หน้าแรก การเมือง อภิสิทธิ์ อัด...

อภิสิทธิ์ อัดงบฯ 70 ไร้อนาคต จี้ปฏิรูปภาษี ห่วงกู้เพิ่ม 4 แสนล้าน ดันหนี้สาธารณะพุ่งทะลุ 80%

29.06.26 | 12:56 น.
อภิสิทธิ์

อภิสิทธิ์ ซัดรัฐบาล จัดงบ70 แบบไร้อนาคต ทำงบแบบฐานศูนย์ มีเงินใช้แค่งบประจำ-ใช้หนี้ ส่วนการลงทุนต้องกู้ อย่าหวังเงินเพิ่มเบี้ยคนชรา-สวัสดิการ ห่วงหนี้สาธารณะพุ่งทะลุเพดาน 80% หากไม่ปฏิรูปภาษี ชี้ต้องทำงบที่แม่นยำ มุ่งเป้า ตอบโจทย์แก้ปัญหา

เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน ที่อาคารรัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 25 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เป็นพิเศษ พิจารณาเรื่องด่วน ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม

เวลา 11. 22 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายงบฯปี 2570 ว่า งบประมาณฉบับนี้เป็นงบประมาณที่พวกเรามองไม่เห็นอนาคต ไม่ได้ตำหนิรัฐบาล เพราะโครงสร้างงบประมาณก็สะท้อนปัญหา เพียงแต่ว่าด้วยสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของโลกด้วยภาวะวิกฤตที่เกิดขึ้น จึงเป็นความท้าทายและเป็นหน้าที่ของรัฐบาลเป็นพิเศษว่าจะสะสางปัญหาที่มันเหมาะสมมาอย่างไรให้เราสามารถมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งในการเดินไปข้างหน้าโทรหา

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ตนจะชี้ให้เห็นว่า ที่เรามองไม่เห็นอนาคตนั้นเกิดจากอะไรบ้าง เริ่มต้นจากตัวโครงสร้างงบประมาณขนาดเศรษฐกิจ เพราะถ้าไปดูโครงสร้างงบประมาณ กลับพบว่าประเทศของเราได้เดินมาถึงจุดที่การจัดเก็บรายได้ทั้งหมดจะมีเพียงพอสำหรับงบประจำกับการใช้หนี้เท่านั้น โครงสร้างงบประมาณปีนี้เกือบทุกบาทที่เป็นงบลงทุนต้องมาจากการขาดดุลหรือการกู้ แสดงให้เห็นว่าในปัจจุบันนี้ศักยภาพของรัฐบาลในการจัดเก็บภาษีและการหารายได้นั้นสามารถทำได้แค่เพียงประคับประครองสิ่งที่มีอยู่และชดใช้หนี้ที่ได้สร้างไว้ในอดีต ตัวเลขนี้น่ากลัวเพราะยิ่งเราไปดูการจัดเก็บภาษีโดยเฉพาะก็จะเห็นว่าสัดส่วนของภาษีเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศหรือจีดีพี ก็ยังคงอยู่ที่ประมาณร้อยละ 14.6 ซึ่งก็คือต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ สิ่งนี้ยังดำรงอยู่ทั้งๆ ที่เรารู้ว่าความต้องการของประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งความคาดหวังในเรื่องของระบบสวัสดิการนับวันมีแต่สูงขึ้น

“เสียดายว่านายกฯก็ดี รมว.คลังก็ดี ไม่ได้มาฟังสภาเห็นนี้ใช้เวลาประมาณครึ่งวันในการอภิปราย ดังนั้นขอย้ำว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องมีการปฏิรูประบบภาษีครั้งใหญ่มิฉะนั้นเราจะไม่สามารถดูแลความต้องการของคนของเราได้อย่างที่เราต้องการ วันนี้ผมไม่แปลกใจยังไม่ต้องไปพูดถึงเป้าหมายที่เขาตั้งกันไว้นานแล้วว่าผู้สูงอายุควรจะได้เบี้ยยังชีพ 3,000 บาท ในงบปีนี้ยังไม่สามารถเพิ่มได้ไปถึง 1,000 บาท ไม่มีการเพิ่มให้กับคนพิการ เพิ่มเงินอุดหนุนสำหรับเด็กแรกเกิดเป็นแบบถ้วนหน้าได้อย่างแท้จริงตามเป้าหมายที่กำหนดกันมาช้านานแล้ว และไม่ใช่เฉพาะปีนี้ก็จะเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆจนกว่าเราจะมีการปฏิรูประบบภาษีกันครั้งใหญ่ผมก็อยากได้ยินจากท่าน รมว.คลัง และรัฐบาลว่าท่านมีแนวคิดเรื่องนี้อย่างไร และผมหวังว่าจะไม่หมกมุ่นอยู่กับเพียงเรื่องของการที่จะพยายามปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งควรจะเป็นทางเลือกสุดท้าย” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

