‘กรณ์’ ซัดรัฐบาล ออก พ.ร.บ.โอนงบ เหมือนเด็มมาเล่นขายของ มากกว่าบริหารการคลัง ชี้เหมือนเป็ดง่อยไม่สามารถแก้ปัญหาได้ แต่ทำเพราะแก้เขิน-แก้ต่าง ว่ารัฐใช้ทุกเครื่องมือแก้ปัญหาประเทศ
เมื่อเวลา 09.35 น. วันที่ 25 มิถุนายน ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม วาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. … โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงหลักการว่า ในนามนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี (ครม.) ขอนำเสนอร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณ พ.ศ. …
โดยมีหลักการและเหตุผลดังนี้ หลักการให้โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ของหน่วยรับงบประมาณเป็นบางรายการไปตั้งไว้เป็นงบประมาณรายจ่าย งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 1.03 หมื่นล้านบาท โดยมีเหตุผลคือในปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ประเทศไทยเผชิญวิกฤตการณ์ด้านเศรษฐกิจและสังคม จากปัจจัยทั้งภายในประเทศและภายนอกประเทศ ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนและระบอบเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม
จากนั้นเวลา 10.05 น. นายกรณ์ จาติกวณิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายการพิจารณษร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายร่าย พ.ศ. … ว่า ถือเป็นโอกาสที่สำคัญของรัฐบาลในการจัดสรรงบประมาณให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และปรับความตั้งใจใช้ภาษีพี่น้องประชาชนให้ตรงกับความต้องการมากขึ้น แต่น่าเสียดายผลลัพธ์ที่รัฐบาลนำเสนอต่อรัฐสภา เป็นกฎหมายที่มีนัยยะสำคัญทางเศรษฐกิจน้อยมาก มีผลต่อเศรษฐกิจในระดับมหภาคน้อยมาก และมีผลต่อการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนน้อยมากเช่นกัน
“เมื่อมาดูในรายละเอียดแล้ว อดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบว่าเหมือนเด็กมาเล่นขายของมากกว่าการทำงานของรัฐบาลในการบริหารการคลังของประเทศ” นายกรณ์กล่าว
นายกรณ์ กล่าวต่อว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้ มีไว้เพื่อปรับการใช้เงินของรัฐบาลให้ทันต่อสถานการณ์ ซึ่งตั้งแต่ตอนแถลงนโยบายต่อรัฐสภา รัฐบาลพูดถึงสงครามในตะวันออกกลาง ที่ทำให้ส่งผลต่อปัญหาต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ราคาน้ำมัน ราคาแก๊ส ที่แพงขึ้น รัฐบาลจึงประเมินว่า แผนการใช้เงินตาม พ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 69 สมควรต้องปรับเปลี่ยน เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ จะได้มีเงินมาดูแล และเยียวยาประชาชน ซึ่งถือเป็นหลักการที่ดีมาก และเชื่อว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้มองเห็นความจำเป็นในในการปรับการใช้จ่ายงบประมาณปี 69 ทันที ที่เกิดสงคราม จึงเป็นสาเหตุที่ถูกบรรจุไว้ในนโยบายในการแถลงต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 9 เมษายน ที่ผ่านมา ซึ่งเราก็เห็นด้วย ว่าเป็นการบริหารจัดการตามที่ควรจะเป็น แต่สุดท้ายแล้วเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ที่ พ.ร.บ. ฉบับนี้ มีผลต่อธุรกิจ และประชาชนน้อยกว่าที่ควรจะเป็น เพราะออกช้าและออกน้อย
นายกรณ์กล่าวอีกว่า ทำไม พ.ร.บ. ฉบับนี้ เป็น พ.ร.บ. เป็ดง่อย ที่ไม่สามารถเป็นเครื่องมือให้กับรัฐบาลในการนำเงินภาษีไปแก้ปัญหาให้ประชาชนได้ตามเจตนา เริ่มต้นที่มีตารางเวลาในการนำเสนอเรื่องนี้ ในแง่ความคิดมีมาตั้งแต่วันที่เกิดสงครามช่วงเดือนมีนาคม นายเอกนิติ ได้ส่งสัญญาณว่า งบที่รัฐบาลคิดว่าน่าจะโอนได้สูงถึง 100,000 ล้านบาท ในช่วงประมาณกลางเดือนเมษายน แต่หากย้อนกลับไปดู จะเห็นว่ามี นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ ที่เปิดเผยต่อสื่อมวลชนในช่วงเวลาใกล้เคียงกันว่ารัฐบาลมีแผนที่จะออก พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) สูงถึง 5 แสนล้านบาท ซึ่งตนเชื่อว่าเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในความคิดของนายเอกนิติ เช่นเดียวกันกับกระทรวงการคลังที่ออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้รับรู้เรื่องนี้ และความจริงไม่ใช่เรื่องที่ต้องไปปรึกษากระทรวงการคลัง การออก พ.ร.ก. ควรเป็นเรื่องที่กระทรวงการคลัง ได้เป็นผู้ริเริ่มความคิด และสถานการณ์วันนั้น ก็บอกว่ายังไม่มีความจำเป็นที่ต้องออก เพราะ พ.ร.ก. เพราะกระทรวงการคลังมีแผนที่ดีกว่าอยู่แล้ว คือการโอนงบประมาณ รวมกับงบที่เหลืออยู่ก็จะมีงบประมาณกว่า 125,000 ล้านบาท ในการเยียวยาประชาชน จากเหตุภาวะสงคราม
