เครือข่ายสหกรณ์โคนม ตบเท้าร้อง กมธ.เกษตรฯ สว. ค้านร่าง พ.ร.บ.โคนมฯ ฉบับใหม่ หวั่นเปิดทางทุนครอบงำอุตสาหกรรมนมไทย ด้าน ’เศรณี‘ ฉะ2 กรม ซัด 2 อธิบดี ปล่อยเกษตรกร -เข้าข้างเอกชน ลั่นหากยังเพิกเฉย จะซื้อปี๊บไปให้คลุมหัว
เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน ที่รัฐสภา นายสุนทร เชาว์กิจค้า สว. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา รับหนังสือจากกลุ่มเครือข่ายสหกรณ์โคนม ประกอบด้วยสหกรณ์การเกษตรตากฟ้า จำกัด จังหวัดนครสวรรค์ ชุมนุมสหกรณ์โคนมไทย-เดนมาร์ค จำกัด จังหวัดสระบุรี สหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์) จังหวัดราชบุรี และผู้แทนกลุ่มสถานศึกษาที่มีการเรียนการสอนด้านการเกษตร ยื่นหนังสือไม่เห็นด้วยกับร่างพ.ร.บ.โคนมและผลิตภัณฑ์นม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ที่ผ่านมติวุฒิสภาไปเมื่อวันที่ 22 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยเฉพาะในสัดส่วนของคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม (คณะกรรมการมิลค์บอร์ด) ที่ส่วนใหญ่มาจากภาคเอกชน พร้อมขอความเป็นธรรมการจัดสรรสิทธิโครงการนมโรงเรียน และขอให้ความช่วยเหลือแก้ไขปัญหาผลผลิตน้ำนมดิบของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม

นายธีระชัย เกรียงไกรเวคิน ประธานชุมนุมสหกรณ์นมไทย-เดนมาร์คฯ ตัวแทนเกษตรกรเลี้ยงครัวนมกล่าวว่า กลุ่มสหกรณ์มีกว่า 3 พันครอบครัว ที่ผ่านมาองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) แจ้งว่าไม่สามารถรับซื้อน้ำนมดิบส่วนที่เกินจากข้อตกลง MOU ได้อีกประมาณ 80-90 ตันต่อวัน ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรทั่วประเทศ สาเหตุหลักมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทำให้เกษตรกรลดการผลิตลง ประกอบกับได้รับการจัดสรรโควตานมโรงเรียนลดลง เหลือเพียง 90 ตันต่อวัน จากที่ยื่นขอไว้ 265 ตัน
ขณะที่ปัจจุบันรับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรวันละประมาณ 400 ตัน หากไม่ได้รับการจัดสรรโควตานมโรงเรียนเพิ่ม จะต้องขายน้ำนมดิบในราคาต่ำกว่านมในโควตา ส่งผลให้สูญเสียรายได้รวม 4-5 ล้านบาทต่อเดือน หรือสะสมแล้วกว่า 50 ล้านบาท พร้อมเรียกร้องให้ภาครัฐคืนความเป็นธรรมในการจัดสรรสิทธินมโรงเรียนแก่ อ.ส.ค. เพื่อรักษาเสถียรภาพอาชีพโคนมและลดผลกระทบต่อเกษตรกร
นายสุนทร กล่าวว่า จะรับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณา โดยจะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมประชุม เพื่อหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรภายใต้อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการ และจะนำปัญหาที่ได้รับฟังไปสู่การจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาลเพื่อให้เกิดการช่วยเหลือเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนต่อไป

ขณะที่ นายเศรณี อนิลบล สมาชิกวุฒิสภา กล่าวว่า กลุ่มเกษตรกรโคนมมาขอความช่วยเหลือและเรียกร้อง กมธ.เกษตรฯ ของวุฒิสภาหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาทบทวน โดยประธานกมธ.ได้รับเรื่องไปพิจารณาและหารือในคณะกรรมาธิการต่อไป ซึ่งต้องรอฟังผลการพิจารณาก่อน แต่หากเห็นว่ากฎหมายนี้มันผ่านมติวุฒิสภาไปแล้ว เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน ก็ต้องนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อถวายลงพระปรมาภิไธยและประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป แต่ถ้าหากปล่อยให้เป็นไปแบบนี้ครบทั้ง 11 มาตรา ตามที่มีมติไป เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมก็จะถวายฎีกา เพราะถือว่าอาชีพการเลี้ยงโคนมเป็นอาชีพพระราชทาน โดยในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงวางรากฐานไว้เพื่อประโยชน์ของเยาวชนและเกษตรกรไทย หากปล่อยให้กฎหมายฉบับนี้ผ่านออกมา จะเป็นการทำลายกลไกและทำให้อาชีพนี้สูญสิ้นไปจากประเทศในอนาคต
