‘ทัดดาว’ ผู้สมัคร ส.ก.ราชเทวี เบอร์ 4 พรรคประชาธิปัตย์ ลุยหาเสียงโค้งสุดท้าย ขอโอกาสทำงาน-ผลักดันนโยบาย ตั้งใจเข้าไปเป็นหนึ่งในผู้ตรวจสอบงบประมาณโครงการในพื้นที่ เพื่อประโยชน์สูงสุด
เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน น.ส.ทัดดาว ตั้งตรงเจริญ ผู้สมัคร ส.ก.เขตราชเทวี เบอร์ 4 พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ลงพื้นที่หาเสียงเขตราชเทวีหลายชุมชน ขอโอกาสเข้าไปทำหน้าที่เพื่อคนราชเทวี โดยที่ผ่านมาได้ลงพื้นที่ ทำพื้นที่มาตลอดระยะเวลากว่า 8 ปีกว่า ตั้งแต่ก่อนเกิดสถานการณ์โควิด ในขณะที่เกิดสถานการณ์โควิดระบาด ได้เข้าช่วยเหลือประชาชนด้วยการรับส่งผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง
น.ส.ทัดดาว กล่าวว่า แม้ครั้งที่ผ่านมาจะไม่ได้รับความไว้วางใจเข้าไปทำหน้าที่ แต่พยายามผลักดันพัฒนาพื้นที่อย่างเต็มที่ ทั้งเรื่องการกีฬา ร่วมสร้างสภาวัฒนธรรมในชุดปัจจุบัน โดยครั้งนี้ต้องยุติบทบาทชั่วคราว เพื่อมาลงเลือกตั้ง แต่ในส่วนของสภาวัฒนธรรมก็ยังขับเคลื่อนไปด้วยตัวของมันเอง
“ตอนนี้กลับมาทวงพื้นที่คืน และมองว่าสิ่งที่ ส.ก.ต้องทำในพื้นที่ ดิฉันได้ทำมาหมดแล้ว ติดไฟฟ้า แก้ปัญหาน้ำไม่ไหล แก้ไขปัญหาชาวบ้าน ประสานแก้ไขน้ำท่วม ขยะกองโต และหลายอย่างที่พี่น้องประชาชนในพื้นที่วางใจให้ตนเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหา แต่เหลืออย่างเดียวที่ยังไม่ได้ทำคือ ไปนั่งเป็นผู้แทนในสภากทม. เพื่อผลักดันและเข้าไปควบคุมเรื่องบประมาณ วันนี้ตนจึงอยากขอโอกาส ขอให้ได้เข้าไปนั่งเป็นตัวแทนของพ่อ แม่ พี่น้องในเขต ซึ่งเป็นความฝันของตนที่อยากจะพัฒนาเขตราชเทวีให้ดีว่าเดิม” น.ส.ทัดดาว กล่าว

น.ส.ทัดดาว กล่าวว่า มีความตั้งใจที่จะเป็นหนึ่งในผู้ตรวจสอบงบประมาณของเขตราชเทวี โดยเฉพาะโครงการที่มีข้อสังเกตว่ามีการแบ่งเป็นโครงการย่อยหลายโครงการ ซึ่งมีวงเงินต่ำกว่า 500,000 บาท ทำให้ไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างผ่านระบบ e-Bidding ตามหลักเกณฑ์ของภาครัฐ นอกจากนี้ ยังต้องมีการตรวจสอบย้อนหลังเกี่ยวกับโครงการต่าง ๆ ที่ใช้งบประมาณในพื้นที่ราชเทวี ว่างบประมาณเหล่านั้นถูกนำไปใช้อย่างไร เกิดประโยชน์ต่อประชาชนมากน้อยเพียงใด และตอบโจทย์ปัญหาของพื้นที่ได้จริงหรือไม่ รวมไปถึงการตรวจสอบบริษัทผู้รับงานว่าเป็นใคร มีความเชื่อมโยงกับผู้มีอำนาจหรือไม่ และมีความโปร่งใสเพียงใด เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลและร่วมตรวจสอบได้

น.ส.ทัดดาว กล่าวว่า การตรวจสอบงบประมาณและการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส ถือเป็นหนึ่งในหน้าที่สำคัญของ สก. เพื่อให้มั่นใจว่าเงินภาษีของประชาชนถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนรวมอย่างแท้จริง ขณะเดียวกัน กทม.ถือเป็นองค์กรปกครองท้องถิ่นที่ใช้งบประมาณจากภาษีประชาชนจำนวนมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ ดังนั้นทุกโครงการ ทุกกิจกรรม และทุกการใช้งบประมาณ จึงควรได้รับการตรวจสอบจากผู้แทนของประชาชนอย่างจริงจัง




