำหน้าที่เป็นหน้ากากในการรับคำสั่งจากผู้ใช้ออกไปยังผู้ให้บริการที่อยู่ต่างประเทศ ดังนั้น ข้อมูลใดๆ ก็ตามที่เป็นคำสั่งเข้าไปในโปรแกรมทั้งขาเข้าและขาออกคือตัวผลรับที่ AI จะตอบกลับมา ต้องผ่าน TH-AI Passport หากมองอีกมุมหนึ่งนี่คือการสอดส่องของรัฐในภาพรวม เพราะตัวโครงการจะเห็นคำสั่งของผู้ใช้ทั้ง 5 ล้านคน ซึ่งปลัดกระทรวงดิจิทัลเคยให้สัมภาษณ์ว่าจะนำข้อมูลพวกนี้ไปเทรน AI อีกที หากมองในแง่ดีก็มองได้

“อย่าลืมว่าเราเพิ่งผ่านการเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดมา มีความพยายามติดตามข้อมูลคนไทยอยู่ ซึ่งจากใครเรายังไม่ทราบ แต่ข้อมูลที่วิ่งผ่านระบบ TH-AI Passport อาจจะเป็นการเปิดช่องให้เกิดการติดตามข้อมูลของคนไทยครั้งใหญ่อีกรอบหนึ่ง ทั้งที่เรื่องเก่ายังไม่จบด้วยซ้ำ จึงขอฝากข้อกังวลนี้ไปยังรัฐบาลว่าข้อมูลเหล่านี้ที่เป็นของคนไทย 5 ล้านคนของโครงการนี้จะปลอดภัยจริงๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลยังชี้แจงไม่หมด” นายอิสริยะกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่าอยากให้ฝ่ายค้านยกการตรวจสอบกับการเดินหน้าโครงการไปคนละส่วน และไม่ควรเรียกร้องให้ยกเลิกโครงการนี้ เพราะทำให้รัฐได้รับความเสียหาย นางการดีกล่าวว่า ตอนนี้เราก็เดินสองขา ตรวจสอบข้อสงสัยในเรื่องการทุจริต ซึ่งก่อนหน้านี้ กมธ.ดีอีเอสได้มีการทำงานไปแล้ว โดยตนในฐานะ กมธ.ก็มาดูแลเรื่องความถูกต้องของงาน หวังว่ารัฐมนตรีน่าจะพอใจที่มีคนมาช่วยทำงานและมาบอกข้อสอบละเอียดขนาดนี้ เพราะถ้าเราปล่อยไหลไปในลักษณะนี้การใช้งบ 1.6 พันล้านบาทกับตัวชี้วัดที่รัฐยังไม่มีบอกเลย โรดแมปก็ยังไม่มีการพูดถึงชัดเจน เราจึงต้องเอาผู้เชี่ยวชาญมาหารือว่าหากเราจะต้องปรับปรุง หรือทบทวนโครงการจะต้องทำอย่างไรให้ดีขึ้น ขันน็อตให้แน่นขึ้นเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด และจากที่พูดคุยกันมีประเด็นที่น่าสนใจค่อวันนี้เราเอาเงิน 1.6 พันล้านบาทไม่ได้มีการแบ่งช่วง ขณะนี้ความต้องการต่างกัน และเหมือนเราเอาเงินค่าการตลาดกับแพลตฟอร์มต่างชาติ ซึ่งเราควรเอาเงินจำนวนนี้มาสร้าง AI ในประเทศไทยจะดีกว่าหรือไม่

“จริงๆ แล้วราช่วยทำการบ้านให้รัฐมนตรีอยู่ ถ้าจะเปิดใจกว้างสักนิดก็จะเห็นว่าเราช่วยให้ท่านใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ประชาชนและประเทสได้ประโยชน์ระยะยาว เราเข้าใจดีว่าเรื่อง AI คนต้องใช้ แต่เป็นวิธีคิดเหมือนบริจาคของ ถุงยังชีพ ไทยช่วยไทย เอาฟรีไป และพยายามบอกว่าใครๆ ก็อยากใช้ ซึ่งก็จริง แต่คิดว่าเพื่อที่จะให้ได้ผลลัพธ์เดียวกัน วันนี้มหาวิทยาลัยเขามีเรียนฟรีอยู่แล้ว เราจึงเสนอการใช้เงินไปในทางที่ดีกว่า เราไม่ได้ขัดขวางในเรื่องที่คนจะต้องเก่ง AI ขึ้น แต่พยายามช่วยหาทางที่ดีกว่าเท่านั้น” นางการดีกล่าว

เมื่อถามว่า ดูเหมือนรัฐบาลจะยืนกระต่ายขาเดียว ไม่ยอมทบทวน และจะเดินหน้าต่อไป ทำไมถึงต้องใช้บริษัทต่างประเทศ นางการดีกล่าวว่า ตอนนี้เบลอไปหมดแล้วว่าประเด็นการเมือง หรือประเด็นการพัฒนา แต่เราเน้นเรื่องการพัฒนา สิ่งที่ติดใจของคนคือความโปร่งใสของการทำงาน

ส่วนที่นายภราดรออกมาระบุว่าไม่อยากให้ฝ่ายค้านรีบด่วนสรุปไปตามกระแสการเมือง นางการดีกล่าวว่า เราไม่ได้รีบตัดสิน แต่ถ้าเป็นเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างเริ่มมีหลักฐานต่างๆ ขึ้นมาแล้ว สิ่งที่เราอยากฟังจากรัฐมนตรีที่ดูแลตรงนี้ แม้ท่านจะบอกว่าเรื่องรายละเอียดเป็นการทำงานของหน่วยราชการ แต่ถ้าท่านเป็นหัวหน้า เป็นคนดูแลก็จะต้องออกมาถามแล้ว ถ้าพิสูจน์ว่าท่านไม่รู้เรื่องนี้จริงๆ ก็ต้องตอบแล้วว่าของทำเสร็จก่อนที่จะมาเปิดเป็นโครงการหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้มีสัญญาณผิดปกติแน่นอน และการเป็นผู้นำถ้าไม่มีเอี่ยวอะไรด้วย เป็นตนจะเรียกมาซักถามว่าเกิดอะไรขึ้น เราต้องการเห็นภาวะผู้นำของการพัฒนาโครงการนี้อย่างโปร่งใจจริงจัง

ต่อข้อถามว่า ดูเหมือนนายภราดรออกมาพูดเพื่อปกป้องนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นางการดีกล่าวว่า คงเป็นหน้าที่ของเขา และไม่เห็นจะดูเหมือน แต่มันใช่เลย