“สุดท้าย ก็น่าเศร้าที่การคลัง แพ้การเมือง เพราะการเมืองมีธงชัดเจนว่าจะออก พ.ร.ก. สิ่งที่เกิดขึ้นคือการที่นายเอกนิติ ขีดเส้นไว้ว่าจะพิจารณาโครงการใน พ.ร.บ. โอนงบเมื่อวันที่ 30 เมษายน หากใครยังไม่ได้ลงนามในสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง จะถูกพิจารณาตามความเหมาะสมว่าโอนงบประมาณตามมาหรือไม่ แต่เวลาก็ล่วงไป ถูกปล่อยปละละเลย ทิ้งเวลานานมาก กว่าจะออก พ.ร.บ.ฉบับนี้ และแน่นอนว่าไม่มีกระทรวงไหนอยากคืนงบประมาณให้กับนายเอกนิติ สุดท้ายแล้วทุกกระทรวงก็เร่งลงนามในสัญญา แม้ว่าไม่ใช่โครงการที่จำเป็นเร่งด่วน หรือมีความสำคัญเทียบเท่ากับการดูแลประชาชน เป็นเพราะรัฐบาลต้องการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทมาแทน” นายกรณ์กล่าว
นายกรณ์ กล่าวอีกว่า จากเงิน 100,000 ล้านบาทเหลือ 10,300 ล้านบาท ต้องมีคำอธิบาย ทำไมถึงเหลือแค่นี้ และทำแค่นี้ ทำไปทำไม เพราะผลต่อระบบเศรษฐกิจแทบไม่มี ซึ่งคิดเป็น 1 ใน 10 ของเจตนาเดิมที่รัฐบาลมี หากเปรียบเทียบการออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณในช่วงที่เกิดวิกฤตก่อนหน้านี้ คือในช่วงโควิด-19 สมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งโอนงบประมาณได้ถึง 88,000 ล้านบาท มากกว่าการโอนงบในรัฐบาลอนุทิน 2 เกือบ 9 เท่า และหากเปรียบเทียบกับงบประมาณปี 63 เป็นวงเงินรวมที่น้อยกว่าวงเงินงบประมาณ ปี 69 เกือบ 500,000 ล้านบาท
นายกรณ์กล่าวด้วยว่า มีเหตุผลหลักอยู่ 2 เหตุผล คือการแก้เขิน และการแก้ต่าง โดยที่แก้เขิน เพราะรัฐบาลได้ประกาศต่อรัฐสภาในการแถลงนโยบาย ว่าจะออก พ.ร.บ. โอนงบประมาณ หากไม่ทำจะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ส่วนแก้ต่าง คือแก้กับศาลรัฐธรรมนูญ เพราะเงื่อนไขสำคัญในการจะออกได้ ในกรณีที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เท่านั้น และหนึ่งในความหมายนั้น คือรัฐบาลต้องแสดงให้เห็นว่าได้ใช้เครื่องมือทุกชิ้นแล้วในการหาเงินมาแก้ไขปัญหาประเทศ แต่ไม่เพียงพอจึงต้องออก พ.ร.ก. ดังนั้นหากรัฐบาลไม่ออก พ.ร.บ.โอนงบ และโอนให้แค่ 1 หมื่นล้านบาท ก็อาจเป็นประเด็นคำถามที่รัฐบาลจะมีปัญหาในการตอบตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ว่าออก พ.ร.ก. โดยที่แม้แต่ พ.ร.บ. ยังไม่ทำเลย แต่หากถามว่าสุดท้ายแล้ว การโอนแค่หมื่นล้านบาท ทั้งที่รู้อยู่แต่แรกว่าสามารถโอนได้ 1 แสนล้านบาท เป็นการกระทำสุดความสามารถ นำไปสู่สภาวะหลีกเลี่ยงไม่ได้หรือไม่นั้น คงเป็นเรื่องที่ตุลาการศรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาต่อไป
“พอถึงวันนี้สภาวะการเศรษฐกิจโดยรวมมันชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ โดยแบงค์ชาติ ออกมาปรับประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยจากเดิม 1% กว่า เป็น 2% กว่า คือมองว่าสถานการณ์ดีขึ้น สภาวะสงครามที่น้ำมันแพงขนาดนี้ ค่อนข้างคลี่คลาย ราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลงรวดเร็ว สถานะทางการเงินของรัฐบาลในการจัดเก็บภาษี เป็นไปตามเป้า และเกินเป้าด้วยซ้ำ ทุนสำรองระหว่างประเทศก็สูงมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ตอนนี้ไม่มีเงื่อนไขเรื่องความมั่นคงด้านเศรษฐกิจ ที่จะใช้เป็นข้ออ้างในการออก พ.ร.ก. เลย และศาลรัฐธรรมนูญ จะวินิจฉัยเรื่องนี้ในวันที่ 9 กรกฎาคม จึงขอแนะนำรัฐบาลว่าเมื่อโอน 10,300 ล้านบาทไปแล้ว อย่ารีบใช้ เผื่อว่าไม่มี พ.ร.ก.ในมือ คุณค่าของ 10,300 ล้านบาท จะเพิ่มขึ้นอย่างทันที” นายกรณ์กล่าว

