ปลื้ม ไทยติดอันดับ 27 โลก ประเทศดีที่สุด ด้าน ‘พลพีร์’ เดินหน้ารื้อระบบแยกค่าไฟสาธารณะออกจากที่อยู่อาศัย ยันดำเนินการให้เร็ว หลังปชช.ทนแบกมา 30 ปี
เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับจาก U.S. News & World Report – Best Countries 2026 ให้เป็น อันดับที่ 27 ของโลก และอันดับที่ 7 ของเอเชีย ในการจัดอันดับประเทศที่ดีที่สุด และมีความโดดเด่นด้านความเปิดกว้างในการดำเนินธุรกิจและการลงทุน สะท้อนศักยภาพของประเทศไทยในฐานะจุดหมายสำคัญของการลงทุนและการประกอบธุรกิจในภูมิภาค โดยประเมินจากหลายปัจจัย ทั้งด้านเศรษฐกิจ การกำกับดูแล โครงสร้างพื้นฐาน โอกาสทางธุรกิจ และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน ซึ่งประเทศไทยมีจุดแข็งจากฐานการผลิตที่เข้มแข็ง
นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย ในฐานะกำกับดูแลการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและการไฟฟ้านครหลวง กล่าวถึงการปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงาน แยกค่าไฟฟ้าทางสาธารณะออกจากบิลค่าไฟประชาชนว่า จากการหารือกับนายเอกณัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) ได้ข้อสรุป 2-3 สมการ ที่จะนำค่าไฟผันแปร หรือ FT ออกจากภาระของประชาชน
เมื่อถามว่า มีความจำเป็นต้องแก้กฎหมาย หรือออกเป็นกฎกระทรวงหรือไม่ นายพลพีร์ กล่าวว่า ค่าใช้จ่ายไฟสาธารณะ ภาพรวมทั้งของท้องถิ่นและทางหลวง ประมาณ 20,000 ล้านต่อปี แบ่งเป็นค่าไฟท้องถิ่น 6,000 ล้านต่อปี ซึ่งต้องไปดูกลไกการจ่ายภาษีของทั้ง 3 การไฟฟ้า ปรับโครงสร้างภายใน รวมถึงอาจจะต้องมีการปรับโครงสร้างภายในของแต่ละหน่วยงาน และต้องดูการจ่ายไฟของ กฟผ. เพราะฉะนั้น ต้องรื้อทั้งระบบ เพื่อให้ประชาชนจะไม่ต้องจ่ายค่าไฟ นอกเหนือจากที่ใช้อยู่แล้ว
นายพูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงาน กกพ. ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยถึงนโยบายไฟฟ้าสาธารณะว่า จากนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการทบทวนแนวทางบริหารจัดการค่าใช้จ่าย ด้านไฟฟ้าสาธารณะ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้ใช้ไฟฟ้า สำนักงาน กกพ. พร้อมสนับสนุนการดำเนินงาน ตามนโยบายของรัฐบาล และกำกับดูแลให้การดำเนินงานของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เป็นไปตามกฎหมาย มติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) และหลักเกณฑ์ที่กำหนดเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของผู้ใช้ไฟฟ้า
นายพูลพัฒน์ กล่าวว่า ที่ผ่านมา สำนักงาน กกพ. ได้ผลักดันให้การไฟฟ้านครหลวง(กฟน.) และ กฟภ. ติดตั้งมิเตอร์ไฟฟ้าสาธารณะตั้งแต่ปี 2566 เพื่อให้ตรวจสอบและจำแนกปริมาณการใช้ไฟฟ้าสาธารณะได้อย่างถูกต้อง โปร่งใส และเป็นไปตามมติ กพช. โดย กฟน. มีแผนดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปี 2569 ส่วน กฟภ. อยู่ระหว่างดำเนินการเนื่องจากมีพื้นที่รับผิดชอบทั่วประเทศ ซึ่งสำนักงาน กกพ. จะติดตามและเร่งรัดการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด
นายพูลพัฒน์ กล่าวว่า ดังนั้นหากมีการปรับเปลี่ยนนโยบายให้ยกเลิกมติ กพช. ในอดีต และให้การไฟฟ้าเรียกเก็บค่าไฟฟ้าสาธารณะจากหน่วยงานที่รับผิดชอบอุปกรณ์ไฟฟ้า กกพ.พร้อมจะติดตามกำกับเพื่อให้เป็นไปตามมติ กพช.
นายวฤต รัตนชื่น รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ ในฐานะโฆษกการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวถึงข้อวิจารณ์กฟผ. เป็นเสือนอนกิน ผลิตไฟเองเพียง 29% แต่เป็นคนกลางรับซื้อไฟเอกชน 71% มาขายต่อจนมีกำไรปีละนับหมื่นล้านบาท กฟผ. ควรลดราคาให้การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย เพื่อให้ต้นทุนค่าไฟของประชาชนลดลง ว่า กฟผ. เป็นรัฐวิสาหกิจด้านกิจการพลังงานภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงพลังงานและกระทรวงการคลัง ซึ่งต้องดำเนินงานผลิตและรับซื้อไฟฟ้าตามนโยบายและการกำกับของหน่วยงานภาครัฐ ไม่ได้มุ่งแสวงหากำไรจากการดำเนินงาน เพียงแค่ให้มีรายได้ที่เพียงพอต่อการลงทุนและดำเนินกิจการโดยไม่เป็นภาระต่อหนี้สาธารณะเท่านั้น
นายวฤต กล่าวว่า รายได้ของ กฟผ. มีเพียงค่าซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้า กฟผ. ในอัตรา 0.22 บาทต่อหน่วยขายปลีก และค่าระบบส่ง กฟผ. ในอัตรา 0.25 บาทต่อหน่วยขายปลีกเท่านั้น ซึ่งเป็นอัตราเดิมตามโครงสร้างค่าไฟฟ้า ปี 2558 ไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด ส่วนค่าซื้อไฟฟ้าเอกชนและต่างประเทศ รวมถึงค่าใช้จ่ายตามนโยบายรัฐ เป็นค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ของการรับซื้อไฟฟ้าทั้งหมด กฟผ. เป็นเพียงผู้รับซื้อไฟฟ้าตามราคาที่รัฐกำหนดและดำเนินการตามระเบียบการรับซื้อไฟฟ้าฯ เท่านั้น ไม่มีการบวกกำไรเพิ่มแต่อย่างใด

