หน้าแรก การเมือง ทุจริตสอบ ขรก...

ทุจริตสอบ ขรก.ท้องถิ่น แก้ทั้งระบบสกัดโกงซ้ำซาก

26.06.26 | 08:40 น.

หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการกรณีตรวจสอบพบการทุจริตเรียกรับเงินจากผู้เข้าสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น ซึ่งกระทบกว่า 6.6 พันคนทั่วประเทศ และสูญเงินกว่า 4.5 พันล้านบาท ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งการให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งระบบ หากพบใครเกี่ยวข้องกับการทุจริตให้ดำเนินการตามกฎหมาย

โกวิทย์ พวงงาม
ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการเมืองภาคพลเมือง สถาบันพระปกเกล้า

คิดว่าสังคมไทยยังแก้ปัญหาเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นไม่ได้ สะท้อนกันตรงๆ และความจริงจัง หรือการวางเป้าหมายแก้ทุจริตในระยะยาวไม่ค่อยมี พอมีเรื่อง รัฐมนตรีก็จะสั่งการต่างๆ เป็น Baby Boomer (เบบี้บูมเมอร์) แก้ปัญหาเฉพาะหน้าตลอด ไม่เคยวางระบบอย่างต่อเนื่อง

“ผมขอพูดถึงการวางระบบการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นอย่างต่อเนื่อง ยืนยาว และมั่นคง ต้องมีแผนปฏิบัติการประเทศที่ชัดเจน ซึ่งในอดีตปรากฏการณ์ทุจริตในลักษณะนี้เกิดขึ้นมาอย่างยาวนาน มีทั้งกรณีที่เปิดเผยและไม่เปิดเผย ตอนที่ผมเป็นผู้แทนราษฎรและเป็นกรรมาธิการกระจายอำนาจ เมื่อปี 2565 ก็มีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการสอบเลื่อนระดับในกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) โดยเฉพาะการจ้างหน่วยงานภายนอก หรือสถาบันการศึกษาเป็นผู้ออกข้อสอบ ซึ่งมีข้อกล่าวหาเรื่องข้อสอบรั่วไหล การซื้อขายข้อสอบ หรือการช่วยเหลือผู้เข้าสอบ รวมถึงความเชื่อมโยงระหว่างสถาบันติว สถาบันการศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผมไม่แน่ใจว่า สถ.จะมีเอี่ยวในเรื่องนี้ด้วยหรือเปล่า นั่นคือปรากฏการณ์ที่ผ่านมา”

Advertisement

ก่อนหน้านั้นมีการสอบแบบท้องถิ่นจัดสอบเอง ซึ่งต้องเข้าใจก่อนว่า ระบบสอบของข้าราชการท้องถิ่นแรกๆ มีการสอบโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เอง สอบโดยองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เทศบาล หรือองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.)

“พอจัดสอบเองก็ถูกร้องเรียน ผู้บริหารท้องถิ่นถูกกล่าวหาว่าเรียกเก็บเงินผู้สอบ เช่น คุณต้องจ่ายมาเท่านี้ พอเกิดเหตุการณ์แบบนี้ ผมไม่แน่ใจว่าตอนรัฐบาลรัฐประหาร พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี หรือเปล่า ท่านก็สั่งว่ามาสอบที่ส่วนกลาง ให้ สถ.จัดสอบ แต่ สถ.ก็อาจจะมองว่า ถ้า สถ.จัดสอบ เดี๋ยวจะถูกกล่าวหาอีก เขาก็เลยไปใช้หน่วยงานภายนอก (Outsource) คือ สถาบันการศึกษา ให้มาออกข้อสอบแทน แต่ก็มีเรื่องอีกว่า สถ.เองป้องกันการรั่วไหล ความโปร่งใสไม่ได้ ทั้ง 2 ระบบ ตอนแรกมองว่ามาสอบส่วนกลางจะแก้ได้ เลยไม่รู้ใครสอบท้องถิ่นมีทุจริตมาก หรือสอบส่วนกลางทุจริตมาก เรื่องนี้ก็ต้องวิพากษ์วิจารณ์ หรือว่าค้นหาข้อมูล”

ระบบนี้ต้องย้อนกลับไปที่คำถามแรกว่า สังคมไทยยังเป็นแบบนี้หรือไม่ คือเราไม่สามารถที่จะไปสร้างคน พัฒนาคุณภาพคนได้อย่างแท้จริง เพราะทุกอย่างอยู่ที่คุณภาพคน เป็นทัศนคติเรื่องคอร์รัปชั่น เรื่องการมีเงินทอง เรื่องการสร้างตัวเองให้มีฐานะ หรือหาวิธีการที่จะทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งมีอยู่ทั่วไปในทุกกรม ทุกกระทรวง และทุกหน่วยงาน ไม่สามารถแก้ได้

