หน้าแรก การเมือง หมอเปรม จี้ ป...

หมอเปรม จี้ ประธานวุฒิฯ เรียกถกด่วนกำหนดจุดยืนแก้รธน. ย้ำ 21.6 ล้านเสียงประชามติ รอคำตอบอยู่

23.06.26 | 12:07 น.

หมอเปรม จี้ ประธานวุฒิฯ เรียกถกด่วนกำหนดจุดยืนแก้รธน. ย้ำ 21.6 ล้านเสียงประชามติ รอคำตอบอยู่

เมื่อวันที่ 23 มิ.ย.เวลา 10.30 น. ที่รัฐสภา นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สว. แถลงเรียกร้องให้วุฒิสภาแสดงจุดยืนอย่างชัดเจน ต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ว่า ตนได้ทำหนังสือด่วนถึงประธานวุฒิสภา ขอให้นำประเด็นดังกล่าวเข้าสู่การหารือในที่ประชุมวุฒิสภา ก่อนที่รัฐสภาจะพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในช่วงต้นเดือน ก.ค.นี้ เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนต่อสาธารณชนเกี่ยวกับท่าทีของวุฒิสภา ซึ่งประชาชนได้แสดงเจตจำนงผ่านการออกเสียงประชามติเมื่อวันที่ 8 ก.พ. ที่ผ่านมา โดยจัดขึ้นพร้อมกับการเลือกตั้งทั่วไป มีผู้เห็นชอบให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญประมาณ 21.6 ล้านคน ถือเป็นเสียงข้างมากของประชาชนทั้งประเทศ และเป็นข้อเท็จจริงที่ทุกพรรคการเมืองยอมรับมาโดยตลอด หลังจากนั้นพรรคการเมืองต่างๆ ได้ทยอยเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญตามผลประชามติดังกล่าว และเตรียมเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาในเร็วๆนี้

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 10 ก.ย. 2568 ซึ่งวินิจฉัยเกี่ยวกับอำนาจและหน้าที่ของรัฐสภาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยสรุปว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องดำเนินการผ่านการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ซึ่งประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พร้อมต้องมีการเสนอร่างแก้ไขและได้รับเสียงสนับสนุนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขรายมาตราหรือการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็ตาม

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้รัฐสภาเคยพิจารณาเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาแล้ว แต่เกิดความขัดแย้งจนไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ กระทั่งมีการยุบสภาและจัดการเลือกตั้งใหม่ พร้อมเปิดให้ประชาชนลงประชามติเกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ดังนั้น เมื่อพรรคการเมืองต่างๆ แสดงความพร้อมที่จะผลักดันเรื่องนี้ วุฒิสภาในฐานะหนึ่งในองค์ประกอบของรัฐสภาก็ควรแสดงท่าทีอย่างชัดเจนเช่นกัน

“สว.ทั้ง 200 คน เป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หากไม่มีการแสดงจุดยืนในนามองค์กร อาจถูกตีความได้หลายทาง และส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน จึงเสนอให้ประธานวุฒิสภาพิจารณานำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การหารือในที่ประชุมวุฒิสภา หรืออย่างน้อยอาจนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการประสานงานวุฒิสภา(วิปวุฒิสภา) เพื่อกำหนดท่าทีร่วมกัน”นพ.เปรมศักดิ์ กล่าว

Advertisement

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า การปล่อยให้สว.แต่ละคนแสดงความคิดเห็นเป็นรายบุคคล โดยไม่มีจุดยืนในนามองค์กร อาจทำให้ประชาชนเกิดความสับสน ว่าที่สุดแล้ววุฒิสภาสนับสนุน หรือคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญกันแน่ โดยเฉพาะเมื่อสภาผู้แทนราษฎรและพรรคการเมืองส่วนใหญ่ได้แสดงท่าทีสอดคล้องกับผลประชามติไปแล้ว เหลือเพียงวุฒิสภาที่ยังไม่มีจุดยืนอย่างเป็นทางการ

นพ.เปรมศัก กล่าวว่า แม้วุฒิสภาจะมีจำนวนสมาชิกน้อยกว่าสภาผู้แทนราษฎร แต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญจำเป็นต้องอาศัยเสียงสนับสนุนจากวุฒิสภาตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ จึงไม่อาจปฏิเสธบทบาทของวุฒิสภาในกระบวนการดังกล่าวได้ และที่ผ่านมาประชาชนจำนวนไม่น้อยยังกังวลว่าวุฒิสภาอาจเป็นกลไกสำคัญในการยับยั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ดังนั้น เพื่อไม่ให้เกิดความคลางแคลงใจ วุฒิสภาควรแสดงความชัดเจน

เมื่อถามถึงจุดยืนเรื่องที่มาของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า จากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ตนเป็นผู้ยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยนั้น ศาลได้วางหลักการว่าสามารถมี ส.ส.ร.ได้ แต่ต้องไม่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องนำมาพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะหากรัฐสภาเดินหน้าขัดกับแนวทางดังกล่าว อาจส่งผลต่อความชอบด้วยกฎหมายของกระบวนการในอนาคต

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า โดยส่วนตัวรู้สึกเสียดาย เพราะเห็นว่าการมี ส.ส.ร. ที่มาจากประชาชนโดยตรงจะสามารถสะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนได้ดีที่สุด แต่เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมาแล้ว ทุกองค์กรจำเป็นต้องเคารพและปฏิบัติตาม เนื่องจากคำวินิจฉัยมีผลผูกพันตามกฎหมาย

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวต่อว่า แม้จะไม่ติดใจมากนักว่าส.ส.ร. จะมาจากการเลือกตั้งโดยตรงหรือไม่ แต่สิ่งสำคัญคือกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญต้องเชื่อมโยงกับประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการตั้งคณะกรรมาธิการยกร่าง การเปิดรับฟังความคิดเห็น หรือการทำประชามติในขั้นตอนต่าง ๆ เพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนและได้รับการยอมรับจากสังคมในวงกว้าง