หน้าแรก การเมือง สกลธี ชำแหละง...

สกลธี ชำแหละงบฯสธ. แนะ 3 ข้อปรับโครงสร้างสาธารณสุข หวั่นระเบิดเวลา 3 ลูก หากยังซ่อมมากกว่าสร้าง

30.06.26 | 17:56 น.

‘สกลธี’ ชำแหละงบฯ สธ. อาจกลายเป็นระเบิดเวลา 3 ลูก เตือนระบบส่อล่มสลาย หากยังไล่ซ่อมมากกว่าสร้าง แนะ 3 ข้อปรับโครงสร้างสาธารณสุข

เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มี นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 เป็นประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ ในวันที่ 2

ต่อมาเวลา 16.12 น. นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายงบฯ70 ว่า ในส่วนของงบสาธารณสุขและสุขภาพของคนไทยเมื่อร้อยเรียงตัวเลขทั้งกระทรวงสาธารณสุขจำนวน 1.8 หมื่นล้านบาท งบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เกือบ 3 แสนล้านบาท งบกลางรักษาข้าราชการ 8 หมื่นล้านบาท และงบที่แฝงอยู่ในท้องถิ่น ในโรงพบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) อีก 1.8 พันล้านบาท รวมแล้วสูงถึง 570,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 15 ของงบประมาณแผ่นดิน แม้ในสายตา องค์กรอนามัยโลกและธนาคารโลก จะชื่นชมไทยว่าใช้เงินเพียงร้อยละ 4 ของจีดีพี แต่กลับสร้างระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าได้ดี ต่างจากประเทศชั้นนำอย่างสวีเดน อังกฤษ หรือญี่ปุ่น ที่ใช้ตัวเลขสองหลัก อย่างไรก็ตาม การใช้น้อยแต่ทำได้เยอะกำลังกลายเป็นจุดอ่อนที่สะสม ระเบิดเวลา 3 ลูก ที่รอวันปะทุและพาตัวระบบก้าวไปสู่ขอบเหว

นายสกลธี กล่าวว่า ระเบิดลูกที่ 1 เน้นซ่อมมากกว่าสร้าง คือเม็ดเงินส่วนใหญ่หมดไปกับค่าหัวรักษาพยาบาลปลายเหตุ ท่ามกลางภาวะสังคมผู้สูงวัยขั้นสุดยอดที่มีผู้ป่วยโรคเรื้อรังพุ่งสูง แต่รัฐบาลกลับจัดงบประมาณเพื่อการป้องกันและสร้างเสริมสุขภาพ เพียงร้อยละ 10 เท่านั้น โดยไม่ยอมลงทุนระบบคัดกรองเชิงรุกในชุมชน ระเบิดลูกที่ 2 วิกฤตโรงพยาบาลรัฐขาดทุน สมองไหล คือ ระบบการจ่ายเงินชดเชยผู้ป่วยในของ สปสช.สวนทางกับสภาวะเงินเฟ้อ ค่ายา ค่าแรง และเทคโนโลยีการแพทย์ที่แพงขึ้น ส่งผลให้โรงพยาบาลรัฐกว่า 300 แห่งขาดทุน และมีกว่า 100 แห่งที่ใกล้ล้มละลาย จนคลินิกชุมชนอบอุ่นใน กทม.หายไปครึ่งหนึ่ง เกิดปัญหาระบบใบส่งตัวเรื้อรัง บุคลากรหน้างานต้องแบกภาระจนร่างกายพัง เกิดภาวะสมองไหลลาออกจากระบบราชการอย่างรุนแรง และระเบิดลูกที่ 3 ความเหลื่อมล้ำซ้ำซ้อน 3 กองทุน ทั้งระบบบัตรทอง ประกันสังคม และสิทธิ์ข้าราชการ ต่างใช้เงินภาษีประชาชนเหมือนกัน แต่สิทธิ์การเข้าถึงโรงพยาบาล ยา และต้นทุนต่อหัวกลับไม่เท่ากัน ก่อให้เกิดความไร้ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ เช่น การจัดซื้อยาที่ต่างคนต่างซื้อจนเสียเม็ดเงินไปโดยใช่เหตุ

นายสกลธี กล่าวต่อว่า ตนไม่เห็นด้วยหากจะมีการปรับลดงบประมาณก้อนนี้ เพราะเปรียบเสมือนการตัดเส้นเลือดใหญ่ของประชาชน แต่ขอเสนอแนะแนวทางปฏิรูปแนวคิดการจัดงบประมาณต่อรัฐบาล 3 ข้อ เพื่อความยั่งยืน คือ 1.ปรับโครงสร้างเป็นงบเชิงรุกระดับท้องถิ่น เพิ่มงบให้ รพ.สต. และยกระดับขีดความสามารถของ อสม. กว่า 1.1 ล้านคนทั่วประเทศ โดยแจกจ่ายอุปกรณ์เทคโนโลยี เพื่อให้เป็นแขนขาในการคัดกรองผู้ป่วยโรคเรื้อรังเชิงรุก แทนที่จะทำหน้าที่เพียงแค่คนแจ้งข่าว พร้อมทั้งปรับค่าตอบแทน 2,000 บาทให้เป็นระบบจูงใจตามผลงาน

Advertisement

2.ทบทวนอัตราจ่ายชดเชยตามต้นทุนจริง สปสช. ต้องปรับเพดานการจ่ายชดเชยพยาบาลให้สะท้อนความเป็นจริง จากปัจจุบันที่จ่ายโรคผู้ป่วยในเฉลี่ย 8,000 บาท แต่ต้นทุนโรงพยาบาลแบกจริงอยู่ที่ 10,000 – 13,000 บาท เพื่อหยุดวิกฤตโรงพยาบาลรัฐขาดทุนซ้ำซาก ไม่ต้องคอยนำงบกลางมาโปะรายปี

3.หาแหล่งรายได้ใหม่ด้วยความกล้าหาญ รัฐบาลจะหวังพึ่งพิงภาษีทางตรงหรือเงินอุดหนุนรัฐอย่างเดียวไม่ได้อีกต่อไป ต้องกล้าเก็บภาษีสุขภาพเฉพาะให้เข้มข้น เช่น ภาษีโซเดียม ภาษีน้ำตาล และสิ่งที่ยากที่สุดคือการนำระบบ ร่วมจ่ายมาใช้ โดยให้ผู้มีรายได้ปานกลางถึงระดับสูงร่วมออกค่าใช้จ่ายบางส่วนในการรักษา เพื่อสงวนสิทธิ์บัตรทองฟรีไว้ให้กลุ่มคนยากจนและผู้ไร้ที่พึ่งอย่างแท้จริง เหมือนที่ประเทศญี่ปุ่นและเยอรมนีประสบความสำเร็จ

“งบประมาณสุขภาพ 570,000 ล้านบาท ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่สูญเปล่า แต่คือการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ เพราะต่อให้ประเทศมีโครงสร้างพื้นฐานดีแค่ไหน หากระบบสาธารณสุขล่มสลาย ประชาชนเจ็บป่วย เศรษฐกิจก็ไม่มีวันเดินหน้าได้ รัฐบาลต้องเลิกวิธีถมเงินไล่ตามซ่อมที่ปลายเหตุ แต่ต้องกล้าปฏิรูประบบอย่างยั่งยืน” นายสกลธี กล่าว