หน้าแรก การเมือง ปชน. สับเละ ง...

ปชน. สับเละ งบดิจิทัลพลัส พุ่ง 3.3 หมื่นล้าน ใช้ AI บังหน้า ซุกรายจ่ายสร้างอาคาร

29.06.26 | 17:11 น.

อิสริยะ ชำแหละงบดิจิทัล 3.3 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนแบบก้าวกระโดด ดักคอ โครงการ TH-AI Passport เฟสสอง อาจกลับมาในรูปแบบเงินนอกงบประมาณ สุดงง! หลายโครงการอ้าง ‘AI’ แต่เนื้อในเป็นงบก่อสร้างอาคาร แฉ บริษัทประมูลงานไอทีของรัฐสภา อยู่ในเครือข่ายเดียวกับที่ได้งาน TH-AI Passport จี้ ตั้งบอร์ด AI แห่งชาติ เพื่อแสดงความจริงใจ

เมื่อเวลา 15.05 น. วันที่ 29 มิถุนายน ที่รัฐสภา นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ในส่วนของงบที่เกี่ยวกับดิจิทัลทั้งหมด ที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในรัฐบาลชุดนี้ และขอเรียกว่า “ดิจิทัลพลัส” ซึ่งหากดูงบดิจิทัลของปี 70 ตัวเลขรวมสูงกว่า 33,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงบ 69 ถึง 28% ทั้งที่ภาพรวมของงบปี 70 ทุกกระทรวง ถูกลดงบลงเกือบหมด มีเพียงกระทรวงเดียวที่ได้รับงบด้านดิจิทัลเพิ่มขึ้นถึง 114% คือ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ส่วนเหตุผลจะเป็นเพราะว่ามีใครบางคนนั่งอยู่ที่กระทรวงดีอีหรือไม่ หรือเพราะรัฐบาลมีความจริงใจใส่ใจต่อดิจิทัล เป็นเรื่องที่ทุกคนแล้วแต่จะคิด

ทั้งนี้ นับตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารประเทศ โครงการเกี่ยวกับดิจิทัลที่คนสนใจมากที่สุดคงหนีไม่พ้นโครงการเกี่ยวกับ AI โดยเฉพาะโครงการ TH -AI Passport ซึ่งเต็มไปด้วยข้อกังขามากมาย แต่ที่ผ่านมารัฐบาลยืนยันแข็งขันว่าสัญญาแก้ไขไม่ได้ ยกเลิกไม่ได้ แต่สุดท้ายช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาเริ่มมีการปรับแก้สัญญากับภาคเอกชนเรียบร้อยแล้ว ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดี

อย่างไรก็ตาม โครงการเฟสแรกยังไม่ทันได้เริ่มอย่างเป็นทางการ ปลัดกระทรวงดีอีได้พูดไว้ก่อนแล้วว่าเตรียมงบสำหรับเฟสสองไว้แล้ว 900 ล้านบาท ซึ่งอยู่ในงบปี 70 แต่ข่าวดีคือในเล่มงบประมาณไม่มีโครงการ TH -AI Passport เฟสสอง ซึ่งสำนักงบประมาณได้ตัดงบประมาณก้อนนี้ทิ้ง แต่สิ่งที่ต้องระวังอย่างมากคือ โครงการ TH -AI Passport เฟสสอง อาจจะกลับมาได้รูปแบบของเงินนอกงบประมาณ จึงขอให้ทุกคนช่วยกันจับตาดู

Advertisement

 

นายอิสริยะ กล่าวต่อว่า นอกจาก โครงการ TH-AI Passport ที่ทุกคนจับตา แผนงบประมาณปี 70 เป็นไปตามคาดที่มีงบประมาณที่แปะชื่อ AI จำนวนมากถึง 81 หน่วยงาน 176 โครงการ วงเงิน 2,200 ล้านบาท ซึ่งไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานใดถ้ามีโครงการแปะคำว่า AI ต่อท้ายถือว่าเสร็จเรียบร้อย เหมือนกับคำว่า Soft Power ในอดีต แต่ปีนี้เป็นคำว่า AI

ทั้งนี้ หากดูโครงการที่เกี่ยวข้องกับ AI ทั้ง 176 โครงการ จะมีบางโครงการที่จั่วหัวมาเป็น AI แต่ของจริงไม่ใช่ เพราะเป็นงบก่อสร้างอาคาร ซึ่งโครงการที่ใหญ่ที่สุดวงเงิน 164 ล้านบาท เป็นของมหาวิทยาลัยมหิดล ที่เป็นงบสร้างตึกที่มีชื่อยาวมากโดยมีคำว่า “ปัญญาประดิษฐ์” ต่อท้าย ตึกนี้ลงเสาเอกไปแล้วอยู่ที่ศาลายา อีกโครงการที่ชื่อน่าสนใจมีความยาว 4 บรรทัด คือ โครงการบูรณาการ AI สองระบบ (มนุษย์และปัญญาประดิษฐ์) เพื่อพัฒนาระบบฮาลาลบล็อกเชน ฯ

“การที่หน่วยงานภาครัฐของไทยตื่นตัวเรื่อง AI ถือเป็นเรื่องดี แต่อย่าลืมว่าเงินส่วนใหญ่ไหลออกนอกประเทศ คำถามคือเรื่อง AI เราอยากเป็นผู้ซื้อหรือผู้สร้าง ผมลองค้นใน 176 โครงการ มีเพียงโครงการเดียวที่เป็นผู้สร้าง ถ้ารัฐบาลอยากให้คนไทยไม่ใช่แค่ผู้ซื้อแต่เป็นผู้สร้างควรต้องใส่งบประมาณด้านการสร้างให้มากขึ้น” นายอิสริยะ กล่าว

 

นายอิสริยะ กล่าวต่อว่า นอกจาก AI โครงการที่โตขึ้นแบบเงียบๆ อย่างโครงการ Cyber Security มี 71 หน่วยงาน วงเงิน 2,300 ล้านบาท คำถามที่ประชาชนอยากรู้คือขอเงินไปทำไมตั้งสองพันกว่าล้าน แต่หน่วยงานภาครัฐยังโดนแฮ็กข้อมูล ขณะเดียวกันข้อมูลประชาชนก็ยังรั่วไหล เราซื้อ Cyber Security เยอะขนาดนี้เพื่อป้องกันการโดนแฮ็ก หรือนี่คือช่องทางกอบโกยช่องทางใหม่กันแน่ เพราะค่าใช้จ่ายด้าน Security ไม่มีราคากลางทำให้พิสูจน์ความคุ้มค่าได้ยาก

อย่างไรก็ตาม งบประมาณด้านดิจิทัลก้อนใหญ่ที่สุดของประเทศไทย คือ ครุภัณฑ์คอมพิวเตอร์ โดยมี 254 หน่วยงาน ซื้อคอมพิวเตอร์ วงเงิน 11,000 ล้านบาท คิดเป็น 1 ใน 3 ของบดิจิทัลทั้งหมด โดยรัฐสภาขอเงินค่าไอทีรวมกันทั้งฝั่ง สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา มากกว่า 500 ล้านบาท แทบจะเทียบเท่ากับหน่วยงานอื่นขอซื้อทั้งประเทศ ถามว่าเอาไปทำไมเยอะขนาดนั้น และหากสังเกตดูบริษัทที่ประมูลงานไอทีของรัฐสภาได้จะอยู่ในเครือข่ายเดียวกับที่ได้งานโครงการ TH – AI Passport เป็นชื่อบริษัทอะไรให้ไปค้นกันเอาเอง

“รัฐบาลมีนโยบายเกี่ยวกับดิจิทัลเขียนไว้สวยหรู เพื่อต้องการยกระดับเศรษฐกิจดิจิทัล พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน บูรณาการข้อมูล มียุทธศาสตร์ด้าน AI แต่พอดูงบจริงพบว่ามีความซ้ำซ้อนไร้ทิศทาง ต่างหน่วยต่างซื้อเป็นเบี้ยหัวแตก ซึ่งในบริษัทเอกชนทั่วไปจะมีตำแหน่งที่เรียกว่า CTO ไว้คอยกำหนดทิศทางเทคโนโลยี คำถามคือประเทศไทยใครเป็น CTO คำตอบคือน่าจะเป็นรมว.ดีอี ซึ่งดูจริงใจในการผลักดันดิจิทัล ผลักดัน AI อยู่หลายครั้ง แต่อย่าลืมว่าบอร์ด AI แห่งชาติยังไม่ได้ตั้ง รัฐบาลอนุทิน 1 ผ่านไปแล้วจนมาถึงรัฐบาลอนุทิน 2 ก็ยังไม่ได้ตั้ง ถ้าท่านจริงใจเกี่ยวกับเรื่อง AI จริง ขอให้เร่งรีบตั้งบอร์ด AI แห่งชาติ” นายอิสริยะ กล่าว

 

นายอิสริยะ กล่าวอีกว่า รัฐบาลในอดีตอาจจะมี วิธีการคอรัปชั่นผ่านโครงการก่อสร้างเพราะหาเงินเงินทอนง่าย แต่โลกกำลังเปลี่ยน สิ่งที่น่ากลัวกว่านั้นรัฐบาลยุคใหม่ๆ อาจจะหาขุมทรัพย์ใหม่เจอ คืองบดิจิทัล เพราะหาส่วนต่างง่ายกว่า ราคากลางไม่ชัดเจน และประเมินความคุ้มค่ายาก จึงอยากฝากถึงรัฐบาลว่าให้มองดิจิทัลเป็นเครื่องมือในการยกระดับประสิทธิภาพของประเทศ ขอให้ลงทุนให้คุ้มค่า ถ้าไม่รู้จะทำเรื่องดิจิทัลอย่างไรให้มาถามหัวหน้าเท้งของเราได้ พรรคเรามีคนดิจิทัลเยอะยินดีให้คำปรึกษาฟรี แต่ถ้าท่านใช้อย่างไม่ระมัดระวังเน้นเงินทอน งบดิจิทัลจะเปลี่ยนจากก่อสร้างพลัสมาสู่ดิจิทัลพลัส