ศิริกัญญา ซัด รบ. โอนงบแก้วิกฤตตัวเอง สะท้อนสถานะการคลัง ชักหน้าไม่ถึงหลัง-ใช้จ่ายเกินตัว-ติดหนี้มหาศาล
เมื่อเวลา 09.45 น. วันที่ 25 มิถุนายน ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม วาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …
น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน อภิปรายว่า การโอนงบประมาณไม่ใช่เรื่องผิดปกติ เมื่อประเทศเข้าสู่วิกฤต แต่เราจะทำการเกลี่ยก่อนกู้เพื่อไปแก้วิกฤต ซึ่งหากทำเช่นนั้นไม่มีใครคัดค้านการเตรียมงบประมาณเอาไว้รองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น วิกฤตพลังงาน แต่ตนคิดว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้เป็นการตอบโจทย์ แต่เป็นการเตรียมงบประมาณเอาไว้ เพื่อรองรับวิกฤตของตัวรัฐบาลเอง ซึ่งเป็นตัวสะท้อนว่า สถานะทางการคลังของรัฐบาลกำลังมีปัญหาหนัก เกิดอาการชักหน้าไม่ถึงหลังและกำลังต้องรวบรวมเงินทุกบาททุกสตางค์ เพื่อรองรับภาระหนี้ที่กำลังรออยู่ข้างหน้า
น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า เราต้องไม่หลงประเด็น เพราะการโอนงบรอบนี้ไม่ใช่การเตรียมเงินเพื่อรองรับวิกฤตเศรษฐกิจ แต่เป็นการเตรียมเงินวิกฤตรัฐบาล ซึ่งหลังจากมีการแถลงนโยบายผ่านมา 3 เดือนที่มีการระบุชัดในนโยบายเรื่องการโอนงบประมาณ ตนก็เคยอภิปรายและเตือนรัฐบาลไปแล้ว ว่าการโอนงบประมาณอาจจะได้ไม่คุ้มเสีย เพราะเป็นการโอนงบประมาณในไตรมาส 3 ของปีงบประมาณ ทำให้เหลืองบประมาณไม่มาก
อีกทั้งในช่วง 3 เดือนแรก รัฐบาลเร่งเบิกจ่ายงบประมาณอย่างหนัก เช่น เรื่องงบอบรมสัมมนาและพอจะออก พ.ร.บ.งบประมาณช่วงเดือนมีนาคม หากไปดูอัตราการใช้จ่ายก็เกิน 60% ไปแล้ว และเมื่อจะโอนจริงทำให้เหลืองบประมาณไม่มาก เมื่อมีการชะลอการออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณฯ ทำให้เกิดความปั่นป่วนของระบบราชการ เพราะหลังจากส่งสัญญาณว่าจะออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณฯ ก็มีการส่งหนังสือเวียนให้เร่งรัดการเบิกจ่ายก่อนวันที่ 30 เมษายน เมื่อหลายหน่วยงานเร่งไม่ทัน ก็มีการชะลอการใช้จ่าย ทำให้การเบิกจ่ายภาครัฐหยุดชะงักในช่วงแรก
ต่อมารัฐบาลกังวลว่า หากออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณฯ ก่อนจะอนุมัติร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ก็อาจจะต้องนำเงินไปใช้เงินคงคลัง ทำให้การออก พ.ร.บ.โอนงบฯ ถูกเลื่อนไปอีก สุดท้ายตั้งเป้าโอนงบ 8 หมื่นล้านบาท ลดลงมาเหลือแค่ 1 หมื่นล้านบาท แต่สุดท้ายเงินนิดเงินหน่อยก็ต้องเอา เพราะรัฐบาลกำลังช็อตใช่หรือไม่
