สภาฯมีมติเอกฉันท์เห็นชอบรับหลักการร่าง พ.ร.บ.โอนงบฯ “อภิสิทธิ์” ร่ายยาวสนับสนุน แต่ผิดหวังรบ.ไม่พร้อมบริหาร สงสัยโอนงบหลังผลการเมืองในอนาคตหรือไม่ ชี้จากเงินแสนล้านสุดท้ายเหลือหมื่นล้าน บอกห่วง “เอกนิติ” ที่การเมืองส่งของไปอยู่บนบ่าหลายอย่าง ด้าน “เอกนิติ” ลุกแจง
เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ…. ที่ คณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ ให้โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ของหน่วยรับงบประมาณเป็นบางรายการไปตั้งไว้เป็นงบประมาณรายจ่าย งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน หรือจำเป็น จำนวน 1.03 หมื่นล้านบาท โดยมีสมาชิกร่วมอภิปรายเป็นจำนวนมาก
ต่อมา เวลา 13.13 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า ตนและพรรคประชาธิปัตย์สนับสนุน และพร้อมที่จะรับหลัการ พ.ร.บ.ฉบับนี้ด้วยความผิดหวังอย่างยิ่ง อาจจะสับสนว่า ทำไมสนับสนุนด้วยความผิดวัง เพราะถ้าย้อนกลับไปในช่วงที่รัฐบาลนี้ นโยบายต่อรัฐสภายั๊วะขณะนั้นก็เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า ความท้าทายที่สุดของรัฐบาลชุดนี้และสำหรับคนไทยทั้งประเทศ ก็คือวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้นจากภาวะสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งแปลงมาเป็นภาวะวิกฤตพลังงานสุ่มเสี่ยงต่อการแปลงไปสู่การเป็นภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจและสังคม
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในวันนั้นเมื่อมีการแถลงนโยบายตนวิพากวิจารณ์นโยบายหลายเรื่อง แต่มีเรื่องหนึ่งที่ตนชัดเจนมากก็คือสนับสนุนที่รัฐบาลตั้งใจจัดทำกฎหมายฉบับนี้ และเขียนไว้ในนโยบายตั้งแต่ต้น เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สะท้อนได้ดีที่สุดว่ารัฐบาลจะบริหารจัดการประเทศในภาวะวิกฤตแบบไหน อย่างไรในวันนั้นรัฐบาล กระทรวงการคลัง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไม่ได้พูด ไม่ได้คิดถึงเรื่องการกู้เงินเลย แต่เหมือนส่งสัญญาณกลับสภาว่า เดือนเมษายนเหลือปีงบประมาณอีก 5 เดือนหรือประมาณครึ่งปีรัฐบาลจะทบทวนการใช้เงิน การใช้ทรัพยากรที่มาจากภาษีประชาชนอย่างไร จะแกวิกฤติให้ได้ดีที่สุด
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ประชาธิปัตย์ และพวกตนสนับสนุนแนวคิดนี้ และเชื่อด้วยว่า ถ้าในวันนั้น 1.รัฐบาลตั้งใจมุ่งเป้าไปสู่การลดต้นทุนด้านพลังงาน 2.ช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงโดยเร็ว และ 3.จัดโอนงบประมาณมาเพื่อรองรับกับสถานการณ์ ซึ่งขณะนั้นทางรัฐบาลส่งสัญญาณเหมือนกับว่าจะเป็นเงินประมาณ 1 แสนล้านบาท ตนเชื่อว่าวันนี้เราไม่ต้องกู้เงิน 4 แสนล้านบาท แล้วมาใช้หมดภายใน 4 เดือน จึงอยากฝาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผ่านไปถึงท่านนายกฯ เพราะท่านบอกว่าที่กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ไม่ได้เป็นภาระกับประชาชน เหตุผลที่ท่านให้คือรัฐบาลจะเป็นคนใช้หนี้ดอกเบี้ยต่ำมากร้อยละ 1.2
