ศาลนัด9กค.นี้ ชี้ขาดพรก.กู้เงิน 4 แสนล. ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ เปิดงบประมาณ 70 งบกลางนำโด่งเฉียด 7 แสนล.
เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ศาลรัฐธรรมนูญได้มีการอภิปรายเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยในคดีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 133 คน ซึ่งเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้า ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร เข้าชื่อเสนอความเห็นต่อประธาน สภาผู้แทนราษฎร ผู้ร้อง ว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบ จากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง และได้ส่งความเห็นดังกล่าวเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 173 วรรคหนึ่ง
โดยศาลเห็นว่าคดีเป็นปัญหาข้อกฎหมาย และมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้ จึงยุติการไต่สวนตามพ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 58 วรรคหนึ่ง จึงกำหนดนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติในวันที่ 9 ก.ค. 69 เวลา 09.00 น. ทั้งนี้ ตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 173 วรรคสอง กำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับเรื่อง
ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า ระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน-1 กรกฎาคม จะมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วาระแรก วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงบประมาณปี 2569 จำนวน 7.4 พันล้านบาท แบ่งเป็นรายจ่ายประจำ 2.78 ล้านล้านบาท รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง 7.10 หมื่นล้านบาท รายจ่ายลงทุน 7.89 แสนล้านบาท รายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ 1.51 แสนล้านบาท
ทั้งนี้ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยปี 2570 มีแนวโน้มขยายตัวร้อยละ 1.7-2.7 ตามการฟื้นตัวดีขึ้นของเศรษฐกิจและการค้าโลก จะช่วยสนับสนุนการขยายตัวของภาคการส่งออกสินค้าและบริการ ขณะที่อุปสงค์ภายในประเทศทั้งการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวอย่างต่อเนื่อง รวมถึงแรงสนับสนุนจากการใช้จ่ายภาครัฐและงบประมาณภายใต้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงจากความยืดเยื้อของสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง และความไม่แน่นอนของการดำเนินมาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศเศรษฐกิจหลัก
ขณะที่สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ระบุว่า หนี้สาธารณะ ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 มีจำนวน 1.26 หมื่นล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 66.4 ของจีดีพี โดยในช่วงเวลาดังกล่าว รัฐบาลยังไม่ได้มีการออกพ.ร.ก.กู้เงินฯ 4 แสนล้านบาทในการแก้วิกฤตพลังงาน ด้านฐานะเงินสดของแผ่นดินกรมบัญชีกลางระบุว่า ในปีงบประมาณ 2568 สิ้นสุดเดือนกันยายน อยู่ที่ 5.8 แสนล้านบาท
ส่วนการจัดสรรเงินงบประมาณตามยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย 6 ยุทธศาสตร์และ 1 รายการค่าดำเนินการภาครัฐ ได้แก่ 1.ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง 4.07 แสนล้านบาท 2.ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน 3.48 แสนล้านบาทที่มีรายละเอียดแผนงานส่งเสริมและสนับสนุน AI จำนวน 2 แผนงาน ประกอบด้วยแผนงานส่งเสริมการวิจัยพัฒนาและสร้างนวัตกรรมทางอุตสาหกรรมและบริการดิจิทัล ข้อมูล และปัญญาประดิษฐ์ ภาคเกษตรและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง จำนวน 4.60 พันล้านบาท แผนงานยุทธศาสตร์พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล 1.56 พันล้านบาท 3.ยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ 6.11 แสนล้านบาท 4.ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม 9.60 แสนล้านบาท 5.ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิต ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 1.37 แสนล้านบาท 6.ยุทธศาสตร์ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ 6.76 แสนล้านบาท
ในส่วนของการจัดอันดับหน่วยรับงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณมากที่สุด 5 อันดับ ได้แก่ 1.งบกลาง ได้รับการจัดสรรเงินงบประมาณทั้งสิ้น 6.93 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2569 จำนวน 5.99 หมื่นล้านบาท โดยพบว่างบกลางถูกจัดสรรไว้ทั้งสิ้น 13 รายการ โดยรายการที่ได้รับวงเงินมากที่สุดอยู่ที่เงินเบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ 3.89 แสนล้านบาท รองลงมาเป็นเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น 1 แสนล้านบาท และค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานของรัฐ 9.42 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ พบว่ามีการตั้งรายการใหม่เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2569 คือค่าใช้จ่ายเพื่อแก้ไขปัญหา ฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม และรองรับผลกระทบจากวิกฤตความผันผวนของราคาพลังงาน จำนวน 1.20 หมื่นล้านบาท
2.กระทรวงการคลัง ได้รับการจัดสรรเงินงบประมาณทั้งสิ้น 4.40 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2569 จำนวน 4.16 หมื่นล้านบาท 3.กระทรวงศึกษาธิการ ได้รับการจัดสรรเงินงบประมาณทั้งสิ้น 3.59 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2569 จำนวน 4.58 พันล้านบาท 4.กองทุนหมุนเวียน ได้รับการจัดสรรเงินงบประมาณทั้งสิ้น 2.94 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2569 จำนวน 2.04 หมื่นล้านบาท 5.กระทรวงมหาดไทย ได้รับการจัดสรรเงินงบประมาณทั้งสิ้น 2.88 แสนล้านบาท ลดลงจากปี 2569 จำนวน 1.06 หมื่นล้านบาท
อย่างไรก็ตาม สำหรับหน่วยรับงบประมาณที่ถูกตัดลดงบประมาณมากที่สุด เมื่อเทียบกับปี 2569 พบว่ารายการเพื่อชดใช้เงินคงคลัง ถูกปรับลดถึง 5.25 หมื่นล้านบาท รองลงมาคือกระทรวงคมนาคม 2.34 หมื่นล้านบาท จังหวัดและกลุ่มจังหวัด 2.20 หมื่นล้านบาท รัฐวิสาหกิจ 1.33 หมื่นล้านบาท และกระทรวงมหาดไทย 1.06 หมื่นล้านบาท