น.ส.ศิริกัญญา กล่าวอีกว่า ขณะที่งบกลางฉุกเฉินที่นายกฯ บอกว่าใช้หมดแล้ว เพราะเอาไปรองรับวิกฤตเศรษฐกิจ แต่ความเป็นจริงแล้วไม่ใช่ เพราะนำไปใช้รับมือวิกฤตพลังงานแค่ 3 พันล้านบาท ส่วนที่จะโอนรอบนี้ เพราะมีหนี้ค้างจ่าย เช่น รถไฟฟ้าสายสีส้ม และยังมีค่าโง่คลองด่าน รวมถึงยังต้องเตรียมเงินไว้สำหรับภัยพิบัติ ความมั่นคง ชายแดน และภาระอื่นอีกมากมาย ซึ่งก่อนที่จะออก พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท บอกว่าจะเอาไปใช้หนี้ 1.40 แสนล้านบาท แต่ล่าสุดสำนักงบประมาณบอกว่าหนี้ก้อนนี้เหลืออยู่ 5 หมื่นล้านบาท จึงอยากให้รัฐบาลชี้แจงว่า ตกลงแล้วหนี้ที่ค้างจ่ายเหลืออยู่เท่าไหร่ ขณะที่งบประมาณที่จะต้องโอนมามีเพียง 1.03 หมื่นล้านบาท ยังไม่เพียงพอกับภาระหนี้ที่จะต้องจ่าย
น.ส.ศิริกัญญา กล่าวด้วยว่า เมื่อมาดูไส้ในปรากฏว่า 93% ของงบที่ถูกตัด ถูกโอนไป เป็นรายจ่ายลงทุนประมาณ 9 พันกว่าล้านบาท หากปล่อยให้เงินก้อนนี้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ จะเกิดตัวคูณทางเศรษฐกิจที่สูงกว่าการแจกเงิน หรือไทยช่วยไทยพลัส 60:40 รวยกันจนไม่ไหวแล้ว แทนที่จะตัดตรงนั้น แต่กลับไปตัดงบลงทุน เอาเข้าจริงก็ไม่ได้เป็นการตัดงบประมาณจริงๆ กับการจัดลำดับความสำคัญใหม่ แต่เป็นการเลื่อนจ่ายทันเวลา
เนื่องจากไม่สามารถจัดซื้อจัดจ้างได้ทันตามเวลา แสดงว่ารัฐบาลนี้ไม่ได้มีความจริงจังในการจัดลำดับความสำคัญใหม่ และที่ตลกไปกว่านั้น คือ การอ้างว่าจะนำเงินไปรองรับภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แต่กลับมีการตัดงบในส่วนของแผนบริหารจัดการน้ำประมาณ 1.03 พันล้านบาท ตนก็งงเหมือนกัน อ้างภัยพิบัติน้ำท่วม น้ำแล้งเพื่อโอนงบประมาณ แต่กลับตัดงบที่ใช้ในส่วนนั้น หากให้ความสำคัญจริง ทำไมไปตัดในส่วนนั้น หรือหากให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจจริง ทำไมเลือกตัดรายจ่ายลงทุน แทนจะตัดส่วนอื่นที่เป็นรายจ่ายประจำ
น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า ในการอภิปรายการโอนงบฯ ฝ่ายค้านได้ตั้งข้อสังเกตมากมายในโครงการต่างๆ ที่สามารถปรับลดได้ เพื่อนำไปทำอย่างอื่น ไม่ว่าจะเป็นโครงการจัดหาระบบแฟ้มสะสมทักษะรายบุคคลระดับอุดมศึกษา (Skill/Credit Portfolio) ซึ่งเท่าที่เช็กยังไม่ได้ทำสัญญาก่อนวันที่ 2 มิถุนายน เพราะมีการทบทวน TOR อยู่ ซึ่งสามารถปรับลดงบลงได้ แต่เป็นเพียงการตัดลดงบงวดแรก ไม่ได้ตัดลดทั้งโครงการ ขณะงบประมาณด้านแผนเปลี่ยนผ่านพลังงานก็ยังนำมาไม่หมด ทั้งที่อยู่ในแผน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทอยู่แล้ว และรอบนี้การโอนงบประมาณไม่มีการไปแตะงบของศาล อัยการ และองค์กรอิสระ แม้แต่บาทเดียว