นายเศรณี กล่าวต่อว่า ปัญหาใหญ่ในปัจจุบันเกิดจากการบริหารงานของคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม (Milk Board) หรือกลุ่มมิลค์บอร์ดที่มีโครงสร้างประกอบด้วยผู้ประกอบการที่มีส่วนได้ส่วนเสียในกิจการน้ำนม ทำให้ออกหลักเกณฑ์และนโยบายในลักษณะเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนเอกชนมาอย่างยาวนาน ล่าสุดปล่อยให้มีการเปิดเสรีการค้าจนเกิดการนำเข้านมผงจากต่างประเทศในอัตราภาษี 0% ซึ่งมีต้นทุนต่ำเพียงกิโลกรัมละ 15 บาท แล้วนำมาละลายน้ำบรรจุกล่องทำโปรโมชั่นลดแลกแจกแถมตัดราคาตลาด ในขณะที่น้ำนมดิบแท้ 100% ของเกษตรกรไทยและองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) กลับถูกจำกัดสิทธิ์และริบรอนโควตา จนปัจจุบัน อ.ส.ค. และสหกรณ์โคนมต่างๆ เช่น สหกรณ์หนองโพ มีน้ำนมดิบค้างสต็อกมหาศาลจนไม่มีพื้นที่จัดเก็บ และแบกรับภาระหนี้สินรวมกันกว่า 6-7 พันล้านบาท
นายเศรณี กล่าวด้วยว่า ขณะที่โครงการนมโรงเรียน ที่มีมูลค่างบประมาณสูงถึง1.4 พันล้านบาทต่อปี ก็มีภาพของความล้มเหลวในการจัดสรรผลประโยชน์ที่จัดสิทธิ์ไม่ลงตัว เกิดการทะเลาะเบาะแว้งแบ่งเค้กกันในกลุ่มอิทธิพล จนทำให้เปิดเทอมมาแล้วเด็กนักเรียนจำนวนมากยังไม่ได้ดื่มนมอย่างที่ควรจะเป็น และเมื่อถูกกระแสสังคมกระทุ้ง ภาครัฐกลับแก้ปัญหาด้วยวิธีเลอะเทอะด้วยการแจกนมกระดาษหรือการส่งบิลเคลียร์เอกสารย้อนหลังว่าเด็กได้กินแล้วเพื่อเบิกเงิน แต่ในความเป็นจริงเด็กไม่ได้กินนม ถือเป็นการเล่นแร่แปรธาตุที่สร้างความเสียหายให้กับรัฐและเยาวชน
“โครงการนมโรงเรียนคือบริการสาธารณะของรัฐ ตอนนี้ อ.ส.ค. กับสหกรณ์หนองโพนมนล้นสต็อก ทำไมกระทรวงเกษตรฯ ไม่กล้าตัดสินใจตัดยอดงบประมาณมาซื้อนมจากสหกรณ์ไทยให้เด็กกินไปก่อนใน 3 เดือนแรกที่ยังจัดสิทธิ์ไม่ลงตัว มัวแต่ไปกลัวว่าเอกชนจะฉิบหาย ทั้งที่เอกชนเหล่านั้นร่ำรวยบนกองเงินกองทองมาเป็นสิบปีแล้วจากนโยบายเอื้อประโยชน์” นายเศรณี กล่าว
นายเศรณี กล่าวด้วยว่า การทำงานของกรมปศุสัตว์ และกรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่มุ่งเน้นการตั้งแท่นตรวจสอบเกษตรกรรายย่อยและสหกรณ์ของชาวบ้านอย่างละเอียดคุมเข้มแทบตายเพื่อหาช่องตัดสิทธิ์โควตา แต่ในทางกลับกัน เมื่อเป็นโรงงานของเอกชนรายใหญ่ รัฐกลับไม่มีปัญญาเข้าไปตรวจสอบ หรือมักจะมีการส่งสัญญาณล่วงหน้าจนเกิดข้อครหาเรื่องการซูเอี๋ยรับผลประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งหากปล่อยให้สถานการณ์ยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป สหกรณ์ของชาวบ้านจะค่อย ๆ ทยอยล้มหายตายไปทีละแห่ง และ อ.ส.ค. หรือนมตราวัวแดงที่เป็นสัญลักษณ์ของอาชีพพระราชทานจะต้องสิ้นสภาพลงในที่สุด จนประเทศไทยต้องหันไปพึ่งพาการนำเข้านมผงจากต่างประเทศ 100% ทั้งที่มีศักยภาพในการผลิตเองได้
“ผมผิดหวังกับอธิบดีกรมปศุสัตว์และอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร วันนี้ท่านจะยังยืนเคียงข้างกับประชาชนหรือไม่ หรือจะไปอำนวยความสะดวกให้กับเอกชน โดยลืมเกษตรกรที่ท่านปั้นมากับมือ ไม่สามารถเป็นที่พึ่งของเขาได้ เหมือนกรณีให้รวมกลุ่มสหกรณ์แต่ไม่สามารถช่วยเหลือให้ได้รับความเป็นธรรม วันนี้เป็นปัญหาระดับชาติ ถ้าทั้งสองกรมนี้ทำไม่ได้ผมจะซื้อปี๊บไปให้หัว ไม่ต้องเดินให้เกษตรกรเห็นหน้าอีกต่อไป” นายเศรณี กล่าว


