นายกฯ เปิดงาน W-Unity : รวมพลังสตรี เชื่อมใจ เพื่อการพัฒนา ชี้ สตรีเป็นส่วนสำคัญช่วยพัฒนาประเทศ เร่งยกระดับบทบาทสตรี เชื่อเป็นเงื่อนไขสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ – สังคม พร้อมสนับสนุนแก้กฎหมายที่เป็นอุปสรรค
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 22 มิถุนายน ที่ห้องแกรนด์ ไดมอนด์ บอลรูม อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย และนางธนนนท์ ชาญวีรกูล ภริยา เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ W-Unity : รวมพลังสตรี เชื่อมใจ เพื่อการพัฒนา และมอบนโยบาย เรื่อง “ทิศทางรัฐบาลในการยกระดับบทบาทสตรี สู่การพัฒนาประเทศที่ยั่งยืน”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทันทีที่นายกฯ มาถึงบริเวณหน้าสถานที่จัดงาน กลุ่มสตรีที่มาร่วมงานได้วิ่งเข้าไปกอดนายกฯ พร้อมตะโกนว่า “สตรีอยุธยารักนายกฯ” ซึ่งนายกฯได้ยกมือไหว้ขอบคุณ และถ่ายรูปด้วย
จากนั้น นายกฯ กล่าวมอบนโยบายตอนหนึ่งว่า หากพูดถึงการพัฒนาประเทศนอกจากเรื่องใหญ่ ๆ ทั้งเศรษฐกิจ การลงทุน หรือเทคโนโลยีใหม่ ๆ แต่บางครั้งการพัฒนาประเทศสามารถวัดได้จากเรื่องที่ใกล้ตัวกว่านั้น ซึ่งประชากรครึ่งประเทศของเราคือ ประชากรที่เป็นเพศหญิง โดยเฉพาะเพศหญิงในวัยทำงานที่เป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาประเทศ ซึ่งตนขอพูดถึงเพศหญิงด้วยการตั้งคำถาม 3 คำถาม คือ 1.เวลาผู้หญิงมีลูกยังต้องกังวลว่าอนาคตในหน้าที่การงานจะสะดุดหรือไม่ 2.ผู้หญิงสามารถเดินทาง และใช้ชีวิตอยู่ในเมืองได้อย่างปลอดภัยหรือไม่ และ 3.หากผู้หญิงเผชิญความรุนแรงภายในบ้านรัฐสามารถดูแลได้ดีหรือไม่

อย่างไรก็ตาม หากเราไม่มีคำตอบที่ดีพอสำหรับคำถามเหล่านี้ และยังมีอุปสรรคที่เป็นข้อจำกัดของผู้หญิง รวมถึงจำกัดโอกาสของประเทศ ในการใช้ศักยภาพของประชาชนได้อย่างเต็มที่ในการพัฒนาประเทศ การยกระดับบทบาทสตรีจึงไม่ใช่เรื่องของผู้หญิงเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของอนาคตประเทศไทยด้วย ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญกับประเด็นนี้ จึงมาพูดถึงทิศทางการยกระดับบทบาทสตรีโดยเน้น 3 เรื่องสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของผู้หญิง และความเข้มแข็งของสังคมไทย ประกอบด้วย
1.สิทธิที่เกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์ การคลอด และการเลี้ยงดูบุตร เด็กที่เกิดวันนี้เป็นส่วนสำคัญที่จะขับเคลื่อนประเทศในอนาคต ดังนั้น สังคมต้องสนับสนุนผู้หญิงในการมีบุตรด้วยการแบ่งเบาภาระให้เขามากที่สุด