ซึ่งตนก็งงว่า ตกลงแล้วรัฐบาลได้จัดลำดับความสำคัญหรือไม่ในการโอนงบประมาณครั้งนี้ หรือแค่ดึงเงินจากหน่วยงานที่ยอมให้ดึง หรือหน่วยงานที่ยอมเลื่อนงวดงาน แล้วใช้แค่เกณฑ์วันที่มาบอกว่า โครงการใดใช้จ่าย เบิกจ่ายไม่ทันก็ต้องโอนงบกลับมา แต่ไม่ไปแตะงบประมาณที่ใช้จ่ายไม่มีประสิทธิภาพเลย
ปัญหาที่เราเจอในร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณฯ ฉบับดังกล่าว ในยามวิกฤตแบบนี้ กลับยังไม่เห็นภาวะของผู้นำประเทศที่จะให้ความสำคัญกับการจัดลำดับใหม่ เมื่อประเทศต้องเจอกับวิกฤต ยังมีปัญหาเรื่องการมองปัญหาล่วงหน้า ปัญหาเรื่องการบริหารการเงินการคลังที่ดี เพราะเหมือนรอให้หนี้บวมเพิ่ม ถึงวันที่จะต้องจ่ายแล้วค่อยวิ่งหาเงิน ทำให้หลังชนฝา ต้องหาทุกบาททุกสตางค์มารวมไว้ในก้อนนี้ แต่กลับไม่กล้าปรับในสิ่งที่จำเป็น สะท้อนว่าการโอนงบประมาณ 1.03 หมื่นล้านบาทนี้ เพื่อช่วยรัฐบาลหมุนเงินที่ชักหน้าไม่ถึงหลัง แต่ประเทศกลับต้องแลกการชะลอเบิกจ่ายของหน่วยราชการ และเมื่อเทียบกับภาระหนี้ที่จะต้องจ่ายกว่า 1.40 แสนล้านบาท เงินที่โอนมาก็ยังไม่ถึง 10% ที่ต้องใช้หนี้
ดิฉันจึงมองว่าเป็นการโอนงบประมาณที่ได้ไม่คุ้มเสีย แถมยังเป็นสัญญาณเตือนที่ดีว่า หากรัฐบาลเป็นบริษัทเอกชน บริษัทนี้ก็มีปัญหาทางการเงินอย่างหนัก ใช้จ่ายเกินตัว หมุนเงินไม่ทัน ติดหนี้มหาศาล ทั้งจากคู่ค้าและคู่ความ แต่ไม่ใช่หนี้จากการกู้ด้วยซ้ำ ที่น่าเสียดายจากการพูดคุยกับวิปและตัวแทนประธาน เพราะว่าสภาแห่งนี้จะไม่สามารถปรับเปลี่ยนแก้ไขการโอนงบประมาณ ผ่านการแก้ไขตัวบทกฎหมายนี้ได้แต่อย่างใด เพราะติดปัญหาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 144 ถ้าจะโอนงบประมาณเพิ่มก็ถือเป็นการเพิ่มรายการ
แต่ถ้าจะลดโครงการใดที่ไม่สมควรตัดงบประมาณ ก็จะกลายเป็นการเพิ่มงบประมาณ ทั้งขึ้นทั้งล่องเราไม่สามารถที่จะแก้ไขเปลี่ยนอะไรในเล่มงบประมาณนี้ได้ แต่ไม่ใช่ปัญหาที่เพิ่งเจอครั้งแรก แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีแนวทางแก้ไขปัญหานี้ให้เกิดขึ้นจริง” น.ส.ศิริกัญญา กล่าว
น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า เราต้องพิจารณา พ.ร.บ.โอนงบประมาณฯ ฉบับนี้อย่างถี่ถ้วน รอบคอบ รัดกุม ถึงแม้จะไม่สามารถปรับลดเพิ่มอะไรได้ อย่างน้อยสิ่งที่ไม่สมควรทำ หรือตัดเพิ่ม ก็ควรระบุไว้ในข้อสังเกต เพื่อให้สภาได้ใช้สิทธิ์และอำนาจเต็มที่ดันงบประมาณ