“ผมฝากกราบเรียนไปถึงท่านนายกฯว่า ผมถามว่ารัฐบาลใช้หนี้ด้วยเงินของใครถ้าไม่ใช่จากประชาชนผู้เสียภาษีอากรในวันนี้ ก็จากผู้เสียภาษีในวันข้างหน้า มาชำระคืนการกู้เงิน เพื่อที่จะมาจ่ายเงินกู้รอบนี้ ท่านอาจจะมองว่า 1.2 % น้อย แต่หากคิดออกมารายปีก็ 4 พนกว่าล้านบาท ถามว่าเงินน้อยขนาดไหน น้อยขนาดว่าเราสามารถให้เด็กได้รับเงินทั่วหน้า 600 บาทได้ตลอดระยะเวลาโครงการเลย”นายอภิสิทธิ์ กล่าว
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ฉะนั้นสิ่งที่เราคาดหวังคือท่านจะใช้เครื่องมือของกฎหมายโอนงบประมาณฉบับนี้เป็นเครื่องมือสำคัญแต่สุดท้ายจากแสนล้านบาท เหลือหมื่นล้านบาท จากแสนล้านบาท ที่ควรจะมีใช้ตั้งแต่เดือนที่แล้วกลับกลายเป็นมาเสนอในวันนี้ ตนฟังคำอธิบายเรื่องความล่าช้า ซึ่งไปพันกับความสามารถโอนงบของท่านด้วย ก็ต้องตอบว่า ตนแปลกใจ เพราะมีการอ้างกฎหมายทั้งรัฐธรรมนูญมาตรา 140 และกฎหมายเงินคงคลังปี 2491 ถ้อยคำเหมือนกันและใช้กันมาช้านานตั้งแต่ 2491 หลักการของบทบัญญัตินี้เพียงแต่บอกว่าฝ่ายบริหารจะใช้เงินได้สภาต้องเป็นคนอนุมัติ แต่ถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินจำเป็นเร่งด่วน มีหนี้ต้องใช้ เงินไม่พอ ท่านสามารถเอาเงินคงคลังออกไปก่อนได้ แต่เมื่อเอาเงินคงคลังไปใช้แล้วท่านต้องกลับมาขอสภาฯ เขาก็บอกว่าท่านทำได้ 3 วิธี 1.จัดงบเพิ่มมาจ่ายชดเชย 2.ทำกฎหมายโอนงบประมาณเพื่อไปชดใช้เงินคงคลัง หรือ3.ตั้งไว้ในงบปีถัดไป เขาไม่ได้บอกว่าใน3 วิธีนี้ทำ พ.ร.บ.แบบไหนก่อนต้องไปใส่ในนั้น เพราะถ้าตรวจสอบตั้งแต่ปี 2491 เป็นต้นมา มีการตรากฎหมายโอนงบมีการตรากฎหมายงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมโดยมีการใช้เงินเคียงข้างไปก่อนทั้งสิ้นแต่ไปตั้งใช้ในงบประมาณประจำปีในปีถัดไป เพราะนั่นคือหลักการและโดยสามัญสำนึก ถ้าถึงขั้นต้องไปหลวงเงินคงคลังก็คงยากที่จะมาหางบเพิ่มหรือมาโอนงบระหว่างปีนั้นเพื่อชดใช้ และอย่างไรกฎหมายฉบับนี้ก็ออกก่อนงบปี 70 อยู่ดี
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า เพราะฉะนั้นการอ้างว่าต้องรออนุมัติงบปี 70ก่อน หากย้อนกลับไปไม่เคยมีปีไหนที่ติดขัดเรื่องนี้ และเมื่อทำช้าก็ ได้เงินน้อย และหลักเกณฑ์ที่เขียนไว้ก็ไม่แน่ใจว่าทำได้ตามที่เขียนไว้หรือไม่ หากดูรายละเอียดของงบประมาณบางส่วนที่ถูกตัดก็ มีจุดน่าสงสัย เช่นการตัดงบธนาคารที่ดิน งบประมาณที่เกี่ยวข้องกับความไม่โปร่งใส เช่น งบของกระทรวงดิจิทัลฯ ในโครงการที่สังคมกำลังจับตา ที่แม้จะเป็นงบของกองทุนแต่ก็แสดงให้เห็นว่ามีเงินมากมายที่ภาครัฐสามารถกำหนดเป็นนโยบายได้ โครงการไหนที่ไม่โปร่งใสหรือไปไม่ได้ก็นำงบส่วนนั้นมาทำโครงการอื่น ที่เหมาะสม
