หน้าแรก การเมือง ภัทรพงษ์ ซัดร...

ภัทรพงษ์ ซัดรัฐบาลจัดงบ70 เมินวิกฤต PM2.5-แม่น้ำพิษ-ปลาหมอคางดำ ไม่สะท้อนแก้ภัยพิบัติ

30.06.26 | 11:37 น.

“ภัทรพงษ์”ซัด รัฐบาลจัดงบ70 ช่วยคนนอก 100 % ไม่คิดถึงคนเสียภาษี ไม่สะท้อนจัดการปัญหาภัยพิบัติ ชี้ วิกฤติซูเปอร์เอลนีโญ- PM.2.5-สารพิษในแม่น้ำ- ปลาหมอคางดำ ไม่ใช่แค่สาธารณภัย แต่คือภัยความมั่นคงใหม่ ที่แทบไม่มีงบสนับสนุน

เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. เวลา 09.30 น.ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ ในวันที่ 2

ต่อมาเวลา 09.50 น.นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน อภิปราย ถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติ ว่า พูดแล้วทำคือคำพูดที่พรรคแกนนำ รัฐบาลใช้มาโดยตลอด แต่วันนี้จากการจัดสรรงบประมาณ ชัดเจนว่าคำว่า “ทำ” ห่างจากสิ่งที่รัฐบาลได้เคยพูดไว้ ขนาดเรื่องที่พูดยังไม่ทำแล้ว มิติต่างๆที่รัฐบาลไม่พูดถึง ไม่ต้องฝังกันเลยหรือ อย่าง ปัญหาฝุ่น PM 2.5

ในช่วงต้นปีที่ผ่านมารัฐบาลไม่ได้เตรียมการเตรียมงบไว้เลย งบประมาณจัดการฝุ่นก็ถูกตัด รวมถึงงบจัดการฝุ่นของกรุงเทพฯและปริมณฑล ก็ยังไม่เห็นในร่างงบประมาณ งบท้องถิ่นจัดการไฟป่าได้งบประมาณมาเพียงแค่ 341 ล้านบาท งบประมาณสนับสนุนเกษตรกรไม่ให้เผา ได้เพียงแค่ 261 ล้านบาท พื้นที่เผาไหม้ของภาคเกษตรต่อปี 10 ล้านไร่ ตกแค่ 26 บาทต่อไร่จะจัดการอะไรได้ งบประมาณสนับสนุนไม่มี แถมยังเบี้ยวหนี้อีก ชาวไร่อ้อยปีที่แล้วยังไม่ได้รับเงินเยียวยาเลย

“รัฐบาลจัดงบประมาณอย่างไร้ระบบแบบแผน โดยเฉพาะการแก้ปัญหา ซูเปอร์เอลนีโญ ที่จะเข้ามาในช่วงปลายปีนี้ ทำให้ต้นปีหน้า ประเทศไทยมีความเสี่ยงที่จะเจอ PM 2.5 หนักกว่าทุกปี”นายภัทรพงษ์ กล่าว

Advertisement

นายภัทรพงษ์ กล่าว กล่าวต่อว่า ขณะที่ปัญหาปลาหมอคางดำ กระทรวงเกษตรฯ ยืนยันว่าไม่มีพื้นที่ไหนในไทยที่มีปลาหมอคางดำเกิน 100 ตัว ต่อ 100 ตารางเมตร ซึ่งงบปี 70 ไม่มีแม้แต่บาทเดียวที่จะจัดการปัญหานี้ จึงขอถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ว่าจะเอาเงินที่ไหนไปจัดการปัญหานี้ งบฉุกเฉินก็ไม่ใช้ งบเยียวยาก็ไม่ทำ ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพย์ฯพูดในการประชุมวุฒิสภา ว่าขอเวลา 7 วันในการค้นหาต้นตอการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ แต่นี่จะ 70 วันแล้วรู้หรือยังว่านายทุนคนไหนเป็นต้นตอของการแพร่ระบาดปลาหมอคางดำ

นายภัทรพงษ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีปัญหาแม่น้ำเป็นพิษจากการทำเหมืองของประเทศเพื่อนบ้าน ที่รัฐบาลไม่พูดไม่ทำเลย จนปัญหาลุกลาม น้ำเป็นพิษ ปลาเป็นพิษ ดินเพาะปลูกเป็นพิษ ปัญหาใหญ่ขนาดนี้แต่งบประมาณยังไม่สะท้อน ต่อความรุนแรงของปัญหา โดยปัญหานี้เกิดขึ้นที่แม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขงที่เกิดขึ้นในภาคเหนือ ซึ่งสายน้ำที่เป็นพิษนี้เกิดผลกระทบ กับทั้งภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคใต้ในพื้นที่จังหวัดระนอง แม่น้ำแทบทุกลำน้ำมีค่าสารหนู สารตะกั่วเกินหลายเท่า ปัญหาใหญ่ขนาดนี้