ไม่อยากพูดว่าไปแก้ตรงจุดนี้ เช่น วันนี้มีข่าวเรื่องคอร์รัปชั่นที่เกี่ยวกับทุจริตข้าราชการท้องถิ่นสอบเข้า ก่อนหน้านี้มีทุจริตเรื่องตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่ม ซึ่งก็ยังคิดอะไรไม่ได้ว่าจะเกิดจากทุจริตหรือว่าเบียดบังบางเรื่องหรือเปล่า เรื่องราวที่ทุจริตมีเยอะ ทุกประเด็นที่ผมพูดถึง เรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่น ก็ไม่ได้มาวางระบบแก้ ซึ่งผมคิดว่าการวางระบบแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นประเทศไทยต้องเป็น “วาระแห่งชาติ”

อยากให้รัฐบาลคิดแบบสาธารณรัฐประชาชนจีนยกตัวอย่าง ถ้าเอาโมเดลจีน รัฐบาล “สี จิ้นผิง” ประธานาธิบดีจีน ก็มีปัญหาคอร์รัปชั่น ซึ่งเขาใช้โมเดลผู้นำประกาศวาระแห่งชาติว่า “ไม่คอร์รัปชั่น” พอประกาศแล้ว รัฐมนตรี ผู้นำ หรือแม้กระทั่งผู้ที่มีอำนาจทางการเมืองทั้งหมด ใช้แนวคิด “ตีเสือ ตีแมลงวัน” คือ ปราบทั้งผู้มีอำนาจระดับสูงและระดับล่างให้เป็นตัวอย่างกับผู้ใหญ่ หรือผู้มีอำนาจทางการเมืองก่อน ขณะที่ประเทศไทยมักดำเนินการเฉพาะระดับล่าง แต่ไม่แตะระดับบน จึงไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง

ส่วนเกาหลีใต้ ซึ่งเคยมีปัญหาคอร์รัปชั่นเช่นเดียวกับไทยเมื่อ 20-30 ปีก่อน เขาได้เน้นการปรับทัศนคติของประชาชนให้รังเกียจคอร์รัปชั่นอย่างจริงจัง ผ่านการปฏิรูปการศึกษา การสร้างหลักสูตร และการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนและภาคประชาสังคม ส่งผลให้ประชาชนมีความตื่นตัว และนักการเมืองต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตน เคยมีประธานาธิบดีเกาหลีใต้กระโดดหน้าผาเสียชีวิต เพราะมีเรื่องราวที่แค่ถูกกล่าวหา

“แต่ประเทศไทย พอกล่าวหานักการเมือง หรือกล่าวหารัฐมนตรี กล่าวหาผู้นำ ข้าราชการ ต้องตรวจสอบกันไม่รู้กี่สิบปี แม้จะตระหนักว่าคอร์รัปชั่นเป็นสิ่งไม่ดี แต่ในทางปฏิบัติกลับยังยอมรับได้ ซึ่งสะท้อนจากคะแนนความโปร่งใสที่อยู่ราว 35-36 จาก 100 คะแนน ต่อเนื่องยาวนานเกือบ 30 ปี เขายังมองเป็นประเด็นการเมือง ซึ่งไม่ค่อยดีในความคิดของผม”

ในเชิงวิชาการ การปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นกลายเป็นเรื่องที่ไม่ดีต่อสถาบันการศึกษา เห็นว่าสถาบันการศึกษาควรกลับมามีบทบาทสำคัญในการชี้นำสังคมด้านความโปร่งใสและการต่อต้านคอร์รัปชั่น ขณะเดียวกัน ผู้นำประเทศต้องแสดงบทบาทเป็นแบบอย่าง ทั้งในด้านความเรียบง่าย ไปราชการต้องง่าย ไม่ให้ข้าราชการมาต้อนรับ ความโปร่งใส และพฤติกรรมส่วนตัว

“ผมนึกถึง อังเกลา แมร์เคิล อดีตนายกรัฐมนตรีเยอรมนี ที่ไม่แต่งตัวหรู ไม่ใช้ของแบรนด์เนม และพยายามอยู่ให้เรียบง่าย”

นอกจากนี้ จำเป็นต้องมีการวางแผนการแก้ปัญหาในระยะยาว ระยะต้น ระยะกลาง ระยะปลาย โดยเฉพาะการปฏิรูปเรื่องการศึกษา สร้างคนให้เป็นพลเมืองที่ไม่ชอบการทุจริต คนไทยต้องปรับทัศนคติใหม่ แก้ให้มีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เขาทำ ต้องมีประเด็นให้ชัดเจน