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ดังนั้นแทบจะไม่ได้มีความหมายหรือยุทธศาสตร์หลักในการแก้วิกฤตให้กับประเทศ จึงอยากจะให้มีการทบทวนไปถึงข้อเสนอของ พรรคประชาธิปัตย์ ที่ยื่นไปหลายครั้งเรื่องการลดต้นทุนพลังงาน หรือยอมเสียสละรายได้บางส่วนของรัฐ ในการเก็บเงินโรงกลั่น หากดำเนินการตามข้อเรียกร้องเหล่านี้ได้ ความจำเป็นในการโอนงบประมาณก็ลดไปเยอะ หรือแม้แต่การเยียวยาที่หลายกลุ่มก็ยังไม่ได้รับเงินตามที่รัฐบาลสัญญาเอาไว้ ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า เมื่อการจบลงด้วยการการโอนงบ เป็นเพราะว่ารัฐบาลต้องการจะกู้เงินมากกว่าใช่หรือไม่ และยังมีข้อถกเถียงว่าการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เงินกู้นั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ รัฐบาลควรมีความเคร่งครัดในความมั่นคงทางเศรษฐกิจมากกว่านี้ เพราะหากมีความเคร่งครัด คงไม่กล้าออก พ.ร.ก.เงินกู้ ดูเหมือนว่า รัฐบาลไม่พร้อมบริหารราชการแผ่นดินในภาวะวิกฤต การโอนงบประมาณให้ได้น้อยเพื่อหวังผลสำหรับการกู้เงินมาหวังผลทางการเมืองในอนาคตหรือไม่
“ส่วนที่นายกรณ์ บอกว่าเป็นรูปธรรมของการคลังที่พ่ายการเมือง น่าเป็นห่วง ผมก็เป็นหว่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังว่า ตอนนี้การเมืองส่งของหลายอย่างไปอยู่บนบ่าของท่าน ตั้งแต่เรื่องต้นทุนน้ำมัน มาถึงแลนด์บริจ ภายใต้การเมืองแบบนี้ไปเรื่อยๆ ผมผูกพันส่วนตัวก็เป็นห่วงท่าน แต่ผมผูกพันประเทศมากกว่า บริหารแบบนี้ไม่ได้แก้ปัญหา ผมเห็นด้วยกับคุณกรณ์ ที่บอกว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้ ไม่ได้แก้ไขปัญหา แต่เป็นการโอนงบแก้เขิน กับแก้ต่าง ผมไม่ได้คิดว่าแก้เขินเพราะว่าจะโอนมาแค่หมื่นหรือไม่โอนเลย จากเดิมที่พูดไว้ว่าจะโอนเป็นแสน มันก็ไม่ต้องเขินแล้วและไม่สามารถแก้ต่างได้ ลำพังเพียงเท่านี้”นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า หากไล่ดูกันจริงๆ ไม่ใช่เหตุผลเพียงพอ ที่เป็นข้ออ้างว่ารัฐบาลได้ทำทุกวิถีทางแล้วในการแก้ไขวิกฤตแต่ไม่สามารถมีเงินพอที่จะไปแก้วิกฤติได้จึงต้องไปกู้เงิน พรรคฯยืนยันว่าแนวทางนี้ถ้าทำจริงจังควรจะเป็นคำตอบของประเทศไปแล้ว แต่เมื่อทำได้เท่าที่ก็ต้องสนับสนุนกันไป และรับหลักการด้วยความผิดหวังอย่างยิ่ง