อภิสิทธิ์
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เมื่อเก็บภาษีได้เท่านี้เราก็จะเห็นทันทีว่างบประมาณที่มีการจัดสรรในปีนี้นั้นกลายเป็นว่าจะมีเพียงงบบุคลากรที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.8 งบเงินอุดหนุนที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.6 แต่งบที่จำเป็นจะต้องลดลงอย่างค่อนเฉียบพลันก็คืองบลงทุน คือ -13.1 % นี่คือข้อเท็จจริงว่าขนาดทุกบาททุกสตางค์ที่ลงทุนต้องไปกู้มาแล้ว ยังมีพื้นที่ในการที่จะกู้ลดลงไปด้วยการลงทุนจึงแทบไม่มีโครงการอะไรใหม่และเราจะเห็นว่าบางเรื่องเช่นความคาดหวังของพี่น้องประชาชนที่หัใหญ่ว่าจะต้องมีการลงทุนเพื่อป้องกันภัยพิบัติ ซึ่งก็เป็นเรื่องเร่งด่วนก็ไม่ปรากฏที่จะสร้างความอุ่นใจให้กับพี่น้องที่นั่นได้ ยังไม่ต้องพูดถึงการลงทุนเพื่อวางรากฐานในระยะยาว ถ้าจะบอกว่าการลงทุนคงไม่ได้พึ่งในส่วนของงบประมาณเพียงอย่างเดียว ตนก็คิดถึงว่ารัฐบาลไปกู้เงินเพิ่มมาอีก 4ล้านบาทที่จะเป็นเรื่องของการลงทุน ที่ไม่ใช่มาแจกจ่ายใน 2 แสนล้านบาทแรก แต่เป็น 2 แสนล้านบาทหลังก็กลายเป็นเพียงการไปส่งเสริมให้มีการนำเข้าโซล่าเซลล์กับยานยนต์ไฟฟ้ามันก็ไม่ใช่การลงทุนอีก คิดเรื่องการร่วมทุนกับเอกชน เราก็ไม่เห็นโครงการอะไรที่จะมีความคืบหน้าเลยนอกจากการพยายามผลักดันโครงการที่ไม่คุ้มค่าคือแลนด์บริจด์

Advertisement

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า นี่คือความเป็นจริงว่า ประเทศของเราและงบประมาณของเราติดลมอยู่อย่างนี้แหละจะติดลมอย่างนี้ต่อไปถ้าเราไม่สะสางปัญหาซึ่งเป็นปัญหาใหญ่มากคือมีงบประมาณที่บานปลายอยู่ตลอดเวลาหรือเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลาและยังรอการสะสางอย่างจริงจัง เช่น งบบุคลากร เบี้ยบำนาญ 3.8 แสนล้านบาท เชื่อว่าไม่พอเพราะช่วงปีที่ผ่านมาจ่ายเกิน 3.9 แสนล้านบาทแล้ว ค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลในระบบของภาครัฐที่ตั้งไว้เท่าเดิม 9.4 หมื่นล้านบาท แต่ปีที่ผ่านมายอดใช้จริงทะลุแสนล้านบาทไปแล้ว ดังนั้นงบที่เกี่ยวกับหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ปีนี้ต้องเพิ่ม 2 แสนล้านบาท ตนยืนยันว่าไม่เพียงพอ

“ผมขอถามรัฐบาลจะแก้ปัญหาดังกล่าวอย่างไร ผมอยากฟังจากรัฐบาลว่าตกลงทิศทางของบุคลากรภาครัฐของท่านคืออะไร จะให้คนเกษียณอายุราชการที่อายุมากขึ้นหรือเกษียณอายุก่อนกำหนด สิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ผมมองว่าหากไม่ปรับเปลี่ยนในคนใหม่ ที่เข้ามาเงินทั้งหมดจะจบลงอยู่กับเรื่องดังกล่าว” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ส่วนหนี้สาธารณะที่รัฐบาลบอกว่ายังไม่ชนเพดาน อยู่ที่ 64% แต่หากศาลอนุญาตให้กู้เงิน 4 แสนล้านบาทเต็มจำนวน หนี้จะไปถึง 69% ทั้งนี้ยังมีหนี้ค้างสถาบันการเงินของรัฐ อีก 1 ล้านล้านบาท หากรวมตัวนี้จะทะลุ 70% หากไม่อยากให้หนี้ทะลุต้องทำให้รายได้เพิ่มเกินปีละ 4% แต่ไม่เห็นมาหลายปี หากทำไม่ได้ภายใน 5-10 ปี จะเห็นหนี้สาธารณะมีโอกาสทะลุไปถึง 80%-90%

ดังนั้นหากรัฐบาลไม่กล้าหาญเพียงพอ จะทำให้มองไม่เห็นอนาคต และ หากดูการจัดสรรงบประมาณที่เป็นครั้งแรกที่หน่วยงานรับงบลดลง แต่มีกระทรวงดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับงบเพิ่ม ที่หลายโครงการระบุว่าจะใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ แต่ไม่เห็นอนาคตถึงการใช้เอไอเพื่อสร้างประโยชน์หรือมูลค่าได้อย่างไร เช่นเดียวกับอีกหลายกระทรวงที่ใส่ชื่อปัญญาประดิษฐ์เข้าไป แล้ววิ่งตามกระแสเป็นการใช้งานเทคโนโลยีโดยปราศจากความชัดเจนว่าจะลงทุนให้ประเทศไทยสามารถได้ประโยชน์หรือสร้างมูลค่าให้กับตัวเองจากเทคโนโลยีเหล่านี้ได้อย่างไร

“คำแถลงของรัฐบาล รวมถึงเอกสารงบประมาณ ดูเหมือนรัฐบาลรู้หลักการสิ่งที่ต้องทำ ต้องใช้ เช่น ทำงบที่แม่นยำ ตรงเป้าหมาย ตอบโจทย์แก้ปัญหาของประเทศ ทำงบประมาณแบบฐานศูนย์ แต่เนื้อในของบประมาณ ผมไม่เห็นการตั้งงบแบบมมุ่งเป้า หรือเป็นฐานศูนย์อย่างแท้จริง ผมถึงบอกว่าพรรคประชาธิปัตย์เราไม่เห็นอนาคต และเห็นด้วยกับอีกคำที่สส.ฝากรัฐบาลที่พูดไว้คือ เป็นงบแบบหาเช้ากินค่ำ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว