สิริพรรณ มองผลหลังศึกเลือกผู้ว่าฯ วิเคราะห์ 5 ปมใหญ่ ชัยชนะชัชชาติ-พฤติกรรมโหวตเตอร์

1.07.26 | 18:25 น.

สิริพรรณ อ.จุฬาฯ มองผลหลังศึกเลือกผู้ว่าฯ วิเคราะห์ 5 ปมใหญ่ ชัยชนะของชัชชาติ-พฤติกรรมโหวตเตอร์ ชี้คุณสมบัติผู้ว่า-ความนิยมพรรคการเมือง มีผล ด้าน ‘มัลลิกา’ เป็นตัวแทนฝ่ายอนุรักษนิยม-ชาตินิยม 

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัววิเคราะห์ผลการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. และส.ก.ที่ผ่านมาว่า เห็นผลเลือกตั้งที่นับคะแนน 100% แล้ว มี 5 ประเด็นที่อยากบันทึกไว้ ดังนี้

1.หากต้องการทำความเข้าใจพรรคการเมือง คะแนนส.ก. สะท้อนฐานเสียงของพรรคได้ดีกว่า โดยเฉพาะเมื่อเป็นการเลือกผู้บริหารโดยตรงอย่างผู้ว่ากทม. คุณสมบัติ บารมี ความดึงดูด และความน่าเลือกส่วนบุคคล มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจสูง การประเมินความเข้มแข็งของพรรคการเมือง จึงควรวิเคราะห์คะแนน ส.ก.

สิ่งที่พบคือ voting consistency หรือ ความมั่นคงในการเลือกที่ยึดโยงกับพรรคการเมืองมีความวูบวาบอย่างมีนัยสำคัญ หากเปรียบเทียบผลเลือกตั้ง ส.ก. ปี 2565 ผลเลือกตั้ง ส.ส. ปี 2569 และผลเลือกตั้ง ส.ก. ปี 2569 จะพบว่า

a.คะแนน ส.ก. ของก้าวไกล ปี 65 ได้ 480,000 เสียง หรือ 21% 14 ที่นั่ง เลือกตั้ง ส.ส.กทม ได้ 1,400,000 เท่ากับ 45% ส่วน ส.ก.พรรคประชาชนครั้งนี้ได้ 660,000 คะแนน หรือ 36%

มองมุมหนึ่ง คะแนนหดหายไป 9% แต่ตัวเลขนี้ไม่อาจเป็นกระจกพยากรณ์ความนิยมของคน กทม. ต่อพรรคประชาชนในการเลือกตั้งครั้งหน้าได้อย่างแม่นยำนัก เพราะประชาชนใช้คนละชุดเหตุผลในการตัดสินใจในการเมืองระดับชาติและระดับท้องถิ่น

Advertisement

อย่างไรก็ตาม เมื่อวิเคราะห์ร่วมกับผลเลือกตั้งนายกเมืองพัทยา ที่พรรคก้าวไกล แม้จะจับมือกับอดีตนักการเมืองท้องถิ่นที่มีฐานเสียงเดิม กลับแพ้มากกว่าเดิม จากที่พัทยาร่วมใจ + คณะก้าวหน้าเคยได้ 21,521 ครั้งนี้ผู้สมัครในนามพรรคประชาชน ได้เพียง 11,566 คะแนน

คำถามเรื่องความผูกพันกับพรรคการเมือง จึงเป็นโจทย์สำคัญทางรัฐศาสตร์

b.เพื่อไทย ส.ก. ปี 65 ได้ 27% หรือ 620,000 จาก 20 เขต เลือกตั้ง ส.ส. กทม ปี 69 ได้ 300,000 หรือประมาณ 10% ไม่ส่งผู้สมัคร ส.ก. แต่กลุ่มเพื่อไทย life ลงตัว ได้ 250,000 คะแนน 13% ซึ่งถ้าดู % ที่สูงกว่าการเลือกตั้ง ส.ส. ทั้งๆ ที่ส่งผู้สมัครเพียง 10 เขต สะท้อนความเข้มแข็งในพื้นที่ส่วนตัวของผู้สมัคร

และเป็นคำถามใหญ่ถึงความนิยมของแบรนด์เพื่อไทยใน กทม.

c.ประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่หลังจากปรับฐานลงมาตั้งแต่ปี 2562 ที่มั่นในกรุงเทพค่อนข้างนิ่ง การเลือกตั้ง ส.ก. ปี 65 ได้ 350,000 คะแนน คิดเป็น 15% การเลือกตั้ง ส.ก. ครั้งนี้ ทีมประชาธิปัตย์ คุณอภิสิทธิ์ คุณกรณ์ คุณการดี คุณสกลธี ลงพื้นที่ช่วยหาเสียงหนักมาก เพราะไม่ได้มองเป็นเพียงการเลือกตั้งผู้ว่า กทม แต่มองยาวไปยังการเลือกตั้ง ส.ส. ครั้งหน้า จึงใช้เป็นจังหวะรื้อฟื้นสายสัมพันธ์กับคนกรุงเทพที่ในอดีตเคยเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรคให้กลับมาชื่นมื่นอีกครั้ง

ผลคือได้คะแนนเสียงใกล้เคียงกับเดิมคือ 350,000 ซึ่งมากกว่าเลือกตั้ง ส.ส.ปี 69 เล็กน้อยที่ได้ 300,000 คะแนน และเมื่อคิดเป็นสัดส่วน ที่19% ก็นับว่าเริ่มกระเตื้องขึ้นมาบ้าง

2.คนเลือกคุณมัลลิกามากถึง 304,949 คะแนน คิดเป็น 13% น่าจะมาจากคนที่เคยเลือก ส.ก.พรรคพลังประชารัฐ ปี 65 ที่ 270,000 (11%) และเติมด้วยคนที่เลือก ส.ก.ประชาธิปัตย์ แต่ไม่เลือกคุณอนุชา หรือแม้แต่คนที่คิดว่า อ.ชัชชาติชนะอยู่แล้ว เลยหันมาเลือกคุณมัลลิกาเพื่อความสะใจ ก็คงมี

คุณมัลลิกากลายมาเป็นตัวแทนอนุรักษ์นิยม-ชาตินิยม (จากบทบาทกรณีพิพาทชายแดนกัมพูชา) ในการเลือกตั้งครั้งนี้

3.คงไม่อาจประเมินการหดหรือขยายตัวของสายอนุรักษ์นิยม จากผลเลือกตั้งครั้งนี้ได้ชัดเจน เพราะคะแนน อ.ชัชชาติหลอมรวมความนิยมของจากทั้งอนุรักษ์และก้าวหน้า ที่อาจจะชี้ได้คือ คนกลุ่มนี้ปฎิเสธพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนอย่างเหนียวแน่น มั่นคง และพร้อมจะหันไปชูตัวเลือกที่โดดเด่นให้เป็น MVP ในแต่ละครั้ง แม้อาจไม่ตรงกับอัตลักษณ์ดั้งเดิมก็ตาม

คล้ายกับที่คนกรุงเทพเลือก ภูมิใจไทย 550,000 คะแนน มาเป็นอันดับ 2 ในการเลือกตั้ง ส.ส. ที่ผ่านมา

4.ชัยชนะของ อ.ชัชชาติที่มากกว่าครั้งที่แล้วประมาณ 150,000 คะแนน แม้คนไปเลือกตั้งน้อยลงจาก 60% เหลือเพียง 52.79% เป็นเพราะครั้งนี้คะแนนไม่ถูกแบ่งให้ผู้สมัครท่านอื่นมากนัก การเลือกตั้งปี 65 มีผู้สมัครที่ได้ 200,000-250,000 ถึง 4 คน ประชาชนที่เคยเลือกผู้สมัครจากประชาธิปัตย์ คุณสกลธี และพลตำรวจเอกอัศวิน บางส่วนหันมาลงคะแนนให้ อ.ชัชชาติ

5. เหตุผลที่คนไปเลือกตั้งน้อย เป็นไปตามทฤษฎี การแข่งขันไม่สูสี (competitiveness) ผลเห็นชัดตั้งแต่ยังไม่เลือก ถ้าเปรียบเทียบกับการเลือกตั้งปี 56 อ.สุขุมพันธ์ ประชาธิปัตย์ v. คุณพงศพัศ เพื่อไทย คนไปใช้สิทธิ 64% และสโลแกน ไม่เลือกเรา เค้ามาแน่ ทำงานได้ตรงเป้า

หากเปรียบเทียบการเลือกตั้ง ส.ส. ของไทยที่ผ่านมา จะเห็นว่า คนไปใช้สิทธิลดลง ปี 54 ( 74.7%) ปี 66 (75.7%) ปี 69 (71.4%) ซึ่งสะท้อนความรู้สึกว่าเสียงของตนไม่มีความหมาย (political efficacy) ถ้าคนรู้สึกว่าเลือกไปก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนก็จะไม่ออกไปเลือกตั้ง

อีกเหตุผลที่คนไปใช้สิทธิน้อย อธิบายได้ด้วย การจัดการเลือกตั้ง ของ กกต. การไม่ให้มีการเลือกตั้งล่วงหน้าในการเลือกตั้งท้องถิ่น ส่งผลชัดเจนเมื่อเปรียบเทียบกับการเลือกตั้งระดับชาติ ที่จริงการจัดให้คนเลือกตั้งล่วงหน้า ณ สำนักงานเขต ไม่น่าจะเป็นเรื่องยุ่งยากอะไร จะเป็นการส่งเสริมประชาธิปไตย มากกว่าจัดหลักสูตรอบรมต่างๆ มากมาย

ประเด็นเรื่องการอำนวยความสะดวกให้ผู้มาเลือกตั้ง ขอพูดซ้ำอีกหลายๆ ครั้งว่า บัตรเลือกตั้งควรมีรายละเอียดชื่อผู้สมัคร พรรค หรือสังกัด บัตรเลือกตั้งมีแต่เบอร์ เมื่อเข้าไปในคูหาทำให้จดจำยาก โดยเฉพาะผู้สมัคร ส.ก. ที่มีเป็นจำนวนมาก น่าจะมีคนกาผิดเจตนาพอสมควร

จะเห็นว่าบัตรเสีย 6.9% เป็นตัวเลขที่สูงมาก เมื่อเทียบกับบัตรสีเขียวที่เลือกผู้ว่า กทม เสียเพียง 0.9% หรือเมื่อเทียบกับการเลือกตั้ง ส.ส ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 3.8-4%

ตัวเลขเล็กๆ ที่น่าสนใจอีกตัวคือ จำนวนผู้ไม่ประสงค์ลงคะแนนให้กับผู้สมัคร ส.ก ประมาณ 10% น่าจะสะท้อนว่า ประชาชนยังไม่รู้จักผู้สมัคร ส.ก. ดีนัก จึงไม่รู้จะเลือกใคร