ภายหลังเสร็จสิ้นการอภิปรายของ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวขอบคุณสมาชิกที่ร่วมอภิปรายในการพิจารณาพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายพ.ศ… ว่า ตนเองขอชี้แจงถึงหลักการและเหตุผล รวมถึงสิ่งที่เพื่อนสมาชิกอาจได้ข้อมูลไม่ครบถ้วน และคลาดเคลื่อนหลายจุด งบ69 ถูกจัดทำมาก่อนที่รัฐบาลนี้และรัฐบาลที่แล้วเข้ามา แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย และหลายประเทศในโลก เจอหลายวิกฤตที่คล้ายกัน ทั้งตะวันออกกลางที่ผันผวน ไม่รู้จะจบเมื่อไหร่ วิกฤตซ้อนวิกฤต โดยครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งก่อน ไม่ได้เกิดจาก GDP หดตัว แต่เริ่มมาจากวิกฤตสงคราม ลามมาสู่พลังงานทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้น ค่าพลังงานสูงขึ้น จนกลายเป็นวิกฤตปากท้องของประชาชน ตั้งแต่รัฐบาลมาบริหารประเทศสมัยที่แล้ว ก็เจอวิกฤติน้ำท่วม ภัยธรรมชาติ ซึ่งปีนี้จะเจอภัยแล้ง
นายเอกนิติ กล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีวิกฤติความมั่นคงชายแดน ที่ไทยใช้งบประมาณในการเตรียมพร้อม ดูแลศักดิ์ศรีคนไทยและดูแลรักษาความมั่นคงของประเทศ แต่วิกฤตหลายระลอก เราก็พยายามบริหารจัดการทุกอย่าง หัวใจสำคัญที่เราพยายามทำคือการใช้ทุกเครื่องมือดูแลทุกกลไก ดูแลและเยียวยาประชาชน และเราเจอภาวะวิกฤตโลกที่ดึงให้เศรษฐกิจไทยชะลอลง เราต้องใช้งบประมาณอย่างจำกัด พยายามเร่งเบิกจ่ายงบประมาณทุกอย่างให้ช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจ บรรเทาภาระประชาชน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับเศรษฐกิจไทย นอกจากนี้ยังใช้เงินนอกงบประมาณ สถาบันการเงินของรัฐ ออกมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ มาตรการดูแลประชาชน เช่น ปุ๋ยราคาแพง ก็ใช้มาตรการปุ๋ยคนละครึ่ง ขณะเดียวกันต้องเร่งงบลงทุน เพราะต่างชาติเริ่มไม่เชื่อมั่นในเศรษฐกิจไทย เพราะเป็นห่วงว่าไทยจะตามประเทศอื่นไม่ได้ ทั้งงบประมาณลงทุนของราชการส่วนกลาง รัฐวิสาหกิจ ต้องเร่งลงทุน และได้ใช้เม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ BOI ผ่านการลงทุนต่างประเทศเข้ามาช่วยเสริม
นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า วิกฤตต่างๆ ที่เกิดขึ้นเรามีงบประมาณจำกัดจริงๆ และต้องพยายามทำทุกอย่างควบคู่การรักษาความสมดุล อย่างที่ ส.ส.ได้บอกว่าหากดึงงบออกมาหมดเลย ก็ขาดโอกาสในการพัฒนาประเทศ ขณะเดียวกันเอาเงินมากองไว้ จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ทันหรือไม่ เหลือเวลาอีกแค่ 3 เดือน ดังนั้นต้องรักษาความสมดุลทั้งหมด ตนเองเข้าใจดีว่า ส.ส.