กรมควบคุมมลพิษควรจะรับผิดชอบ แต่ของบไปแค่ 145 ล้านบาท แต่กลับได้งบมาแค่ 50 ล้านบาท เป็นเครื่องตรวจน้ำ อัตโนมัติ 7 เครื่อง เครื่องละ 7 ล้าน ไม่มีงบประมาณบำบัดแม้แต่บาทเดียว ซึ่งปัญหาสารปนเปื้อนไม่ได้อยู่เฉพาะในน้ำ แต่ยังอยู่ในดินตะกอนน้ำด้วย ประชาชนในพื้นที่ยังไม่ทราบถึงปัญหาสารปนเปื้อนทำให้สินค้าทางการเกษตรได้รับสารอันตรายไปด้วย ปัญหานี้จะต้องได้รับการจัดสรรงบประมาณ ในการปรับเปลี่ยนพื้นที่เพาะปลูกของเกษตรกร แต่ไม่มีการจัดสรรงบประมาณเพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้เลย

นายภัทรพงษ์ กล่าวต่อว่า ขณะที่การประปา ส่วนภูมิภาคได้งบประมาณ 2 พันล้านบาท ในการย้าย สถานีผลิตน้ำจากน้ำกกไปเป็นน้ำลาวที่ไม่ปนเปื้อนแทน แต่ส่วนนี้ทำแค่พื้นที่เดียว ยังไม่รวมประปาหมู่บ้าน ทั้งนี้ปัญหาแม่น้ำมีพิษต้นตอมาจากการทำเหมืองของประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งประเทศไทยนำเข้าเหมืองจากประเทศเพื่อนบ้าน แต่เป็นเพียงแค่ทางผ่านเท่านั้น

ซึ่งมีเหมืองที่เกิดจากประเทศเพื่อนบ้านกว่า 500 เหมือง หากทั้ง 500 เหมืองไม่มีระบบบำบัดน้ำ สารพิษก็จะลงที่แม่น้ำในประเทศไทยเต็มๆ เรื่องนี้ต้องแก้กฎหมายควบคู่ไปด้วย เพื่อที่จะสืบหาต้นตอแหล่งที่มาได้ ไทยต้องไม่ใช่ทางผ่านของแร่ที่ทำให้แม่น้ำบ้านเราเป็นพิษ นอกจากนี้ยังต้องตั้งการเจรจาแบบ พหุภาคี ของรัฐมนตรีอย่างน้อย 4 ประเทศ เมียนมา ไทย ลาว และจีน เพื่อการดูแลตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ แม้ปัญหานี้เราไม่ได้ก่อแต่เรารับกรรมเต็มๆ

“ถ้าวันนี้รัฐบาลไม่พูดถึง ไม่กล้าที่จะลงไปคุยกับประชาชน ไม่เป็นไร ผมเอาน้ำกก เชียงรายมาฝาก ลองให้รัฐมนตรีล้างมือล้างหน้าดูจะได้รู้ ว่ามีสารพิษเยอะขนาดไหน กับวิกฤตทั้งหมดที่ผมพูดมาสะท้อนถึงการจัดการปัญหา ที่ไม่เป็นระบบไม่มีแบบแผนวิกฤต สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่สาธารณภัย แต่มันคือภัยความมั่นคงใหม่เราไม่มีทางจัดสรรงบประมาณตามความเสี่ยงภัยและความรุนแรงของภัยได้เลย

ถ้าเราไม่มีแผนที่เสี่ยงที่เราสามารถจัดสรรงบประมาณได้ตรงจุด เราต้องตอบประชาชนให้ได้ว่าทำไมถึงเอางบประมาณก้อนหนึ่ง ลงพื้นที่หนึ่งมากกว่าอีกพื้นที่หนึ่ง ลดความเสี่ยงเท่าไหร่ ดังนั้นยรัฐบาลต้องปฏิรูปการจัดทำงบประมาณใหม่ ไม่เช่นนั้นเราจะไม่สามารถจัดสรรงบประมาณแก้ปัญหาวิกฤตเหล่านี้ได้อย่างเป็นระบบเลย” นายภัทรพงษ์กล่าว

นายภัทรพงษ์ กล่าวต่อว่า เราจะเจอปัญหาเอลนินโญ่ ลานินญา เราก็จะจัดงบประมาณแก้ปัญหาภัยแล้งน้ำท่วมกันเหมือนเดิม เจอปัญหา PM 2.5 ,แม่น้ำเป็นพิษ ,ปลาหมอคางดำ แต่งบไม่เคยมี จะเจอปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมตกต่ำไม่จริงจัง ไม่แก้ปัญหาที่ต้นตอ แล้วปล่อยให้ประชาชน ต้องสูดฝุ่นพิษอยู่กับน้ำพิษสารพิษที่เขาไม่ได้ก่อต่อไป ร่างงบฯ 70 กับรัฐบาลที่พูดหนักหนา ว่าตนเองพูดแล้วทำ แต่กับวิกฤตทั้งหมด ถ้าถามตนว่างบปี 70 นี้ รัฐบาลจัดงบช่วยใคร ตอบได้ง่ายๆเลยว่ารัฐบาลช่วยคนนอก 100% ช่วยเจ้าของเหมืองให้รวย โดยไม่คิดถึงคนไทย เจ้าของเงินภาษีที่ต้องอยู่กับสารพิษ ที่ทำลายชีวิตของพวกเขาเลย