2.ผู้หญิงจำนวนมากไม่ได้เดินทางจากบ้านไปที่ทำงานแล้วกลับบ้านเพียงอย่างเดียว แต่ในหนึ่งวันยังต้องทำภารกิจอีกหลายอย่าง เราจึงต้องเข้าใจวิถีชีวิตเหล่านี้ด้วย บ้านจึงเป็นควรเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุด แต่ความจริงยังมีผู้หญิงจำนวนไม่น้อย ต้องเผชิญกับความรุนแรงในบ้านของตัวเอง ซึ่งเรื่องนี้จะมาเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานไม่ได้ และจะต้องใส่ใจว่าไม่ใช่เรื่องของครอบครัวเท่านั้น แต่เป็นปัญหาสาธารณะ รัฐบาลจึงต้องเดินหน้าสร้างระบบคุ้มครองที่เข้มแข็งมากขึ้น เพราะเราจะสร้างสังคมที่เข้มแข็งไม่ได้หากมีคนจำนวนหนึ่งยังต้องใช้ชีวิตอยู่กับความกลัว
3.ขณะนี้นานาชาติเชื่อมั่นแล้วว่าการยกระดับบทบาทสตรี เป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมในระยะยาว ประเทศไทยก็ไม่ได้เป็นข้อยกเว้น ตนเชื่อว่าหากสุภาพสตรีก้าวไปข้างหน้าประเทศก็จะก้าวไปข้างหน้า และหากสุภาพสตรีมีโอกาสใช้ศักยภาพของตนได้อย่างเต็มที่ ประเทศไทยก็จะสามารถใช้ศักยภาพได้อย่างเต็มที่เช่นกัน
“ผมมีความเชื่อมั่นมานานแล้วว่า สตรีเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการพัฒนาประเทศ ถ้าไม่มีท่านพวกผมจะออกมาเฉิดฉายได้แบบนี้หรือไม่ สตรีวันนี้ไม่ใช่อยู่กับบ้านเฉย ๆ แล้วคอยหากับข้าวกับปลาให้สามีให้ลูกกินเท่านั้น แต่ยังเป็นรากฐานสำคัญของคำว่าครอบครัวอีกด้วย วันนี้จะมองว่าผู้หญิงเป็นเพศที่อ่อนแอกว่าไม่ได้แล้ว” นายกฯ ระบุ

นายกฯ กล่าวด้วยว่า สตรีทุกท่านไม่ต้องกังวล เพราะในรัฐบาลปัจจุบันมีสุภาพสตรีอยู่ในคณะรัฐมนตรีจำนวนมาก และมีผู้บริหารในภาครัฐจำนวนมากเช่นกัน ท่านจึงมีคนที่เข้าถึงหัวจิตหัวใจของท่าน เป็นตัวแทนของท่านอยู่แล้ว วันนี้เราคิดว่าจะทำอย่างไรที่จะใช้พลังเพื่อการพัฒนาประเทศ โดยที่ไม่มีคำว่าเพศอยู่ตรงกลาง เพื่อให้บ้านเมืองเกิดความเจริญก้าวหน้ามากที่สุด หากร่วมมือกันเชื่อว่าทำได้อยู่แล้ว ดังนั้น ทุกอย่างในวันนี้ที่เป็นข้อเสนอจะถูกนำไปสู่การประมวลผลเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ และพร้อมผลักดันไปข้างหน้าด้วยความรวดเร็ว หากสิ่งไหนยังติดขัด หรือทำไม่ได้ก็จะเข้าสู่กระบวนการปรับปรุงกฎหมาย ซึ่งรัฐบาลจะไม่ลังเลแม้แต่น้อยที่จะแก้ไขสิ่งเหล่านี้อย่างรวดเร็วถึงใจ ซึ่งต้องขอความร่วมมือจากพวกเราทุกคนด้วย
ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีได้เชิญชวนผู้มาร่วมงานทุกคนว่าเสร็จสิ้นจากภารกิจตรงนี้แล้วให้ไปเดินงานโอทอป ซึ่ง 2 วันที่ผ่านมายังไม่ได้เปิดอย่างเป็นทางการ แต่สามารถขายได้แล้ว 150 ล้านบาท