บางคนก็ไปเอาข่าวบอกว่า 100,000 ล้านบาท บางคนบอก 8 หมื่นล้าน 5 หมื่นล้าน แต่บนความเป็นจริง ตนเองและกระทรวงการคลัง ได้พยายามทำเรื่องการเร่งเบิกจ่าย ควบคู่ไปกับการตัดงบรายจ่ายที่ไม่จำเป็น คือเร่งเพื่อให้มีเงินพยุงเศรษฐกิจ ดูแลและเยียวยาประชาชน และมีงบลงทุนที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับระบบเศรษฐกิจ ตัวที่ไม่จำเป็น ก็มีนโยบายชัดเจน งบเดินทางต่างประเทศที่ไม่จำเป็นของ ครม.ก็ให้ตัดทั้งหมด รวมทั้งการก่อสร้างที่ยังไม่เริ่มการประกวดราคาที่ไม่จำเป็นตามข้อเสนอของ ส.ส.เราก็ทำ แต่เราต้องดูความสมดุล
ดังนั้นที่บอกว่า ฟังข่าวมา เมื่อไปดูจริงๆ ปรากฏว่ากระบวนการที่ยังไม่เริ่มจัดซื้อจัดจ้างเลยเหลืออยู่ไม่มาก จึงเป็นที่มาให้งบเหลือเพียงแค่ 10,000 กว่าล้านบาท จึงพยายามใช้งบส่วนนี้มาดูแลนำมาใส่ในงบกลางเพื่อรองรับความผันผวนของวิกฤตเศรษฐกิจโลกวิกฤตพลังงาน ที่ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไรเพื่อมาเยียวยาประชาชน
นายเอกนิติ กล่าวว่า ผลของการบาลานซ์ ตนเองก็เสียใจที่หลายคนบอกว่าตนเองไม่ให้ความสำคัญกับวินัยการคลัง หรือยอมการเมือง แต่สิ่งที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วการที่ตนเองดำเนินนโยบายการคลัง คำนึงถึงความสมดุลทุกอย่าง ทั้งการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เร่งเบิกจ่ายให้มีประสิทธิภาพดูแลประชาชน แม้แต่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ก็เชื่อตนเองและปรับมุมมองจากมองว่าเศรษฐกิจไทย ฐานะทางการคลังเป็นลบก็ปรับเพิ่มขึ้นเป็นมีเสถียรภาพ นี่คือข้อเท็จจริงที่ตนเองยังยืนหลักของการรักษาวินัยการเงินการคลัง ควบคู่ไปกับการดูแลเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้ ตัวเลขที่เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ งบประมาณที่ตนเองพยายามเร่งเร่งรัดการเบิกจ่ายที่เริ่มกำหนดราคาไปแล้ว วันนี้ข้อมูลพิสูจน์แล้วว่าสูงที่สุดอัตราการเบิกจ่ายในรอบหลายปีที่ผ่านมา แล้วตัวเลขเศรษฐกิจไทยในไตรมาสหนึ่งของปีงบประมาณ การลงทุนของภาครัฐจากการเร่งรัดเบิกจ่ายโต 13.3% ไตรมาสที่สอง 9.4% และข้อมูลล่าสุดยังโต 10% กว่า เพราะเม็ดเงินลงทุน ยืนยันว่า เรานำการลงทุนช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจ จึงต้องรักษาความสมดุลของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพร้อมทั้งการดูแลเยียวยาประชาชน
นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า สำหรับเงินที่เหลืออยู่เราก็พยายามที่จะนำมาใส่ในงบกลาง เพื่อเป็นกระเป๋าสำรอง สำหรับเหตุการณ์ที่เรายังมีความไม่แน่นอนวิกฤตพลังงานที่ยังไม่จบ ภัยแล้งที่อาจจะมา ซึ่งเราต้องการนำงบส่วนนี้มาดูแลประชาชนเป็นงบที่ไว้ดูแลสถานการณ์ฉุกเฉินและจำเป็น พร้อมขอบคุณทุกข้อสังเกตทแต่เชื่อว่าสิ่งที่ได้ดำเนินการไปในช่วงที่ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้พิสูจน์แล้วว่า ทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้ดีกว่าที่หลายคนคาด ทำให้บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือเขามั่นใจในประเทศไทย ทำให้รู้สึกมีความหวัง ขีดอันดับความความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยดีขึ้น และยังมีอีกหลายเรื่องที่เราต้องพัฒนาต่อไป แต่เราต้องมีเงินเพียงพอที่จะมาดูแลเยียวยาประชาชน หากวิกฤตที่เราไม่อาจคาดฝัน ดังนั้น การดำเนินนโยบายการคลังต้องดำเนินอย่างสมดุล และเชื่อว่าสิ่งที่เราได้ทำไปยังยืนอยู่บนหลักการของการมีวินัยการคลัง
“ขอบคุณความเห็นข้อเสนอแนะข้อสังเกตต่างๆ ที่สมาชิกอภิปรายไว้ ขอยืนยันว่าเราจะดูแลเอางบประมาณที่ใช้อยู่ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ดูแลการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ฟื้นฟูขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ พร้อมกับการให้ความสำคัญการดูแลเยียวยาประชาชน และขอให้ กมธ.วิสามัญที่สภาฯ จะแต่งตั้งขึ้น จะนำข้อสังเกตไปพิจารณาตรวจสอบของรายละเอียดร่างฉบับนี้ให้เป็นไปด้วยความรอบคอบยึดถือประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ” นายเอกนิติ กล่าว
ด้าน นายอภิสิทธิ์ กล่าวเพิ่มเติมหลังจากที่นายเอกนิติชี้แจงว่า ท่านรัฐมนตรีพูดเสมือนว่าพวกเราดูข่าวฟังข่าว แต่ข่าวทั้งหลายคือการสัมภาษณ์ของบุคคลในรัฐบาลทั้งสิ้น ถ้าต่อไปไม่ให้พวกตนฟังจากท่าน แล้วจะให้ฟังจากใครในการให้ข่าวต่างๆ พวกเราไม่ได้ไปฟังใครมาแล้วเอามาอ้างอิง แต่เรากำลังพูดถึงคนในภาครัฐที่ให้ข้อมูลเหล่านี้ และต้องขอบคุณรัฐมนตรีที่ตั้งใจสร้างความสมดุลและความคุ้มค่า แต่ฟังดูแล้วกลายเป็นว่าส่วนหนึ่งที่พูดถึงเรื่องการโอนเพื่อเร่งรัดการเบิกจ่าย มากกว่าการปรับเปลี่ยนแนวทางยุทธศาสตร์การบริหาร ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นตนรู้สึกว่าไม่ใช่การบริหารในสถานการณ์วิกฤตอย่างที่ควรจะเป็น และหวังว่าท่านจะพิสูจน์ต่อไปด้วยการยกเลิกโครงการที่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ไม่ว่าจะเป็นโครงการกระทรวงดีอีหรือของกระทรวง อว.เพื่อพิสูจน์ว่าการคลังไม่ได้เพื่อการเมืองจริงๆ และสุดท้ายหากคำอภิปรายของท่านที่บอกว่าเศรษฐกิจมั่นคง หากไปเบิกความในศาล ตนบอกว่าไม่น่าจะใช่
ภายหลังอภิปรายเสร็จสิ้น ที่ประชุมมีมติเอกฉันท์ เห็นชอบรับหลักการร่างพ.ร.บ.โอนงบฯ69 ด้วยคะแนน 462 ไม่เห็นชอบ ไม่มี งดออกเสียง 1 จากนั้นตั้งกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญฯ 25 คน โดยใช้เวลาแปรญัตติ 1 วัน ซึ่งจะมีการประชุมครั้งแรกในวันที่ 26 มิถุนายนนี้ โดยมีรายงานว่ามีการนำเข้าพิจารณาในวาระ 2 และ 3 ในวันที่ 2 กรกฎาคมนี้