“เรื่องแบบนี้จึงทำยากในประเทศไทย ผมคิดว่าเขารู้ว่าอะไรดี ไม่ดี พูดแล้วไม่ค่อยทำ ประเทศไทยคิดดีทุกอย่าง แนวทางดีทุกอย่าง แต่พอถึงปฏิบัติ ไม่ทำ คือ คิดดี แต่ปฏิบัติเหลว หรือปฏิบัติไม่ดี เป็นอยู่แบบนี้ เช่น ผมมองว่าเด็กรุ่นใหม่เขาเป็นคนที่คิดดี คิดได้ จะมารับคอร์รัปชั่นเรื่องเวลาก็ไม่ได้ บ้านเมืองเราเจ้านายมาไม่ตรงเวลาบ้าง นี่ก็คือคอร์รัปชั่นทั้งนั้น ต้องปรับเรื่องแบบนี้ ทำให้เป็นแบบอย่าง”

เราถูกละเลยความถูกต้อง ยกตัวอย่างเช่น นักศึกษาเข้าเรียนสาย ก็ปล่อย ถือว่าเวลาไม่สำคัญ ไม่ใส่ใจในเรื่องตรงต่อเวลา ในหลายประเทศที่เขาเจริญแล้ว ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น ยุโรป เยอรมนี เขาถือว่าเวลามีค่า ต้องตรงต่อเวลา และเรื่องระเบียบวินัยในการทำงาน เป็นเรื่องใหญ่ของสังคมไทย ถูกละเลยเรื่องความรับผิดชอบ ถ้ามีคนทำอะไรผิด อาจจะโทษคนอื่นก่อน เอาให้พ้นตัวเองไปก่อน

“ผมว่าเป็นสังคมที่แย่มาก แม้แต่คำพูด ถ้าพูดแล้วก็ต้องรับผิดชอบต่อคำพูด นักการเมืองสัญญาไว้แล้ว ไม่ทำ คนไทยก็เฉย ข้าราชการพูดอะไร เราก็เฉย นี่คือเราถูกครอบด้วยระบบที่ทำอะไรไม่ถูกต้อง กลายมาเป็นความถูกต้อง เราจึงตกเป็นเหยื่อของสแกมเมอร์ ไปซื้อของถูกหลอกบ้าง ปล่อยทุนเทาเต็มไปหมด ไม่เคยปราบอะไรได้ นี่คือปัญหาของสังคมที่แก้ยาก”

เพราะฉะนั้น การทุจริตยังคงมีต่อไป ถ้า 1.ไม่พยายามกลับมาคิดว่า สังคมไทยยังมีปัญหามาก เพราะเราไม่ได้สนใจเรื่องคุณภาพในการจัดการทุกเรื่อง เช่น การทำข้อสอบที่ได้คนมีคุณภาพ การสร้างถนนที่ให้ได้คุณภาพ ซึ่งถนนบางสาย ปีที่ 1 ทำดี ปีที่ 2 เละแล้ว ถนนไม่มีคุณภาพ สะพานไม่มีคุณภาพ สะพานพระราม 2 ไม่มีคุณภาพ ก็จะเกิดเหตุการณ์ไร้คุณภาพ ตึกไร้คุณภาพ ซึ่งเราไม่ค่อยตรวจสอบคุณภาพงานทั้งระบบ ตรวจสอบคุณภาพทั้งหมดที่ประเทศนี้มีอยู่ คิดว่าต้องทำแผน

2.เรื่องการสร้างคนให้มีคุณภาพ 3.สร้างกลุ่มที่มีคุณภาพ คือ กลุ่มที่คอยเป็นหมาเฝ้าบ้าน เปิดให้องค์กร ภาคส่วนต่างๆ ในยุค AI มีการตรวจสอบ แต่ทว่า อำนาจที่อยู่เหนือ AI อยู่เหนือข้อมูลข่าวสาร ก็ยังมี เขาอาจจะวางเฉยก็ได้ เพราะเขาถือว่าคนที่ใช้อำนาจในการแก้เรื่องนี้ ไม่จริงจังหรือไม่มีแผนยุทธศาสตร์ที่แน่นอน คิดว่าทำเป็นวาระ

ถ้าถามว่า เหตุการณ์นี้กระทบความเชื่อมั่นต่อระบบราชการมากน้อยแค่ไหน ส่งผลกระทบอย่างมาก เพราะทำให้ภาพลักษณ์ของภาครัฐถูกมองในเชิงลบ ดังนั้น การฟื้นฟูความเชื่อมั่น จึงเป็นสิ่งจำเป็น โดยต้องเริ่มจากการมีแผนที่ชัดเจนและการลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง

“หากต้องการยกระดับความโปร่งใสของประเทศ ผู้นำต้องกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน ขอเรียกร้องว่าผู้นำรัฐบาล ผู้นำประเทศ ข้าราชการ ผู้ว่าราชการจังหวัด อธิบดี ช่วยมีความมุ่งมั่น หรือบอกความรับผิดชอบต่อนโยบายของท่านบ้าง เช่น การเพิ่มคะแนนความโปร่งใสภายในระยะเวลา 4 ปี เพื่อให้ทุกภาคส่วนร่วมกันขับเคลื่อน”

มิเช่นนั้น ประเทศไทยจะไม่สามารถแข่งขันกับนานาชาติได้ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การลงทุน และความน่าเชื่อถือของประเทศ

อดิศร เนาวนนท์
อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
ประธานที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งประเทศไทย (ทปอ.มรภ.)

กรณีตรวจสอบพบการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ที่ล่าสุดนายกฯสั่งให้ตรวจสอบทั้งระบบนั้น สะท้อนถึงสภาพสังคมไทยว่า ยอมรับการคอร์รัปชั่นเป็นเรื่องปกติ มีค่านิยมเรื่องอำนาจนิยมสูง เป็นปัญหาทั้งจากความเหลื่อมทางเศรษฐกิจและสังคม เป็นวิกฤตของระบบคุณธรรมทั้งภาครัฐที่เป็นข้าราชการประจำ การเมือง และภาคประชาชน เป็นรากลึกของระบบอุปถัมภ์ในสังคมไทยที่สังคมไม่เคยเรียนรู้

การทุจริตสอบเข้ารับราชการทั้งท้องถิ่นและข้าราชการอื่นๆ เป็นที่รับทราบของคนทั่วไปอยู่แล้วว่ามีมาโดยตลอด ไม่เพียงแต่ทุจริตสอบเข้ารับราชการ กระทั่งลูกจ้างชั่วคราว พนักงานราชการ ก็ยังมีการทุจริต

สำหรับกรณีการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่นในคราวนี้ ผมก็ได้รับทราบข้อมูลมาก่อน ทั้งจากผู้ปกครองนักศึกษา ประชาชนในพื้นที่ ข้าราชการ และนักการเมืองท้องถิ่น ซึ่งส่วนใหญ่มีการอ้างชื่อพรรคการเมืองที่ทุกคนเชื่อว่า ทำอะไรก็ได้

ยอมรับว่าปัญหานี้มันอยู่ในระดับวิกฤต หากเป็นคนป่วยก็คือคนป่วยขั้นไอซียู ต้องผ่าตัดใหญ่ ซึ่งผ่าตัดแล้วยังไม่รู้จะรอดหรือเปล่า มีโมเดลการแก้ปัญหาการทุจริตในหลายประเทศที่ประสบความสำเร็จ เช่น สิงคโปร์ ใช้ 3 เสาหลัก คือออกกฎหมายที่เข้มงวดมีบทลงโทษหนักทั้งการให้และรับสินบน รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐสามารถถูกตรวจสอบทรัพย์สินที่ได้มาอย่างผิดปกติย้อนหลัง มีสำนักงานสืบสวนการทุจริจ (CPIB) ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรีโดยเฉพาะ มีอำนาจสืบสวน สอบสวน และจับกุมทุกคนอย่างเท่าเทียมกันโดยไม่มีข้อยกเว้น การจ่ายค่าตอบแทนข้าราชการและผู้นำระดับสูงที่เทียบเท่าภาคเอกชน และสร้างระบบราชการแบบดิจิทัล ลดการใช้ดุลยพินิจ ให้มีการตรวจสอบการทำงานของรัฐได้อย่างเข้มงวด

กรณีของประเทศไทย เห็นว่าสิ่งที่ต้องทำเป็นลำดับแรกคือ ต้องออกกฎหมายเอาผิดทั้งทางแพ่งและทางอาญา ทั้งผู้เข้าสอบและผู้เกี่ยวข้องให้กำหนดโทษอย่างหนักและเด็ดขาด ต้องมีการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารการดำเนินงานให้สาธารณชนตรวจสอบได้ มีระบบร้องเรียนที่ปลอดภัย มีช่องทางการแจ้งเบาะแสการทุจริตที่มีประสิทธิภาพ พร้อมมาตรการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส

สำหรับหน่วยงานเฉพาะทาง เรามีอยู่แล้ว ครั้งนี้ต้องชื่นชมกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่เข้าดำเนินการตรวจสอบและจับกุมในเรื่องนี้อย่างรวดเร็ว

“สิ่งที่เป็นกังวลก็คือ ความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อหน่วยงานเฉพาะทางว่าจะตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายการเมืองหรือไม่ จึงอยากฝากไปยังนายกฯว่า ให้เอาจริงเอาจังในเรื่องนี้ สาวให้ถึงตัวข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่นายกฯรู้อยู่แล้ว รวมไปถึงฝ่ายการเมืองที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการให้เด็ดขาด เชือดไก่ให้ลิงดูประชาชนอยากเห็นความกล้าหาญของนายกฯในเรื่องนี้”